บทที่ 33: ใส่ร้ายป้ายสี
หลินฉิงไม่ได้สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก แต่เป็นเพราะเธอข่มตาหลับไม่ลงมาตลอดทั้งคืนต่างหาก
เธอกำลังรอการกลับมาของลุงจงที่ออกไปจัดการธุระข้างนอก
ลุงจงคือคนที่คุณตาของเธอส่งมาจากต่างประเทศเมื่อเดือนที่แล้ว พร้อมกับคนอื่นๆ อีก 2 คน เพื่อมาเป็นผู้ช่วยให้กับเธอกับพี่สาวโดยเฉพาะ
ทั้งสองพี่น้องไม่ได้ติดต่อกันมานานถึง 2 เดือนแล้ว ใครจะคาดคิดว่าการกลับมาพบกันอีกครั้ง จะเกือบกลายเป็นการพรากจากชั่วนิรันดร์
แววตาของหลินฉิงฉายชัดถึงความเกลียดชัง
เธอเกลียดพ่อของเธอ ทั้งที่มีปัญญา แต่กลับไม่เคยเหลียวแลลูกสาวทั้งสองคนเลยแม้แต่น้อย
หากไม่ใช่เพราะเขา พี่สาวของเธอจะมีชีวิตที่ตกต่ำถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
ในตอนนั้นพี่สาวไม่จำเป็นต้องถูกส่งตัวไปทำงานในชนบทด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นที่บีบคั้นจนพี่สาวต้องจากไป
มาบัดนี้ พวกเขากลับอาศัยอยู่ในบ้านของแม่ ใช้จ่ายเงินของแม่ ทำราวกับว่าทุกอย่างเป็นสิ่งที่สมควรได้รับอย่างหน้าตาเฉย
บนโลกนี้จะมีคนหน้าหนาไร้ยางอายเช่นนี้อยู่ได้อย่างไรกัน
หลินฉิงกำหมัดแน่นเข้าหากัน เธอสาบานว่าจะต้องทวงทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเธอกับพี่สาวกลับคืนมาให้ได้ ระหว่างที่ความคิดกำลังสับสนวุ่นวาย ลุงจงก็กลับมาถึงพอดี
หลินฉิงรีบเอ่ยถาม “ลุงจงคะ ขาของหวังจู้จื่อถูกตีหักแล้วหรือยังคะ”
“อืม แต่หักไปเพียงข้างเดียว”
หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น “ไหนบอกว่าสองข้างไม่ใช่เหรอคะ”
“หวังต้าจื้อบอกว่าอีกข้างหนึ่งให้ติดบัญชีไว้ก่อน รอให้เขาได้ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน”
หลินฉิงแค่นเสียงหัวเราะหยัน “แค่เขาน่ะเหรอจะคู่ควรเป็นผู้ใหญ่บ้าน มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านไม่เว้นวัน”
ทันใดนั้น หลินฉิงก็ชะงักคำพูดลง เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าที่ดูแปลกไปของลุงจง เธอจึงเอ่ยถามอย่างลังเล “ลุงจง มีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่าคะ”
ลุงจงจ้องมองหลินฉิงพลางตอบ “หวังต้าจื้อเล่าเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง”
“เรื่องอะไรคะ”
“คุณหนูรองครับ หลังจากฟังเรื่องนี้แล้ว คุณหนูต้องรับปากว่าจะตั้งสติและใจเย็นให้มากที่สุด”
เพียงเท่านั้นหัวใจของหลินฉิงก็เริ่มสั่นระรัวด้วยความกังวล
เรื่องอะไรกันแน่ที่ทำให้คุณลุงจงมีท่าทีจริงจังและหนักใจได้ถึงขนาดนี้
หรือจะเป็นเรื่องการหย่าร้าง
เรื่องนั้นเธอจัดการเรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานก็จะได้ใบหย่ามาครอง ทั้งยังสามารถย้ายทะเบียนบ้านของพี่สาวออกจากบ้านตระกูลหวังได้อีกด้วย
