บทที่ 324: สินค้าเลื่องชื่อ
สำหรับโรงเรียนภาคค่ำในยุคนี้ หากใครสามารถเรียนจนจบหลักสูตรที่กำหนดไว้ได้ ก็มีสิทธิ์เข้าสอบเพื่อรับใบประกาศนียบัตร ซึ่งวุฒิการศึกษานี้ได้รับการยอมรับจากภาครัฐอย่างเป็นทางการ
ซ่งอวี้หน่วนรู้จักกับอาจารย์ใหญ่ชุยเป็นอย่างดี เธอจึงจัดการส่งเสี่ยวเฉ่าเข้าไปเรียนเพิ่มเติมได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
เด็กสาวคนนี้เคยถูกหญิงชราใจร้ายส่งเข้าโรงเรียนประถมและเรียนได้ถึงแค่ชั้นปีที่ 3 เท่านั้น แต่ด้วยพื้นฐานที่ดีอยู่แล้วบวกกับความขยันหมั่นเพียร ทำให้เธอคว้าใบประกาศนียบัตรจบชั้นประถมมาได้สำเร็จ
แต่ความฝันของเสี่ยวเฉ่าคือการเข้ามหาวิทยาลัย ดังนั้นการกลับเข้าไปเรียนในโรงเรียนมัธยมจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเธอ
ทว่าในกรณีของโจวเสี่ยวฮวานั้นต่างออกไป เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่และสภาพสังคมในปัจจุบัน การส่งเธอไปฝึกอบรมวิชาชีพเฉพาะทางดูจะเป็นเส้นทางที่เหมาะสมกว่า ทั้งยังเป็นการสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้กับอนาคตของเธออีกด้วย
ซ่งอวี้หน่วนพูดต่อพลางมองหน้าเพื่อน “ฉันให้ตำราเรียนกับเธอไปแล้วไม่ใช่เหรอ เวลาว่างๆ ก็เอามาทบทวน อย่ามัวแต่ไปฟังคนอื่นเขาคุยเล่นกันสิ ขอแค่เธอเรียนจบมัธยมต้น ฉันรับรองเลยว่าจะส่งเธอไปเรียนต่อที่วิทยาลัยสำหรับพนักงานและเจ้าหน้าที่ รู้ไหมว่าที่นั่นน่ะไม่ต้องเสียค่าเทอมเองเลยนะ เพราะหน่วยงานจะเป็นคนรับผิดชอบให้ แถมในโรงเรียนก็มีโรงอาหารขนาดใหญ่ด้วย”
“พออีก 3 ปีข้างหน้า เธอก็คงเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งแล้ว ค่าอาหารแค่นี้สบายมาก หรือถ้าอยากประหยัดกว่านั้นก็กลับมากินข้าวที่บ้านก็ได้”
“ที่สำคัญนะ การไปเรียนไม่ได้หมายความว่าจะต้องหยุดเรื่องมีแฟนหรือแต่งงานสักหน่อย ไม่แน่ว่าเธออาจจะได้เจอกับเจ้าหน้าที่หนุ่มๆ ในเมืองก็ได้นะ อีกอย่างที่นั่นมีหลายสาขาวิชาให้เลือก เธอชอบสายงานไหนก็เลือกเรียนได้ตามใจเลย”
ยิ่งได้ฟัง ดวงตาของโจวเสี่ยวฮวาก็ยิ่งเป็นประกาย แต่พอได้ยินเรื่องหาแฟน ใบหน้าของเธอก็พลันแดงระเรื่อขึ้นมาด้วยความเขินอาย เธอจึงเอามือปิดหน้าแก้เขิน “ฉันฟังเธอทุกอย่างนั่นแหละ”
ในจังหวะนั้นเองก็มีลูกค้าเดินเข้ามาที่เคาน์เตอร์ ซึ่งตอนนี้ยังคงเน้นขายเสื้อผ้าผู้หญิงเป็นหลัก
คุณยายท่านหนึ่งที่มาจากคอมมูนแถบชานเมืองเล่าว่า หลานสาวของเธอกำลังจะไปเรียนมหาวิทยาลัยที่หนานเฉิงในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า ได้ยินว่าที่นั่นอากาศร้อนมาก ในขณะที่ที่นี่เดือนกันยายนเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่อากาศที่นั่นยังคงร้อนอบอ้าวเหมือนฤดูร้อน
