บทที่ 331: โชคชะตาอะไรกัน
เมื่อวานลุงจงกลับมาพร้อมกับข่าวร้าย เขาหาคทาหยกยู่อี่ที่เสียหายไม่เจอตามที่หลินฉิงสั่ง เพราะได้รับคำตอบจากหัวหน้าพิพิธภัณฑ์ประจำมณฑลว่า วัตถุที่ใช้สำหรับฝึกฝนฝีมือซึ่งไม่จำเป็นแล้วจำนวนมากได้ถูกทำบันทึกเป็นของชำรุดและโยนทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว
หลินฉิงกัดฟันกรอด พลางพูดอย่างหัวเสีย “เรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับซ่งอวี้หน่วนอีกแน่ๆ ก็เธอเล่นเป็นเจ้าหน้าที่จัดเก็บเอกสารพิเศษบ้าบออะไรนั่นอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ด้วยนี่นา ช่างมันก่อนแล้วกัน ฉันจะไปหาซ่งอวี้หน่วนเอง ลุงจงตามฉันมาด้วยนะคะ”
ทว่าลุงจงกลับไม่เห็นด้วย “ที่นี่ค่อนข้างเข้มงวดนะครับ คุณหนูจะบุ่มบ่ามไม่ได้”
หลินฉิงรู้ดี แต่ถ้าไม่ได้ลองให้ถึงที่สุด เธอก็ไม่มีวันตัดใจ
ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้ลงมือทำอะไร กลางดึกคืนนั้นเอง กลับมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นที่บ้านเช่าของเธอเสียก่อน
ลุงจงที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาเป็นคนไปเปิดประตู ท่ามกลางความมืดสลัวยามค่ำคืน ร่างที่ยืนอยู่หน้าประตูกลับเป็นซ่งอวี้หน่วนและตู้ซวงผู้มีใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ
ตู้ซวงไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับหลินฉิงที่กำลังตกตะลึง
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ก้าวเข้ามาในบ้าน เธอยืนนิ่งอยู่ในสวน มองหลินฉิงที่หน้าประตูด้วยท่าทีสบายๆ จากนั้นไม่กี่วินาที เธอชี้ไปยังตู้ซวงแล้วเอ่ยขึ้น
“คนนี้น่ะ กลางค่ำกลางคืนไม่ยอมหลับยอมนอน วิ่งไปที่เตียงฉันแล้วคิดจะใช้เข็มแทงฉัน ฉันเลยลากตัวออกมา มาหาเธอถึงที่นี่ไงล่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้ม แต่รอยยิ้มกลับไม่ปรากฏในแววตา
ใบหน้าของหลินฉิงแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ความรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังหลุดลอยออกจากการควบคุมหวนกลับมาจู่โจมเธออีกครั้ง
ส่วนตู้ซวง ในหัวของเธอยังคงขาวโพลนไปหมด ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ราวกับว่าตัวเองกำลังฝันกลางวันอยู่
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากที่หลินฉิงมาเช่าบ้านของเธอ แล้วยื่นข้อเสนอด้วยเงินจำนวน 500 หยวน เพื่อให้เธอหาวิธีที่จะได้ย้ายไปอยู่หอพักห้องเดียวกับซ่งอวี้หน่วน โดยบอกว่าจริงๆ แล้วไม่ต้องทำอะไรมาก แค่หาเส้นผมกับเลือด 3 หยดจากปลายนิ้วชี้ของซ่งอวี้หน่วนมาให้ได้ก็พอ