ต่อให้คนบ้านนั้นไม่ยินยอมก็ไม่มีประโยชน์อะไร
ถ้าอย่างนั้นมันจะเป็นเรื่องอะไรไปได้อีก
“ฉันรับปากค่ะว่าจะใจเย็น”
“หลังจากที่หวังต้าจื้อตีขาหวังจู้จื่อจนหักตามแผนที่วางไว้ เขาก็ถูกส่งตัวไปที่สถานีอนามัย เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น หวังต้าจื้อก็บอกกับผมว่าน้องชายของเขาน่าสงสารมาก เขาเองก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน”
หลินฉิงเดือดดาลขึ้นมาทันที “เขาน่าสงสารอย่างนั้นเหรอ ไอ้สารเลวนั่นน่าสงสารตรงไหนกัน”
ลุงจงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ยากจะบรรยาย “หวังต้าจื้อบอกว่า ซิ่วเจวียนไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของจู้จื่อ”
หลินฉิงตัวแข็งทื่อไปในบัดดล
“เขาบอกว่าซ่งเหลียงเป็นทั้งผู้ใหญ่บ้านและเลขาธิการพรรคของหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอมานานหลายปี เรียกได้ว่าเป็นเจ้าพ่อที่ใช้อำนาจปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ หญิงสาวและบรรดาเมียใหม่ในหมู่บ้านแทบทุกคนล้วนเคยถูกเขาย่ำยี”
“เมื่อใดก็ตามที่มีเจ้าสาวแต่งเข้าหมู่บ้านใหม่ คืนวันแต่งงานของพวกเธอจะต้องไปนอนกับเขา”
“ตอนที่หวังจู้จื่อแต่งงานกับคุณหนูใหญ่ก็หนีไม่พ้นชะตากรรมนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้คุณหนูใหญ่ขัดขืน พวกมันจึงแอบวางยาเธอ ด้วยเหตุนี้คุณหนูใหญ่จึงยังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น”
“ซ่งเหลียงเห็นว่าคุณหนูใหญ่มีหน้าตาสะสวย จึงไม่ได้ลงมือแค่ครั้งเดียว หวังต้าจื้อบอกว่าซิ่วเจวียนคือลูกสาวแท้ๆ ของซ่งเหลียง เพราะเด็กคนนั้นไม่มีส่วนไหนที่เหมือนคนบ้านหวังเลยแม้แต่น้อย”
“ไม่ใช่แค่ผู้หญิงในหมู่บ้านเท่านั้น แต่ยังมีปัญญาชนหญิงอีกหลายคนที่ตกเป็นเหยื่อของเขา”
หลินฉิงเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่ง
เมื่อได้ยินเรื่องราวเลวร้ายเช่นนี้ สมองของเธอก็ขาวโพลนไปหมด แม้กระทั่งการหายใจก็ยังรู้สึกติดขัดไปเสียทุกส่วน
เหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นมาจนชุ่มแผ่นหลัง เธอพึมพำออกมาเสียงแผ่ว “นี่เป็นเรื่องจริงเหรอคะ”
“หวังต้าจื้อสาบานอย่างหนักแน่น เขาบอกว่าหากเรื่องที่เล่าเป็นเรื่องโกหก ขอให้เขาหวังต้าจื้อถูกฟ้าผ่าตายอย่างน่าอนาถ”
“เขาบอกอีกว่าเรื่องนี้มีเพียงผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่รู้ หากต้องการพิสูจน์ความจริงก็สามารถทำได้ โดยให้ไปสอบถามผู้หญิงในหมู่บ้าน หรือปัญญาชนหญิงที่กลับเข้าเมืองไปแล้ว หรือแม้แต่ปัญญาชนหญิงอีก 2 คนที่ยังอยู่ที่บ้านพักปัญญาชนในตอนนี้ แต่ผู้หญิงหลายคนก็แต่งงานมีลูกมีเต้าไปแล้ว พวกเธออาจไม่กล้าพอที่จะพูดความจริงออกมา”
