บทที่ 325: เรื่องที่ไม่อยากให้รับรู้
ซ่งอวี้หน่วนเดินทางกลับมาถึงบ้านพักในตัวอำเภอในเวลาไม่นานนัก เมื่อมาถึงก็พบว่าปู่ซ่งกับซ่งหมิงโปจัดการส่งของเรียบร้อยแล้ว และกำลังรอเธออยู่พอดี พวกเขาเอ่ยถามขึ้นว่าจะให้เธอพักที่นี่หรือจะกลับไปที่หมู่บ้าน
ซ่งอวี้หน่วนอยากกลับไปที่หมู่บ้านมากกว่า เพราะที่นั่นคึกคักมีชีวิตชีวา แต่ติดที่ว่าเธอตั้งใจจะรอเดินทางกลับพร้อมกับคุณอาในวันพรุ่งนี้
ปู่ซ่งจึงบอกว่า “อาของหนูติดธุระด่วนน่ะ ต้องมะรืนถึงจะกลับบ้านได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซ่งหมิงโปจึงหันไปถามน้องสาว “แล้วการบ้านที่น้าเล็กให้ไว้ทำเสร็จหรือยัง”
“เสร็จเรียบร้อยแล้ว” ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับพลางหยิบสมุดการบ้านเก็บใส่กระเป๋าสะพาย ในเมื่อคุณอาจะกลับวันมะรืน เธอก็ไม่จำเป็นต้องรออีกต่อไป หลังจากตรวจสอบความเรียบร้อยของบ้านแล้ว เธอก็นั่งรถม้ากลับเข้าหมู่บ้านทันที
ระหว่างทาง เธอยังแวะที่ริมแม่น้ำเพื่อให้ต้าหงเจ่าได้พัก สองพี่น้องช่วยกันขัดสีฉวีวรรณให้มันจนสบายตัว แถมยังปล่อยให้มันเล็มหญ้าอ่อนสดใหม่อย่างสบายใจ
ส่วนซ่งอวี้หน่วนก็ถือโอกาสใช้เคียวเกี่ยวหญ้าใส่ตะกร้าใบใหญ่จนเต็มแล้วยกขึ้นไปวางบนรถม้า สำหรับเธอแล้ว ต้าหงเจ่าเปรียบเสมือนสมาชิกคนสำคัญของครอบครัวที่ทำงานหนักและเหนื่อยที่สุด
แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอกลับต้องแปลกใจที่เรื่องราวของหม่าชุ่ยเฟินได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านเสียแล้ว ซึ่งคนที่ปล่อยข่าวไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นพี่สะใภ้ปากสว่างของเจ้าตัวนั่นเอง
เรื่องราวเป็นไปตามที่โจวเสี่ยวฮวาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ทั้งสองคนหย่ากันแล้ว
หลังจากที่ปัญญาชนตู้ได้เข้าไปทำงานในโรงงานและกลายเป็นคนงานเต็มตัว เขาก็ไปตกหลุมรักลูกสาวของหัวหน้าแผนกการผลิตเข้า ด้วยเหตุนี้เขาจึงบีบบังคับให้หม่าชุ่ยเฟินหย่าให้ ว่ากันว่าเขาใจร้ายถึงขนาดซื้อแค่ตั๋วรถไฟให้เท่านั้น แม้แต่อาหารสำหรับเดินทางก็ยังไม่เตรียมให้
ตอนที่หม่าชุ่ยเฟินจากไปเมื่อปีก่อน เธอพกเงินติดตัวไปด้วยจำนวนหนึ่ง แต่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาก็ใช้จ่ายไปจนเกือบจะหมดแล้ว
ในอดีต ชีวิตของหม่าชุ่ยเฟินเคยเป็นที่น่าอิจฉาของใครหลายๆ คน การได้แต่งงานกับคนเมืองที่มีการศึกษา แถมยังมีลูกชายหนึ่งคนกับลูกสาวหนึ่งคน ถือเป็นภาพฝันของครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ
หม่าชุ่ยเฟินเป็นคนขยันขันแข็ง ส่วนปัญญาชนตู้ก็ไม่ได้นิ่งดูดาย เขาทำงานเป็นครูที่โรงเรียนประถมของคอมมูน แม้จะเป็นเพียงโรงเรียนราษฎร์ แต่ก็ยังได้รับปันส่วนอาหารและเงินช่วยเหลืออยู่เสมอ
แต่ใครจะคิดว่าพอหมดรัก เขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้ถึงเพียงนี้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าโมโหจริงๆ
ชาวบ้านก็ได้แต่บ่นกันไปตามประสา แต่ถ้าจะให้เดินทางไปหาเรื่องตระกูลตู้ถึงเมืองเซี่ยงไฮ้จริงๆ คงไม่มีใครกล้าพอ เหตุผลหลักๆ ก็เพราะเมืองเซี่ยงไฮ้นั้นไกลเกินกว่าที่พวกเขาจะไปถึงได้ง่ายๆ อีกทั้งยังมีความรู้สึกเกรงกลัวคนเมืองใหญ่อยู่ในใจลึกๆ อีกด้วย
ทางด้านบ้านตระกูลหม่า พี่สะใภ้ใหญ่ก็กำลังโวยวายไม่หยุดหย่อน กล่าวหาว่าน้องสามีที่หย่าร้างกลับมาทำให้วงศ์ตระกูลต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง
