บทที่ 327: ธิดาแห่งโชคชะตา
หลินฉิงมองแดดยามบ่ายที่สาดส่องอยู่ด้านนอก พลางรอให้ลุงจงมารับ เธอจึงเลือกที่จะไปยืนหลบอยู่หลังกำแพง แต่รอได้ไม่นาน ก็เห็นหลินตู้และหูจือเดินเรียงหน้ากันมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง
หลินฉิงรีบเบี่ยงตัวหลบไปด้านหลังกำแพงอีกหน่อย เธอไม่อยากจะพูดคุยกับคนทั้งสอง
แต่แล้วก็ได้ยินเสียงร้อนรนของหูจือดังแว่วมา “...เธอบอกว่าเป็นเด็กผู้หญิงคนนั้นแหละ สวยก็สวยอยู่ แต่ปากคอเราะร้ายอย่างกับอะไรดี ถ้าไม่ใช่เพราะยัยนั่น ป่านนี้เราย้ายของกันเสร็จไปแล้ว แถมฉันยังจะได้กุญแจคืนด้วยซ้ำ แล้วมันจะเกิดเรื่องวุ่นวายแบบนี้ขึ้นมาได้ยังไง”
“เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว! กลับบ้านกันได้แล้ว น่ารำคาญจริง! วันๆ มีแต่เรื่องให้ตระกูลหูของเธอทำขายขี้หน้าอยู่เรื่อย” หลินตู้ตวาดกลับอย่างหัวเสีย
ทั้งสองคนยังคงโต้เถียงกันไม่หยุดขณะเดินจากไป
ในเวลาเดียวกัน ซ่างกวนหว่านที่กำลังเดินตามหญิงชราท่าทางธรรมดาคนหนึ่ง ก็กำลังมุ่งหน้ามาในทิศทางเดียวกับที่หลินฉิงยืนอยู่พอดี
หญิงชราผู้นี้มีนามว่าจางเอ้อร์กู แม้จะมาจากฮ่องกง แต่กลับพูดภาษาถิ่นปักกิ่งได้อย่างคล่องแคล่ว
คนที่มาด้วยกันกับเธอคือชายวัยกลางคนที่ชื่อจงต้าเฉียว ซึ่งซ่างกวนเหิงเป็นคนจัดหามาให้ เดิมทีจงต้าเฉียวไม่อยากจะเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย แต่พอได้ยินว่าเป็นการเชิญผู้มีวิชาความสามารถให้ออกโรง เขาก็ตอบตกลงในทันที
จากนั้นจึงได้มีการติดต่อไปยังตระกูลหวัง ซึ่งคนของตระกูลหวังเองก็ยังคงหวังในยาอายุวัฒนะของเซี่ยซินตงอยู่ ด้วยเหตุนี้ ผู้มีอำนาจของทั้งสามตระกูลจึงได้ร่วมมือกันยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อเชิญจางเอ้อร์กูให้ออกมาจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ
ส่วนชายวัยกลางคนผู้นั้น ก็เป็นทั้งหลานชายและศิษย์เอกของเธอ
สาเหตุที่ต้องทุ่มทุนลงแรงถึงขนาดนี้ ก็เพราะพวกเขารู้สึกว่าซ่งอวี้หน่วนมีบางอย่างผิดปกติ ซึ่งคนฮ่องกงเชื่อเรื่องลี้ลับพวกนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พวกเขาจึงสันนิษฐานว่าเธออาจจะถูกปีศาจเข้าสิง หากสามารถทำลายอาถรรพ์นั้นได้ เธอก็จะกลับกลายเป็นคนธรรมดา และเมื่อถึงตอนนั้น ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น
จางเอ้อร์กูเองก็อ้างว่าตนเป็นทายาทสืบเชื้อสายมาจากปรมาจารย์จางเทียนซือ และยังยืนยันอีกว่าเรื่องนี้มีความผิดปกติจริง เพราะดวงชะตาของพวกเขาทุกคนถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว บางทีซ่งอวี้หน่วนอาจจะเป็นปีศาจร้ายจริงๆ ก็เป็นได้