“หวังต้าจื้อยังบอกด้วยว่าเรื่องนี้สามารถไปถามคุณหนูใหญ่ได้โดยตรง ถ้าเธอจำไม่ได้ก็ยังดีไป แต่หากจำขึ้นมาได้จริงๆ คุณหนูใหญ่จะต้องเจ็บปวดซ้ำสอง”
“แล้วยังมีผู้หญิงที่น่าสงสารเหล่านั้นอีก ถ้าสามีของพวกเธอรู้เรื่องนี้เข้า คงเหมือนกับฟ้าถล่มดินทลาย”
“เรื่องแบบนี้ไม่มีใครกล้าพูดออกมา ได้แต่เก็บงำเอาไว้ในใจ ถ้าหากต้องให้ผู้หญิงพวกนั้นไปเป็นพยาน ก็เท่ากับเป็นการบีบให้พวกเธอไปตายดีๆ นี่เอง”
ใบหน้าของหลินฉิงขาวซีดเผือด เธอนึกถึงหลานสาวทั้งสองคนที่มีใบหน้าแตกต่างกันราวกับไม่ใช่พี่น้องคลานตามกันมา
“แล้วหวังจู้จื่อว่ายังไงบ้างคะ”
“เขาบอกว่าเป็นเรื่องจริง เขาจะฟ้องร้องซ่งเหลียง แต่พอพูดจบก็หมดสติไปครับ”
ลุงจงกล่าวต่อ “คุณหนูรองครับ หากต้องการพิสูจน์ความจริง เราต้องควบคุมตัวซ่งเหลียงไว้ก่อน อย่าให้เขาหนีไปได้ แล้วค่อยให้เขากับซิ่วเจวียนไปตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อลูก”
หลินฉิงมีสีหน้าเหม่อลอย “ตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อลูก นั่นคืออะไรเหรอคะ”
ลุงจงจึงอธิบายให้ฟัง แต่ก็ย้ำกับหลินฉิงว่าการตรวจนี้ยังไม่สามารถทำได้ในประเทศ ต้องส่งตัวอย่างไปตรวจที่ต่างประเทศ หากทุกอย่างราบรื่นก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ถึง 5 เดือน
ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่ทันสมัยมากนัก ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจไม่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์
หลังจากนั้นลุงจงก็ขอตัวกลับไปพักผ่อน
หลินฉิงนั่งนิ่งอยู่ในห้องเพียงลำพัง แม้ในตอนนี้พี่สาวของเธอดูเหมือนจะมีอารมณ์ที่คงที่แล้ว แต่แท้จริงแล้วเธอยังคงเปราะบางและพร้อมที่จะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
เธอเกลียดชังคนบ้านหวังจนสุดหัวใจ เกลียดหวังจู้จื่อเข้ากระดูกดำ
แต่เธอควรจะทำอย่างไรต่อไปดี
ณ เวลานี้ ยังไม่สามารถบอกความจริงกับพี่สาวได้ เพราะเรื่องราวทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงคำโกหกที่หวังต้าจื้อกุขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายป้ายสีก็เป็นได้
สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องทำให้หวังจู้จื่อหุบปากให้สนิท เขาจะตายก็ไม่น่าเสียดาย แต่อย่าให้เขามาทำลายชื่อเสียงของพี่สาวจนป่นปี้ก่อนตายเป็นอันขาด
มิฉะนั้น ชีวิตนี้ของพี่สาวคงต้องจบสิ้นลงอย่างแท้จริง
หลินฉิงรีบวิ่งไปหาลุงจงแล้วบอกเขาว่า “ลุงจง ฉันคิดดูแล้ว หวังจู้จื่อก็เหมือนหมาบ้า ถ้าเกิดเขาเที่ยวไปกัดคนอื่นทั่ว ต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ ทำให้เขาหุบปากไปก่อนค่ะ”
“ได้ครับ ผมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
ซูจวิ้นเจ๋อซึ่งได้ยินเสียงพูดคุยจึงเดินออกมาจากห้องแล้วถามด้วยความห่วงใยว่า “เกิดอะไรขึ้นเหรอ”