การหาเส้นผมไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ซ่งอวี้หน่วนผมร่วงน้อยมาก กว่าจะรวบรวมมาได้ก็เล่นเอาเหนื่อย ส่วนเลือด 3 หยดนั้น จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก
ตู้ซวงพยายามหาโอกาสอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จสักที เมื่อคิดว่าอาจจะต้องคืนเงินก้อนโตจำนวนนั้นไป เธอก็รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างหนัก
เงินก้อนนั้นเธอเอาไปให้แม่หมดแล้ว กว่าเธอจะได้เรียนต่อมัธยมปลายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องขอบคุณพี่สาวคนโตที่ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมแม่ให้ แต่ถึงอย่างนั้นแม่ก็ไม่เคยมีท่าทีที่ดีกับเธอเลย ในสายตาของแม่มีแต่น้องชายเท่านั้น
แต่ตอนนี้ทุกอย่างดีขึ้นแล้ว แม่เรียกเธอว่าลูกสาวคนที่สองอย่างรักใคร่
ก็แค่เลือดไม่กี่หยดเท่านั้นเอง ถ้าไปขอตรงๆ ซ่งอวี้หน่วนจะยอมให้หรือเปล่าก็ไม่รู้
เมื่อหาจังหวะที่เหมาะสมไม่ได้ แถมยังไม่กล้าเอ่ยปากขอ คืนนี้เธอจึงนอนไม่หลับ พลางคิดในใจว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เธอจึงคิดแผนการขึ้นมาอย่างสิ้นคิดว่าจะใช้เข็มเล่มยาวแทงลงไป แล้วรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเลือดก่อนที่ซ่งอวี้หน่วนจะรู้ตัว เมื่อซ่งอวี้หน่วนตื่นขึ้นมา เธอก็คงกลับไปนอนที่เตียงเรียบร้อยแล้ว และอาจจะคิดว่าตัวเองแค่ฝันไป
เธอวาดฝันทุกอย่างไว้เสียสวยหรู
แต่แผนการกลับพังทลายลงไม่เป็นท่า ในจังหวะที่เธอกำลังจะแทงเข็มลงบนมือของเป้าหมาย ซ่งอวี้หน่วนที่หลับตาพริ้มหายใจสม่ำเสมอกลับลืมตาขึ้นในความมืด
ตู้ซวงตกใจจนแทบจะกรีดร้องออกมา แต่กลับถูกซ่งอวี้หน่วนปิดปากแล้วลากตัวออกจากหอพักไปอย่างรวดเร็ว
โถงทางเดินไร้ซึ่งผู้คน เธอถูกลากเข้าไปขังไว้ในห้องเก็บของ และด้วยความหวาดกลัวเป็นทุนเดิม เธอจึงหลุดปากพูดชื่อของพี่หลินฉิงออกมา
หลังจากแต่งตัวเสร็จ ซ่งอวี้หน่วนก็ลากเธอออกจากโรงเรียนกลับมาที่บ้านอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ดึกมากแล้ว ไฟถนนก็ดับมืด บนทางจึงไม่มีใครสักคนเดียว มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในความฝัน
แต่แล้วซ่งอวี้หน่วนก็กระชากแขนเธออีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยถาม “ตู้ซวง บอกฉันมาสิว่า...พี่หลินฉิงของเธอสั่งให้ทำอะไร”
สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านมา ทำให้ตู้ซวงตัวสั่นเทิ้ม เธอสารภาพเรื่องที่หลินฉิงสั่งให้ทำออกมาด้วยเสียงสั่นเครือและสะอื้นไห้ “พรุ่งนี้ฉันจะไปขอเงินแม่มาคืนให้ครบทุกหยวนเลยนะพี่หลินฉิง เรื่องนี้ฉันไม่ทำแล้ว เสี่ยวหน่วน...เธอ...เธออย่าบอกอาจารย์กับอาจารย์ใหญ่นะ ขอร้องล่ะ ถ้าฉันถูกไล่ออก พ่อฆ่าฉันตายแน่ๆ”