สุดท้ายคุณยายก็ตัดสินใจซื้อเสื้อแขนสั้นสีเหลืองอ่อนที่ปักลายดอกไม้เล็กๆ น่ารักไปหนึ่งตัว โจวเสี่ยวฮวาจึงมอบกิ๊บติดผมลายดอกไม้เข้าชุดกันให้เป็นของขวัญ พร้อมกับกล่าวแสดงความยินดีที่หลานสาวของคุณยายได้เป็นนักศึกษา ทำเอาคุณยายยิ้มแก้มปริ เดินออกจากร้านไปอย่างอารมณ์ดี
ซ่งอวี้หน่วนเห็นดังนั้นจึงยกนิ้วโป้งให้เพื่อนรักอย่างชื่นชม เธอเป็นคนสอนเรื่องนี้กับโจวเสี่ยวฮวาเอง แต่ก็ไม่คิดว่าเพื่อนจะทำได้ดีขนาดนี้
เมื่อเห็นว่าที่ร้านเริ่มมีลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ และรู้สึกว่าการที่ตนเองอยู่ตรงนี้อาจทำให้โจวเสี่ยวฮวาทำงานไม่สะดวกใจ ซ่งอวี้หน่วนจึงตัดสินใจปลีกตัวออกมา
เธอมองดูนาฬิกาแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังที่ว่าการอำเภอเพื่อเข้าพบรองหัวหน้าอำเภอจ้าวก่อน
“ท่านรองคะ สมมติว่าอำเภอหนานซานของเราได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าฤดูใบไม้ร่วง เราจะเตรียมสินค้าอะไรไปจัดแสดงเหรอคะ”
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวถึงกับชะงักไปกับคำถามที่เธอเอ่ยขึ้นมา งานแสดงสินค้าที่ว่านั่นจัดขึ้นมาแล้วถึง 3 ครั้ง และไม่ใช่แค่เพียงงานแสดงสินค้าธรรมดาๆ แต่เป็นเวทีที่สามารถเจรจาธุรกิจได้กับทั่วทั้งประเทศ หรือแม้กระทั่งกับต่างชาติ แต่ปัญหาคือการจะได้เข้าร่วมงานนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“ทั้งมณฑลเป่ยฉวนของเรา นอกจากเมืองหลวงของมณฑลแล้ว หน่วยงานระดับเมืองอื่นๆ ได้โควตาแค่ที่เดียวเท่านั้น” รองหัวหน้าอำเภอจ้าวอธิบาย
“ที่ผ่านมาเราไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย และตอนนี้ก็ยังไม่กล้าคิดด้วยซ้ำ คู่แข่งมันเยอะเกินไป ไม่ใช่แค่มีเส้นสายแล้วจะได้เข้าไปง่ายๆ”
เขากล่าวต่อ “อำเภอของเรามีโรงงานเครื่องจักร แต่ก็ไม่มีผลิตภัณฑ์อะไรใหม่ๆ ส่วนโรงงานทอผ้า เธอก็เคยไปดูมาแล้ว สินค้าหลักคือผ้าลินิน ซึ่งตอนนี้ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนไม่ต้องกังวลเรื่องตลาดเลย ขนาดโรงงานของเธอยังเหมาไปจนหมด ส่วนโรงงานยาที่กำลังจะสร้าง ถ้าเสร็จแล้วก็จะขึ้นตรงกับส่วนกลาง เหมือนกับโรงงานอิเล็กทรอนิกส์นั่นแหละ สินค้าอื่นๆ ของเราก็ไม่เหมาะจะส่งออกเลย”
“แล้วงานฝีมือเครื่องสานของคอมมูนขุยฮวาล่ะคะ พอจะเป็นไปได้ไหม” ซ่งอวี้หน่วนเสนอ
แววตาของรองหัวหน้าอำเภอจ้าวเป็นประกายวูบหนึ่ง ก่อนจะหม่นแสงลงอีกครั้ง “แค่หมวกกันแดดเนี่ยนะ”
“เราสามารถจัดตั้งเป็นโรงงานหัตถกรรมได้เลยนะคะ” ซ่งอวี้หน่วนรีบอธิบาย
“วัตถุดิบเราก็มีพร้อม ช่างฝีมือก็ไม่ขาด แถมยังมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ขนาดคนในปักกิ่งยังนิยมใส่หมวกของเราเลยนะคะ หนูได้ยินมาว่าคุณปู่ของฉู่จื่อโจวยังชอบแผ่นรองรองเท้าที่ทำจากใบข้าวโพดของคุณปู่หนูมากเลยค่ะ ถ้าเราตั้งใจผลิตสินค้าคุณภาพสูงออกมา เราก็ทำเงินได้เหมือนกันนะคะ ที่สำคัญคือเราจะได้เงินจากต่างชาติด้วย”