แน่นอนว่าหลินฉิงไม่มีทางเล่าเรื่องระหว่างพี่สาวของเธอกับซ่งเหลียงให้ซูจวิ้นเจ๋อฟังได้
แต่ด้วยใบหน้าที่ขาวซีดและแววตาที่เหม่อลอย เธอจึงทำได้เพียงปั้นเรื่องขึ้นมาว่า “หวังจู้จื่อถูกพี่ชายของเขาตีขาหักแล้วค่ะ พี่จวิ้นเจ๋อ เรื่องนี้พี่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นนะคะ ไม่อย่างนั้นจะส่งผลไม่ดีต่อตระกูลซูได้”
พูดจบเธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้งเพื่อสงบสติอารมณ์ แล้วบอกให้ซูจวิ้นเจ๋อกลับไปพักผ่อนเสีย
ซูจวิ้นเจ๋อเองก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ
ในเมื่อตอนนี้ตระกูลซูเพิ่งจะสานสัมพันธ์กับตระกูลฉู่ได้สำเร็จ ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้จะปล่อยให้เกิดเรื่องเสื่อมเสียขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เฒ่าฉู่ ซึ่งเกลียดชังพวกลูกหลานที่ชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่เป็นที่สุด
ปักกิ่งนั้นแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 9 เขต
แต่ตระกูลซูของพวกเขาเป็นเพียงตระกูลที่อยู่นอก 9 เขตนั้น เขาจึงไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับบรรดาลูกท่านหลานเธอจากบ้านพักหมายเลข 01 แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่อาจเป็นตัวฉุดรั้งความเจริญของครอบครัวได้
***
ซ่งอวี้หน่วนไม่รู้เลยว่าเมื่อคืนที่ผ่านมามีใครบ้างที่ต้องนอนไม่หลับทั้งคืน
แต่สำหรับตัวเธอเองก็นอนไม่ค่อยหลับเช่นกัน หลังจากคิดทบทวนดูแล้ว เธอตัดสินใจว่าจะต้องเดินทางเข้าไปในตัวอำเภอให้ได้ เธอจะไปหาหลินฉิงโดยตรง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น
ทว่าเพิ่งจะทานอาหารเช้าเสร็จ ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากบอกความคิดของตัวเอง รถจี๊ปคันหนึ่งก็แล่นมาจอดสนิทอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ของบ้านตระกูลซ่ง ทุกคนในบ้านต่างพากันมองออกไปข้างนอก
ย่าซุนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงยืดคอแล้วตะโกนบอก “ย่าซ่ง บ้านเธอมีแขกมาหาแน่ะ”
เจ้าหนูหมิงเซิ่งว่องไวที่สุด เขาผลักบานหน้าต่างออกไปก็เห็นผู้เฒ่าจี้ยืนอยู่กับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุราว 5-6 ขวบที่หน้าประตูใหญ่
ดวงตาของเด็กชายเป็นประกายขึ้นมาทันที ก่อนจะกระโดดผลุงออกจากหน้าต่าง แล้ววิ่งตรงไปยังร่างของผู้เฒ่าจี้
เจ้าตัวเล็กแสดงท่าทีดีใจอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับแสร้งทำเป็นกอดอกน้อยๆ ทำปากยื่น แล้วพูดอย่างฉุนเฉียวว่า “หึ คุณปู่จี้ขี้บ่นตัวเหม็น มาทำอะไรที่บ้านผม”
เดิมทีผู้เฒ่าจี้ทำหน้าเคร่งขรึมอยู่ แต่กลับต้องหลุดหัวเราะออกมาเมื่อเห็นท่าทีแก้มป่องของเจ้าหนูหมิงเซิ่ง
[จบบท]