บทที่ 332: โยนความผิดให้เธอแล้วได้อะไร
หลินฉิงที่ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นรู้สึกเหมือนโดนก้อนอิฐขนาดใหญ่นับไม่ถ้วนถล่มใส่จนรู้สึกมึนหัวไปหมด แถมยังเจ็บแปลบขึ้นมาที่หัวใจอีกด้วย
ซ่งอวี้หน่วนคนนี้ ทำไมถึงทำแบบนี้ได้? ปากคอเราะร้ายอะไรขนาดนี้! ในหัวของหลินฉิงยังสับสนอลหม่านไปหมด แต่เธอก็จำต้องยอมรับขึ้นมาว่าสิ่งที่ซ่งอวี้หน่วนพูดนั้นไม่ผิด
คนที่โชคดีมาตลอดคือซ่งอวี้หน่วนต่างหาก ผู้หญิงคนนั้นไม่เคยต้องลำบากเลยแม้แต่วันเดียว ในขณะที่เธอกับพี่สาวยังเคยต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก แล้วไหนจะเรื่องของเก่าที่ถูกสับเปลี่ยนอีกล่ะ? จะเหมือนกับคฑาหยกยู่อี่ที่โดนสับเปลี่ยนไปหรือเปล่า?
เป็นไปไม่ได้น่า ของเก่าพวกนั้นต้องเป็นของจริงทั้งหมดสิ แล้วยังนังหูจืออีก ผู้หญิงใจร้ายคนนั้นยังอยู่ในวิลล่า เธอต้องไล่หล่อนออกไปให้ได้ น้องชายต่างแม่ก็ยังมาตะคอกใส่หน้าปาวๆ ว่าทุกอย่างเป็นของเขาทั้งหมด ยังมีความละอายใจอยู่บ้างไหม?
แต่ถึงเขาจะหน้าด้านแล้วเธอจะทำอะไรได้? วิลล่าสวยขนาดนั้น ลูกสาวของพี่สาวยังไม่เคยได้ไปเหยียบด้วยซ้ำ แล้วทำไมไอ้ลูกไม่มีพ่อนั้นถึงได้เข้าไปอยู่อย่างหน้าตาเฉย?
อ๊ากกกกก! หลินฉิงยกมือขึ้นกุมใบหน้า ไม่ใช่ ไม่ใช่! ทั้งหมดนี้มันผิดเพี้ยนไปหมด เธอโดนซ่งอวี้หน่วนเล่นงานอีกจนได้ใช่ไหม?
ซ่งอวี้หน่วนเปิดประตูออกไปแล้วก็พบกับลุงจงที่ยืนอยู่ใต้แสงไฟสลัวๆ เขาเป็นชายวัยกลางคนที่ดูภายนอกแล้วหยั่งความคิดได้ยาก ซ่งอวี้หน่วนเปิดประเด็นก่อน “หลินฉิงดูท่าจะเสียสติไปแล้วนะคะ คุณเป็นคนมีเหตุผล ช่วยบอกหน่อยเถอะค่ะว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไง”
ลุงจงเตรียมคำตอบไว้แล้ว เขาหยิบกระเป๋าหนังใบเล็กที่เตรียมไว้ออกมาพร้อมกับพูดว่า “นี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ จากใจจริงครับ เรื่องนี้เป็นความผิดของพวกเราเอง หวังว่าคุณจะใจกว้างไม่ถือสาหาความนะครับ”
ซ่งอวี้หน่วนรับกระเป๋ามาถือไว้โดยไม่ได้เปิดดู ทว่าน้ำเสียงกลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “ในเมื่อคุณแสดงความจริงใจขนาดนี้ วันนี้ฉันจะยอมปล่อยเธอไปก่อน ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องไปแจ้งความแล้วเดินทางไปเป่ยตูเพื่อพบกับคุณหลินตู้ ให้เขาอบรมสั่งสอนลูกสาวของเขาให้ดีๆ”