ซ่างกวนหว่านหวนนึกถึงซ่งอวี้หน่วนในวันนั้นขึ้นมา ในใจก็อยากจะแย้งว่านอกจากจะแรงเยอะไปหน่อยกับปากจัดไปนิดแล้ว ก็ไม่เห็นจะต่างจากคนปกติตรงไหน แต่ถ้าหากซ่งอวี้หน่วนเป็นปีศาจร้ายจริงๆ มันก็อาจจะเป็นเรื่องดี เพราะนั่นอาจหมายความว่าอาของเธอจะได้ถูกปล่อยตัวออกมา
หญิงชราที่ชื่อจางเอ้อร์กูในวันนี้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบๆ สวมหมวกฟาง ในมือถือพัดโบกไปมาพลางเดินอย่างเชื่องช้าไปพร้อมกับเธอ ซ่างกวนหว่านไม่รู้หรอกว่าหญิงชราคนนี้เก่งกาจเพียงใด แต่กลับรู้สึกว่าดวงตาของเธอน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก เวลามองใครก็เหมือนกับมีลำแสงสาดส่องสำรวจจนทะลุปรุโปร่ง ทำให้รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
เพียงแค่สามวัน เธอก็รวบรวมข้อมูลได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความบาดหมางระหว่างตระกูลซ่งกับพี่น้องตระกูลหลิน ความขัดแย้งระหว่างตระกูลเซี่ยกับซ่างกวนอวิ๋นฉี หรือแม้แต่เรื่องของนายน้อยรองจงแห่งตระกูลจง
พอเอาเรื่องราวทั้งหมดมาปะติดปะต่อกัน ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าทุกเรื่องล้วนมีซ่งอวี้หน่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง
ตอนนี้นายน้อยรองจงพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งมีการคุ้มกันแน่นหนาจนคนนอกไม่สามารถเข้าใกล้ได้ แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังหมดสิทธิ์ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเขาเคยพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เจอหน้าเธอแท้ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้เธอก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะกลับไปแล้ว ถ้านายน้อยรองจงแค่แกล้งบ้า เธอก็จะทำตามสัญญาหมั้นหมายให้ลุล่วง ก็เกาะเล็กๆ นั่นน่ะ ได้ยินมาว่าพื้นที่กว้างขวางใช่ย่อยเลยนะ ไหนจะเรื่องที่แด๊ดดี้บอกว่าจะมาทำธุระสำคัญที่นี่อีก ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรเหมือนกัน
แต่พอถามไปท่านก็ไม่ยอมปริปาก สงสัยคงจะไม่สะดวกที่จะคุยผ่านโทรศัพท์
เช้านี้จางเอ้อร์กูเอ่ยขึ้นมาว่าถึงเวลาไปพบหลินฉิงได้แล้ว ทั้งสองจึงพากันมาที่นี่
แม้ซ่างกวนหว่านจะไม่รู้จักหน้าค่าตาของหลินฉิงและไม่เคยเห็นรูปถ่ายมาก่อน แต่จางเอ้อร์กูกลับเดินตรงไปข้างหน้าราวกับมีเป้าหมาย พอเดินเข้าไปใกล้เด็กสาววัยยี่สิบต้นๆ ที่มีแววตาหม่นหมองคนหนึ่ง เธอก็แกล้งทำเป็นเดินไม่ระวังจนไหล่ไปกระแทกเข้ากับอีกฝ่าย
และทันทีที่หลินฉิงหันกลับมา จางเอ้อร์กูก็ถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ “ตายแล้ว! ดวงชะตาของเธอถูกเปลี่ยนจนเละเทะไปหมดแล้วนี่นา!”