แม้ป่าหม่าหลิวจะกลุ้มใจกับเรื่องของลูกสาวอยู่แล้ว แต่พอได้ยินลูกสะใภ้ต่อว่าแบบนั้นก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา จนเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันในที่สุด
ย่าซ่งเองก็คิดอยากจะชวนหม่าชุ่ยเฟินมาทำงานที่โรงงานของเธอ ถึงแม้จะอยู่ในหมู่บ้าน แต่ก็ได้รับเงินเดือนเหมือนกัน แถมสวัสดิการก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าโรงงานในตัวอำเภอเลย
แต่ก็อย่างว่า ‘ของที่ได้มาง่ายๆ มักไม่มีค่า’ การแสดงความกระตือรือร้นออกไปมากเกินก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดี
แต่เมื่อคิดอีกที ชุ่ยเฟินเป็นคนมีฝีมือ แถมยังปักผ้าเป็นอีกด้วย ซึ่งโรงงานของเธอกำลังต้องการคนที่มีความสามารถแบบนี้อยู่พอดี
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง ป่าหม่าหลิวก็เดินทางมาหาถึงที่บ้าน
บ้านหลังใหม่ของตระกูลซ่งสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านเกือบทั้งหมู่บ้าน ตอนนี้เหลือเพียงงานไม้และงานตกแต่งเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น รวมถึงการก่อคังและสร้างเตาไฟ ซึ่งงานเหล่านี้ปู่ซ่งสามารถจัดการร่วมกับลูกชายทั้งสองคนได้อย่างสบายๆ
ซ่งอวี้หน่วนเดินตามดูคุณปู่อย่างสนใจใคร่รู้ เธอนึกภาพตามแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะฤดูหนาวปีนี้คงจะอบอุ่นเป็นพิเศษ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่ได้เหยียบพื้นไม้ก็คงจะไม่รู้สึกเย็นเฉียบที่เท้าแล้ว ไหนจะคังอุ่นๆ ที่แค่จุดไฟทำอาหาร ความร้อนก็จะแผ่มาถึงที่นอนอีกด้วย
บ้านหลังใหม่นี้ยังคงจัดให้ห้องครัวอยู่ตรงกลางเหมือนเดิม แต่มีเตาไฟสองข้าง ส่วนการรับประทานอาหารก็จะย้ายไปที่ห้องนั่งเล่นโดยเฉพาะ ไม่ได้นั่งกินบนคังเหมือนแต่ก่อน เหตุผลหลักก็เพื่อให้เสี่ยวหน่วนปรับตัวได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
ซึ่งจริงๆ แล้วซ่งอวี้หน่วนก็ไม่ได้รู้สึกติดขัดอะไร เพราะเธอสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี
เมื่อเห็นป่าหม่าหลิวเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน ซ่งอวี้หน่วนจึงตะโกนบอกคุณย่าที่กำลังง่วนอยู่กับสวนผักด้านหลังว่า “คุณย่าคะ คุณย่าหกหม่ามาหาค่ะ”
เธอไม่ได้เดินหนีไปไหน แต่กลับรินน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วให้แขกดื่มหนึ่งแก้ว และจากการสนทนาของพวกผู้ใหญ่ เธอก็ได้รู้ว่าป่าหม่าหลิวอยากให้ลูกสาวมาทำงานที่โรงงาน เพราะชุ่ยเฟินมีฝีมือด้านการเย็บจักรอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาสอนอะไรมาก แค่ทำความคุ้นเคยกับงานสักพักก็สามารถเริ่มงานได้ทันที
“พี่หานคะ ที่จริงฉันตั้งใจจะมาหาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เมื่อเช้านี้ชุ่ยเฟินดันจะพาลูกย้ายออกจากบ้านไปเสียก่อน”
“เธอย้ายไปไหนล่ะนั่น”
“ก็บ้านของตระกูลหวังนั่นแหละ สะใภ้ใหญ่บ้านนั้นเป็นคนจัดการให้ บอกว่าให้เช่าปีละ 5 หยวนก็พอ แต่ถ้าจู่ๆ พวกพ่อแม่สามีเธอกลับมา มีหวังไล่ชุ่ยเฟินออกมาแน่ๆ มันไม่มั่นคงเลยสักนิด พูดไปพูดมาก็เหมือนไม่อยากให้ลูกสาวมาอยู่กินให้สิ้นเปลือง”
“แต่จะให้ฉันทำยังไงได้ล่ะคะ ในเมื่อบ้านสามีไม่เอาเธอแล้ว ถ้าฉันยังจะไล่เขาไปอีกคน แล้วจะไปมีชีวิตอยู่ที่ไหนได้ เฮ้อ...ลูกๆ นี่มันเจ้ากรรมนายเวรจริงๆ พี่หาน ฉันล่ะอิจฉาชีวิตพี่ตอนนี้จริงๆ เลย ดูสิว่าสุขสบายแค่ไหน...”