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวไม่ได้เอ่ยคำใด แต่ตั้งใจฟังทุกถ้อยคำของเธออย่างจริงจัง
ซ่งอวี้หน่วนจึงอธิบายต่อ “ท่านรองก็คงทราบใช่ไหมคะ ว่าตอนนี้ประเทศเรามีหนี้สินอยู่มาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากการนำเข้าเทคโนโลยีและเครื่องจักรจากชาติตะวันตก แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นสินค้าส่งออกได้ในทันที ดังนั้นกำลังหลักที่ช่วยหาเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศก็คือภาคชนบทของเรานี่แหละค่ะ”
“ไม่ว่าจะเป็นชา เครื่องลายคราม ผ้าไหม หรือแม้แต่งานจักสานต่างๆ ท่านลองคิดดูสิคะว่ามีสินค้าไหนบ้างที่ไม่ได้มาจากฝีมือคนในชนบท”
“สามอย่างแรกอำเภอเราไม่มี แต่เรามีงานจักสานนะคะ การจัดตั้งโรงงานหัตถกรรมก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เราสามารถตั้งไว้ที่คอมมูน ให้ทางคอมมูนช่วยบริหารจัดการ โดยใช้รูปแบบที่ให้ชาวบ้านเป็นคนผลิต แล้วหน่วยงานรัฐเป็นผู้รับซื้อ ขอแค่สินค้าผ่านมาตรฐานที่เรากำหนด เราก็จ่ายเงินทันที แบบนี้รับรองว่าทุกคนขยันขันแข็งแน่นอนค่ะ”
“ข้อดีอีกอย่างของสินค้าหัตถกรรมก็คือมันไม่มีวันหมดอายุ ขอแค่เก็บรักษาให้ดี ต่อให้วางไว้ 2-3 ปีก็ไม่เป็นอะไร ทางอำเภออาจจะช่วยติดต่อหารูปแบบงานจักสานที่ตลาดส่งออกกำลังนิยม หรือเราจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ขึ้นมาเองก็ได้”
“ถ้าใครคิดรูปแบบใหม่ๆ ที่น่าสนใจออกมาได้ ทางอำเภอก็มอบเงินรางวัลให้เป็นกำลังใจ นี่เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลยนะคะ”
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวพยายามเก็บอาการตื่นเต้นไว้ให้อยู่ แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะลุกพรวดขึ้นยืน ข้อเสนอของเด็กสาวคนนี้มันช่างน่าทึ่งจริงๆ
การตั้งโรงงานแบบนี้ใช้เงินทุนไม่มาก ไม่ต้องสร้างอาคารโรงงานให้ยุ่งยาก ขอแค่มีจุดรับซื้อและตรวจสอบคุณภาพ กับโกดังเก็บของอีกหนึ่งหลังก็เพียงพอแล้ว แถมยังไม่ต้องจ้างพนักงานเยอะอีกด้วย มันช่างเหมาะสมกับสถานการณ์ของอำเภอหนานซานในตอนนี้ที่สุด
เขามองซ่งอวี้หน่วนพลางนึกอะไรขึ้นมาได้ “เสี่ยวหน่วน ฉันได้ยินมาว่าคุณปู่ของเธอเป็นช่างฝีมือชั้นครูเลยใช่ไหม ถ้าเราตั้งโรงงานหัตถกรรมขึ้นมาได้จริงๆ ฉันจะเชิญท่านมาเป็นที่ปรึกษาให้โรงงานของเราอย่างแน่นอน มีเงินเดือนให้ด้วยนะ ส่วนเรื่องเวลาก็ยืดหยุ่นได้เต็มที่เลย”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มกว้างจนดวงตาเป็นประกาย “จริงเหรอคะ ถ้างั้นหนูต้องขอขอบคุณท่านรองแทนคุณปู่ล่วงหน้าแล้วล่ะค่ะ”
“เด็กคนนี้นี่นะ” รองหัวหน้าอำเภอจ้าวส่ายหัวยิ้มๆ “ไม่ต้องขอบคุณอะไรหรอก แต่ถึงเราจะมีสินค้าหัตถกรรมแล้ว มันก็ยังมีแค่สองอย่าง ตามกฎแล้วเราต้องมีสินค้าไปจัดแสดงอย่างน้อยห้าชนิดนะ”