หลินฉิงขมวดคิ้วมุ่นพลางจ้องมองหญิงชราแปลกหน้า
จางเอ้อร์กูมองสำรวจเธออย่างละเอียด ก่อนจะแสดงสีหน้าตกใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด “เดิมทีชะตาของเธอถูกกำหนดให้เป็นถึงธิดาแห่งโชคชะตา แต่บัดนี้กลับมีเมฆดำทะมึนบดบังอยู่บนศีรษะ ดูท่าว่านับตั้งแต่ที่เธอได้พบพานกับใครบางคนหรือเรื่องบางอย่าง โชคชะตาของเธอก็เริ่มพลิกผันไปในทางที่เลวร้าย”
หัวใจของหลินฉิงกระตุกวูบ ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว ทำให้เธอเปลี่ยนสีหน้าก่อนจะตวาดกลับไป “พูดจาเหลวไหลอะไรของแก! เห็นว่าฉันยืนอยู่ไม่ไกลจากสถานีตำรวจ เลยคิดจะมาหลอกต้มตุ๋นเอาเงินกันง่ายๆ สินะ”
จางเอ้อร์กูส่ายหน้าอย่างใจเย็น “การได้ทำนายทายทักให้ธิดาแห่งโชคชะตาถือเป็นเกียรติของฉัน ฉันจะกล้ารับเงินของเธอได้อย่างไร ฉันไม่ได้กลับมาที่นี่นานมากแล้ว วันนี้ที่ได้พบกันก็นับว่าเป็นวาสนา ฉันจะบอกอะไรให้สักสองสามอย่าง จะเชื่อหรือไม่ก็สุดแล้วแต่เธอ”
“เธอเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก ต้องใช้ชีวิตอยู่กับพี่สาวตามลำพัง ต่อมาพ่อของเธอก็แต่งงานใหม่และมีลูกชายหนึ่งคน เขาทะนุถนอมลูกชายคนนี้ราวกับแก้วตาดวงใจ ถึงขนาดยอมยึดบ้านและทรัพย์สมบัติที่แม่ของเธอทิ้งไว้ให้ไปเพื่อลูกชายคนใหม่”
“โชคชะตาของพี่สาวเธอก็อาภัพนัก ต้องแต่งงานกับคนไม่ดี จนตอนนี้ผู้ชายคนนั้นต้องติดคุกแถมยังล้มป่วยหนัก ตอนนี้เธอกับพี่สาวและหลานสาวอีกสองคนก็เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน”
“แต่ช่วงนี้ชีวิตเธอกลับย่ำแย่ลงไปอีก คู่หมั้นก็ถูกคนวางแผนจนต้องถอนหมั้นกันไป ที่ทำงานก็ถูกกลั่นแกล้งรังแก และในวันนี้...ก็มีคนยืมบ้านของเธอไปก่อเรื่องชั่วร้าย”
“แม้เธอจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เรื่องนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อดวงชะตาของเธออย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่บนฟ้าจะมีแต่เมฆดำทะมึน โชคชะตาของเธอถูกเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งไม่ควรจะมีชีวิตอยู่มาบิดเบือนไป เส้นทางชีวิตที่เคยสว่างไสวของเธอ ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยขวากหนาม หากไม่รีบหาทางแก้ไข รอจนกว่าโชคชะตาของเธอจะมลายหายไปหมดสิ้น เมื่อนั้นความตายก็จะมาเยือน”
พูดจบจางเอ้อร์กูก็ส่ายหน้าอีกครั้ง “อันที่จริงแล้ว โชคชะตาเดิมของเธอคือการได้เป็นมหาเศรษฐี มีชีวิตคู่ที่เปี่ยมสุขไปตลอดชีวิต แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับถูกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ควรจะมีชีวิตอยู่มาจนถึงป่านนี้เปลี่ยนแปลงไปจนหมดสิ้น”
หลินฉิงยืนนิ่งราวกับถูกสาป ในหัวของเธอขาวโพลนไปหมด
ธิดาแห่งโชคชะตา?