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองด้วยหางตา “ตู้ซวง เลิกเสแสร้งน่าสมเพชต่อหน้าฉันได้แล้ว เธอจะเป็นจะตายมันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วยเหรอ”
ตู้ซวงไม่เคยเห็นซ่งอวี้หน่วนในมุมที่เย็นชาและไร้เยื่อใยเช่นนี้มาก่อน เธอตกใจจนถึงกับลืมที่จะร้องไห้
ลุงจงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย “เข้ามาคุยกันในบ้านก่อนเถอะครับ ข้างนอกมันมืดเกินไป บางทีอาจจะมีความเข้าใจผิดกันอยู่ เข้ามาข้างในก่อนดีกว่า”
ลุงจงรีบปิดประตูใหญ่และประตูบ้านตามลำดับ เหลือเพียงแสงไฟจากห้องนั่งเล่นที่ยังคงส่องสว่าง เขาพาตู้ซวงไปรออยู่ที่ห้องครัวด้านนอก ปล่อยให้ซ่งอวี้หน่วนกับหลินฉิงเผชิญหน้ากันตามลำพัง
ซ่งอวี้หน่วนมองสำรวจหลินฉิงตั้งแต่หัวจรดเท้า “อธิบายมาให้มันสมเหตุสมผลหน่อย ไม่อย่างนั้นอีกเดี๋ยวฉันจะลากคอทั้งเธอกับตู้ซวงไปที่สถานีตำรวจ”
หลินฉิงจ้องมองซ่งอวี้หน่วนกลับ นอกจากจะดูสวยขึ้นกว่าเดิมแล้ว อย่างอื่นก็ดูไม่ต่างไปจากเดิมเลยสักนิด ยังคงเป็นคนที่น่ารังเกียจไม่เปลี่ยน
เธอเหลือบตามองไปรอบๆ พลางประเมินสถานการณ์ เธอเชื่อว่าคนอย่างซ่งอวี้หน่วนกล้าทำอย่างที่พูดแน่นอน เธอประมาทผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ขนาดซ่างกวนอวิ๋นฉียังถูกจับขังคุกได้เลย แถมยังได้ยินมาว่าต้องติดคุกอย่างน้อยถึงครึ่งปี
ส่วนตัวเธอนั้นยังมีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ หากเรื่องนี้แพร่สะพัดไปถึงปักกิ่ง ไม่ต้องพูดถึงเพื่อนร่วมงาน แค่หูจือคนเดียวก็คงฉวยโอกาสนี้เล่นงานเธอจนจมดินแน่
เธอกำหมัดแน่น ครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ประเมินความเป็นไปได้ที่จะจัดการซ่งอวี้หน่วนตรงนี้ แต่เพียงไม่กี่วินาที เธอก็ล้มเลิกความคิดนั้น
“ฉันไปเจอหญิงชราคนหนึ่งที่ปักกิ่งมา เธอเป็นหมอดู เธอบอกว่าดวงชะตาของฉันถูกเธอเปลี่ยนแปลงไป เดิมทีเธอคือคนที่ต้องตาย แต่กลับมาแย่งชิงโชคชะตาของฉันไป ฉันเลยต้องใช้วิธีที่หญิงชราคนนั้นสอน เพื่อสะเดาะเคราะห์เรื่องนี้” หลินฉิงตัดสินใจเอ่ยบอกไปตามตรง
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับประหลาดใจ หญิงชราคนนั้นคือใครกัน
“แล้วเธอก็เชื่อเหรอ” เธอหัวเราะเยาะในลำคอ
หลินฉิงกัดฟันแน่น “ฉันเชื่อ”
“ฮึ” ซ่งอวี้หน่วนแค่นเสียงหัวเราะ ก่อนจะเอ่ย “หลินฉิง เธอเชื่อเรื่องชาติที่แล้วไหม”
หลินฉิงนิ่งเงียบไป ขมวดคิ้วจ้องมองซ่งอวี้หน่วนเขม็ง