ย่าซ่งเหลือบมองเสี่ยวหน่วนที่กำลังตั้งใจฟังอยู่ข้างๆ ด้วยความสนใจใคร่รู้ ในใจก็พลันนึกขึ้นมา ‘ถ้าไม่มีเสี่ยวหน่วน ป่านนี้ชีวิตฉันคงจะแย่ยิ่งกว่าเธอเสียอีก เผลอๆ หญ้าบนหลุมศพคงขึ้นสูงท่วมหัวไปแล้ว’
ย่าซ่งจึงพูดปลอบใจไปว่า “ตอนนี้ชุ่ยเฟินกำลังลำบากที่สุดแล้ว เธออย่าไปพูดซ้ำเติมให้มันแย่ลงเลย การใช้ชีวิตคนเราก็แบบนี้แหละ ต้องอดทนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง”
ป่าหม่าหลิวไม่อยากร้องไห้ฟูมฟายที่บ้านคนอื่นให้ดูไม่ดี จึงได้แต่เอ่ยปากขอร้อง “ฉัน...ฉันรู้ว่าตอนนี้โรงงานของพี่ยังไม่ขาดคน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ต้องการคนขึ้นมา ช่วยส่งข่าวมาบอกฉันหน่อยได้ไหมคะ ฉันจะเอาไปบอกชุ่ยเฟิน ลูกจะได้มีความหวังกับเขาบ้าง”
ย่าซ่งยิ้มบางๆ แล้วตอบกลับไป “ชุ่ยเฟินเรียกฉันว่าป้าคนหนึ่ง วันนี้ฉันจะให้คำตอบที่แน่นอนไปเลย ตราบใดที่ชุ่ยเฟินไม่รังเกียจ พรุ่งนี้ก็มาเริ่มงานได้ทันที!”
หลังจากส่งป่าหม่าหลิวที่เดินปาดน้ำตาจากไปด้วยความตื้นตันใจกลับไปแล้ว ย่าซ่งก็รู้สึกถึงความรู้สึกบางอย่างที่พิเศษอย่างน่าประหลาด
ที่แท้แล้ว ความรู้สึกของการได้ขอบคุณใครสักคนกับการได้รับคำขอบคุณจากคนอื่นนั้น มันช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เมื่อซึมซับความรู้สึกดีๆ นั้นแล้ว ย่าซ่งก็พาซ่งอวี้หน่วนไปที่โรงงานซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่พักปัญญาชน อีกไม่กี่วันก็จะเปิดเทอมแล้ว เธออยากให้หลานสาวได้ทุ่มเทกับการเรียนอย่างเต็มที่ จะได้ไม่มาวุ่นวายกับเธอเวลาที่ไม่มีอะไรทำ
แต่กลับบังเอิญเจอเข้ากับเซี่ยซินตงที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากฐานทัพทดสอบการบินพอดี เขาเองก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ากู้หวยอันฝากให้มาบอกเสี่ยวหน่วนว่าเขาทิ้งของบางอย่างไว้ให้ที่ที่ทำการกองพลน้อย ในห้องทำงานชั่วคราวของเขา
ย่าซ่งอยากจะถามใจจะขาดว่านี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ทำไมเพิ่งจะนึกขึ้นได้ ไม่ใช่ว่าความจำเป็นเลิศหรอกหรือ
เซี่ยซินตงเหลือบมองปฏิกิริยาของหลานสาว โชคยังดีที่เธอยังคงมีท่าทีเป็นปกติ
ที่จริงแล้วเขาจะลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ได้อย่างไรกัน เพียงแต่เขาไม่อยากจะบอกซ่งอวี้หน่วนก็เท่านั้นเอง
แน่นอนว่าซ่งอวี้หน่วนมองเจตนานั้นออก