“งานแสดงสินค้าจะจัดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า เรายังมีเวลาหาอีกสามอย่างสบายๆ ค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนตอบอย่างมั่นใจ
“...แล้วถ้าเราไม่ได้โควตาล่ะ”
“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นค่ะ ต่อให้ไม่ได้ไป เราก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่คะ”
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวพยักหน้าเห็นด้วย อย่างน้อยๆ หมวกกันแดดก็ยังขายดีเหมือนเดิม
เขามองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย เพื่อผลักดันให้เสื้อผ้าแบรนด์ของตัวเองได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า เธอกลับลากอำเภอหนานซานทั้งอำเภอให้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน
แต่นี่คือเรื่องที่ดี มันคือความหวังที่จับต้องได้ ต่างจากที่ผ่านมา
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวร้อนใจจนนั่งไม่ติดเก้าอี้อีกต่อไป เมื่อนึกขึ้นได้ว่านายอำเภอโค่วอยู่ในห้องทำงาน เขาจึงรีบขอตัวไปหาทันที
เมื่อออกมาจากที่ว่าการอำเภอแล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็เดินไปตามถนนที่ร่มรื่นด้วยเงาไม้ แต่ในใจกลับครุ่นคิดไปถึงเรื่อง ‘สินค้าไม้พะยูงไหหลำ’ ที่โด่งดังในยุคทศวรรษที่ 80
สินค้าที่ว่านี้คือผลิตภัณฑ์หัตถกรรมชั้นเลิศที่ทำจากไม้พะยูงบนเกาะไหหลำ ในยุคนั้นเพื่อหาเงินตราเข้าประเทศ สินค้าที่ส่งออกไปล้วนแต่คัดสรรวัสดุชั้นยอดและผลิตอย่างประณีตบรรจง จนกระทั่งต่อมาเมื่อวัตถุดิบเริ่มหายาก สินค้าเหล่านี้จึงกลายเป็นของสะสมราคาแพงลิบลิ่วและหาซื้อแทบไม่ได้อีกเลย
น่าเสียดายที่ในยุคนี้ สินค้าเกรดพรีเมียมเหล่านั้นแทบไม่มีวางขายในประเทศเลย ต่อให้หาซื้อมาได้ ก็ไม่ใช่ของคุณภาพดีที่สุด
งานแสดงสินค้าฤดูใบไม้ร่วงครั้งนี้ เธอจะต้องผลักดันให้สำเร็จให้ได้ และต้องหาทางกว้านซื้อสินค้าจากโรงงานไม้พะยูงนั่นมาเก็บไว้ให้หมด พอได้ของมาแล้ว ก็ต้องหาทางทำให้ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของมัน เพื่อที่พวกเขาจะได้เปลี่ยนไปส่งออกสินค้าอย่างอื่นแทน
แต่แผนการนี้ต้องทำอย่างระมัดระวังที่สุด เพราะถ้าพลาดพลั้งอาจสร้างศัตรูได้ง่ายๆ
“ถ้ามีสินค้าอื่นที่ทำเงินตราต่างประเทศได้มหาศาลมาทดแทนก็คงจะดี”
ความคิดนั้นแวบเข้ามาในหัวเพียงชั่วครู่ก่อนจะจางหายไป เรื่องไหนที่ไม่ใช่ธุระของเธอ เธอก็ไม่อยากจะเปลืองสมองคิดให้ปวดหัว ตอนนี้เธอควรกลับไปออกแบบเสื้อผ้า และต้องไปคุยกับโรงพิมพ์ของอำเภอให้ช่วยผลิตถุงกระดาษสำหรับใส่สินค้าด้วย
แม้ว่าเทคโนโลยีการพิมพ์สีในยุคนี้จะยังไม่ดีนัก แต่ถุงกระดาษคราฟท์เรียบๆ ก็ดูดีมีระดับได้เหมือนกัน
พอคิดถึงเรื่องที่ต้องทำ เธอก็รู้สึกว่าเงินชักจะร่อยหรอเสียแล้ว พรุ่งนี้ต้องกลับไปถามย่าดูว่าท่านมีเงินเก็บอยู่เท่าไหร่ ส่วนเงิน 20,000 หยวนของเธอเองก็คงถึงเวลาต้องเอาออกมาใช้แล้ว
[จบบท]