“ดูท่าทางแล้วคงจะเชื่อสินะ ถ้างั้น...ชาติที่แล้วเธอเคยพรากชีวิตคนไป 20 กว่าชีวิต ชาตินี้ไม่คิดจะชดใช้กรรมบ้างหรือไง”
ลมหายใจของหลินฉิงสะดุดกึก ความรู้สึกเย็นเยียบวาบไปทั่วแผ่นหลังจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
ซ่งอวี้หน่วนพุ่งเข้าไปประชิดตัวในพริบตา มือข้างหนึ่งคว้าคอเสื้อของหลินฉิงแล้วกระแทกร่างนั้นเข้ากับผนังอย่างแรง
มือเล็กๆ ขาวๆ ข้างนั้นราวกับมีพลังมหาศาล กดทับจนหลินฉิงหายใจไม่ออก
เธอพยายามดิ้นรนสุดชีวิต แต่กลับพบว่าเท้าทั้งสองข้างของตัวเองลอยขึ้นจากพื้น
พระเจ้า! ซ่งอวี้หน่วนคนนี้มันไม่ใช่คนแล้ว
ภาพตรงหน้าเริ่มมืดดำลงเรื่อยๆ ขณะที่เธอกำลังจะอ้าปากร้องขอความช่วยเหลือ ก็ถูกฝ่ามือของซ่งอวี้หน่วนฟาดเข้าที่ใบหน้าอย่างจัง “แกมันไร้ประโยชน์! โชคชะตาบ้าบออะไรของแก ต่อให้เอามาให้ฉันฟรีๆ ฉันยังรังเกียจเลยว่ามันเป็นเสนียดจัญไร”
วินาทีต่อมา ซ่งอวี้หน่วนก็ปล่อยมือแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทิ้งให้หลินฉิงร่วงลงไปกองกับพื้น เธอมองร่างนั้นด้วยแววตาของผู้ชนะ
“การเรียนของเธอก็แค่กลางๆ ต้องอาศัยซูจวิ้นเจ๋อช่วยถึงจะสอบได้แค่อนุปริญญา
พี่สาวเธอมีปัญหา ก็เป็นฉันไม่ใช่เหรอที่ช่วยตามหาผู้เฒ่าจี้ให้”
“ทรัพย์สมบัติของแม่เธอถูกพ่อกับแม่เลี้ยงฮุบไปหมด ของเก่าที่ได้คืนมาก็ถูกพวกนั้นสับเปลี่ยนจนแทบไม่เหลือของจริง ส่วนเธอน่ะเหรอ กลับถูกปั่นหัวจนคิดว่าตัวเองได้ของดีมาไว้ในมือ”
“เธอเชื่อมาตลอดว่าการตายของแม่ตัวเองมีเงื่อนงำ แต่เคยสืบหาความจริงเจอไหม
เธออยากจะได้บ้านของแม่คืน แต่ตอนนี้แม่เลี้ยงของเธอก็ยังอยู่ที่วิลล่านั่นอย่างมีความสุข”
“แล้วตอนนี้เธอก็ควรจะอยู่ที่โรงงานเสื้อผ้าที่แม่เธอสร้างมากับมือไม่ใช่หรือไง เป็นไงล่ะ ได้เป็นผู้จัดการโรงงานหรือยัง”
“อ้อ แล้วก็ซูจวิ้นเจ๋อ อีกไม่กี่เดือนเขาก็จะได้เป็นพ่อคนแล้วนะ คบกันมาตั้งหลายปี ไม่เห็นจะได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน โชคชะตากระจอกๆ แบบนี้เนี่ยนะ ที่เธอคิดว่าฉันจะอยากได้”
หลินฉิงโกรธจนหน้าเขียวหน้าม่วง แต่ก็เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เธอหอบหายใจอย่างแรง พลางชี้นิ้วไปที่ซ่งอวี้หน่วน “เธอ...เธอ...”
ซ่งอวี้หน่วนพลันหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง “หลินฉิง ชีวิตในชนบทมันลำบากก็จริง แต่พอฉันถูกสลับตัวไปอยู่บ้านนอกได้ไม่นาน ครอบครัวของฉันก็เปิดโรงงานเสื้อผ้า เห็นไหมว่าโชคชะตาของฉันมันดีจะทะลุฟ้าอยู่แล้ว สภาพของเธอที่ย่ำแย่ขนาดนี้ ถ้าจะบอกว่าเธออยากจะมาแย่งโชคชะตาของฉันไปน่ะ...ยังจะฟังดูเข้าท่ากว่าอีก”
[จบบท]