แม้จะสงสัยอยู่เต็มอกว่ากู้หวยอันทิ้งอะไรไว้ให้ แต่เธอก็เลือกที่จะเดินตามคุณย่าไปดูโรงงานของครอบครัวที่ที่พักปัญญาชนก่อน
ซ่งอวี้หน่วนเดินสำรวจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าไปช่วยพี่เจวียนที่กำลังปักผ้าแยกเส้นด้ายอยู่สักพัก แล้วจึงหันไปถามย่าซ่ง “คุณย่าคะ ตอนนี้เรามีเงินสดหมุนเวียนอยู่เท่าไหร่เหรอคะ”
ย่าซ่งใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ก็น่าจะประมาณ 5,000 กว่าๆ ล่ะมั้ง”
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับนิ่งไปเล็กน้อย
คุณย่าของเธอพัฒนาไปไกลจริงๆ
“แล้วเงินเดือนของคนงานล่ะคะ”
“อันนั้นแยกเก็บไว้ต่างหากแล้ว”
ซ่งอวี้หน่วนมองหน้าคุณย่าแล้วพูดขึ้น “ถ้าคุณย่าคิดว่าเมื่อไหร่ที่โรงงานเราต้องการสมุห์บัญชีเก่งๆ สักคน ก็บอกหนูนะคะ”
ย่าซ่งขมวดคิ้วมุ่น “แต่ยังไงนั่นก็เป็นคนนอกนะ ถ้าจ้างมาแล้ว เขาก็รู้หมดสิว่าบ้านเรามีเงินเท่าไหร่”
“ต่อให้ไม่มีสมุห์บัญชี คนอื่นก็พอจะคาดเดาได้อยู่ดีค่ะ ถ้าเรามัวแต่กังวลเรื่องนี้ ต่อไปเราก็คงจ้างคนนอกมาทำงานไม่ได้เลยสักคน”
เมื่อย่าซ่งลองคิดตาม ก็เห็นว่าจริงอย่างที่หลานสาวพูด จึงยอมตกลง “ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขามาแล้วกัน แล้วก็ให้มากินข้าวที่บ้านเราด้วยเลย”
“จริงๆ แล้วเขาไม่จำเป็นต้องมาทุกวันก็ได้ค่ะ แค่ให้มาช่วยทำบัญชี ไปธนาคาร หรือจัดการธุระต่างๆ ก็พอ” ซ่งอวี้หน่วนอธิบาย
เมื่อได้ยินอย่างนั้น ย่าซ่งก็ยิ่งรู้สึกว่าดีขึ้นไปอีก
ในที่สุด ซ่งอวี้หน่วนก็ได้เห็นของที่กู้หวยอันทิ้งไว้ให้เธอ
มันคือกล่องกระดาษแข็งขนาดใหญ่ถึง 3 ใบ ถูกส่งมาจากต่างประเทศ กล่องยังไม่ได้ถูกเปิดออก บนกล่องยังคงมีเทปปิดผนึกไว้อย่างดี เมื่อสังเกตดูที่อยู่ผู้ส่ง ก็พบว่าเป็นประเทศเดียวกับที่กู้หวยอันเดินทางไปนั่นเอง
บนโต๊ะยังมีจดหมายวางอยู่อีกหนึ่งฉบับ ไม่ได้จ่าหน้าซองว่าถึงใครและไม่ได้ปิดผนึก แต่เธอก็มั่นใจว่าคงยังไม่มีใครเปิดอ่าน
เมื่อเปิดอ่านดูถึงได้รู้ว่า เพื่อนของกู้หวยอันทราบว่าเขากำลังหาซื้อของขวัญให้เด็กสาวคนหนึ่ง จึงอาสาเป็นคนจัดการเตรียมของและส่งมาให้ พร้อมรับประกันว่าเป็นของที่เด็กผู้หญิงทุกคนต้องชอบอย่างแน่นอน
ท้ายจดหมายมีลายเซ็นของกู้หวยอันกำกับไว้ และยังมีข้อความเขียนทิ้งท้ายไว้อีกว่า หากมีปัญหาอะไรสามารถโทรศัพท์ไปหาเขาได้…
กู้หวยอัน: ช่วยโทรหาผมสักที
[จบบท]