คำพูดนี้เธอเคยได้ยินในความฝันเมื่อหลายปีก่อน ในฝันมีเสียงลึกลับกระซิบ บอกว่าเธอคือธิดาแห่งโชคชะตา เป็นนางเอกของโลกใบนี้ ตอนนั้นเธอไม่เคยใส่ใจเลยแม้แต่น้อย แต่พอมาได้ยินในวันนี้ หัวใจของเธอกลับเต้นรัวอย่างบ้าคลั่งจนควบคุมไม่อยู่
หญิงชราผู้นี้ทายเรื่องราวของเธอได้แม่นยำราวกับตาเห็น มันน่ากลัวเกินไปแล้ว
หลินฉิงรู้สึกเคว้งคว้างจนทำอะไรไม่ถูก เธอเอ่ยถามออกไปโดยไม่รู้ตัว “แล้วฉันควรจะทำอย่างไรดีคะ”
“ตามหาเด็กคนนั้นให้เจอ แล้วเอาเส้นผมของเธอมาหนึ่งปอยกับเลือดจากนิ้วชี้สามหยด ในคืนวันเพ็ญให้เอ่ยนามของเธอเก้าครั้ง แล้วนำของทั้งสองสิ่งไปเผาที่กลางสี่แยกที่ไม่มีคนผ่าน”
แม้จะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อและไร้สาระจนน่าขัน แต่หลินฉิงก็อดไม่ได้ที่จะถามต่อ “แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ”
“หลังจากนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลับคืนสู่ที่ที่มันควรจะเป็น เส้นทางแห่งโชคชะตาที่ถูกบิดเบือนไปจะหวนคืนสู่ครรลองที่ถูกต้อง คนที่ควรอยู่ก็จะอยู่ต่อไป ส่วนคนที่ไม่ควรอยู่ ก็จะถูกส่งไปยังที่ที่ตัวเองควรจะไป”
จางเอ้อร์กูทิ้งช่วงเล็กน้อย ก่อนจะกำชับเป็นพิเศษ “และคฑาหยกยู่อี่ที่เธอทำหายไปน่ะ ต้องตามหามันกลับมาให้ได้นะ ของสิ่งนั้นจะช่วยดลบันดาลให้เธอร่ำรวยเงินทองไม่ขาดสาย”
คำพูดนั้นทำให้หลินฉิงตื่นตัวขึ้นมา
หญิงชรารู้แม้กระทั่งเรื่องนี้
หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แต่ว่า...เด็กผู้หญิงคนนั้นคือใครคะ”
จางเอ้อร์กูมองเธอด้วยแววตาล้ำลึกยากจะหยั่งถึง “ยังต้องถามอีกหรือ ในใจของเธอมีคำตอบอยู่แล้วไม่ใช่หรือไร”
ทันใดนั้น รถจี๊ปคันหนึ่งก็แล่นมาจอดตรงหน้า เป็นลุงจงที่มารับเธอ
ทว่าเมื่อเธอหันกลับไปอีกครั้ง ร่างของหญิงชราและหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงนั้นเมื่อครู่กลับหายไปราวกับอากาศธาตุ
พอถามลุงจง เขาก็บอกว่าเมื่อครู่ยังเห็นเงาคนอยู่เลย แต่พอจอดรถสนิทแล้วกลับไม่เห็นใครสักคน
หลินฉิงก้าวขึ้นรถไปด้วยหัวใจที่สับสนอลหม่าน
เมื่อนึกถึงคำพูดของหูจือที่ว่ามีเด็กผู้หญิงปากคอเราะร้ายคนหนึ่ง ชื่อของซ่งอวี้หน่วนพลันผุดขึ้นมาในหัวของเธอ
ทั้งเรื่องที่เธอเคยด่าทอและลงมือทำร้ายซ่งอวี้หน่วน และหากไม่ใช่เพราะต้องไปที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ แล้วซูจวิ้นเจ๋อจะประสบอุบัติเหตุอย่างนั้นหรือ
ไหนจะคฑาหยกยู่อี่ที่หายไปอีก เธอต้องเอามันกลับคืนมาให้ได้
ซ่งอวี้หน่วน…. เป็นเธอจริงๆเหรอ ที่ขโมยโชคชะตาของฉันไป
หลินฉิงหันไปสั่งลุงจง “ไปสืบเรื่องของซ่งอวี้หน่วนมาให้ละเอียดที่สุด ยิ่งเร็วยิ่งดี”
[จบบท]