“ไม่แน่ฉันอาจจะแวะไปที่ทำงานของเธอ ให้หัวหน้าช่วยตักเตือนด้วยว่าการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยยุคใหม่ ควรจะตั้งใจทำงาน ไม่ใช่มัวแต่งมงายกับเรื่องไร้สาระแบบนี้ โชคดีนะที่ซูจวิ้นเจ๋อไม่ได้อยู่กับเธอ ไม่อย่างนั้นคงโดนลากเข้าไปซวยด้วยอีกคน”
แววตาของลุงจงวูบไหวไปครู่หนึ่ง แต่ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มและพยักหน้ารับอย่างอารมณ์ดี ขนาดเขาที่เจนโลกมาขนาดนี้ยังดูไม่ออกเลยว่าซ่งอวี้หน่วนมีแผนอะไรอยู่กันแน่ ทางที่ดีอย่าเพิ่งปะทะกับเธอโดยตรงจะดีกว่า
อีกอย่าง ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็ไม่ใช่ความผิดของซ่งอวี้หน่วนเลยแม้แต่น้อย เรื่องราวเหล่านี้มันเกิดขึ้นก่อนที่เธอจะลืมตาดูโลกเสียอีก แล้วมันจะไปเกี่ยวอะไรกับเธอกัน?
แต่หลินฉิงกลับไม่อาจทำใจยอมรับได้ เธอรู้สึกอัดอั้นที่โดนซ่งอวี้หน่วนตอกกลับ ตบหน้าสารพัด วันนี้ก็โดนอีกจนได้ เขาเองก็ได้ยินเสียงฝ่ามือกระทบแก้มที่ดังลั่นอย่างชัดเจน แต่ก็คงต้องทำเป็นหูทวนลมไป
ซ่งอวี้หน่วนเดินไปฉุดแขนตู้ซวงที่ยังนั่งขดตัวอยู่มุมห้องให้ลุกขึ้น แต่เมื่อถึงหน้าประตู เธอก็เหลือบไปเห็นแสงไฟรถยนต์ส่องมาแต่ไกล ดูเหมือนจะมุ่งหน้ามาทางนี้ เธอจึงรีบดึงตู้ซวงให้หลบเข้ามุมมืดก่อน
คนที่ก้าวลงจากรถคือซูจวิ้นเจ๋อ
จริงๆ ก็คู่พระคู่นางล่ะนะ แยกกันยากหน่อย
เขายืนลังเลอยู่หน้าประตู ดูประหลาดใจที่เห็นว่าประตูยังคงเปิดอยู่และไฟในห้องยังสว่างไสวทั้งที่ดึกมากแล้ว หรือว่า... ฉิงเอ๋อร์กำลังรอเขาอยู่? แค่คิด ใจของซูจวิ้นเจ๋อก็พองโตขึ้นมา
ภายในห้อง ลุงจงเอ่ยกับหลินฉิงว่า “พรุ่งนี้เราจะกลับกันแล้ว ของเก่าสิบแปดชิ้นนั่น ตามราคาตลาดตอนนี้ก็น่าจะห้าล้านกว่าหยวน ต้องเอาไปให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินก่อน แล้วค่อยหาวิธีตามของจริงกลับมา”
“ของจริงไม่ได้อยู่ที่หลินตู้หรอกเหรอคะ?”
“คุณหนูมีหลักฐานหรือไง?” ลุงจงย้อนถาม
หลินฉิงลุกพรวดขึ้นยืน แววตาดุดัน “งั้นก็อ้างไปเลยสิคะว่าซ่งอวี้หน่วนเป็นคนพูด”
ลุงจงเองก็จนคำพูด “ไม่ต้องไปสนใจหรอกว่าซ่งอวี้หน่วนจะหวังดีหรือหวังร้าย การที่คุณหนูจะโยนความผิดไปให้เธอน่ะมันมีประโยชน์อะไรขึ้นมา?”
หลินฉิงเงียบไปในที่สุด
ลุงจงพูดต่อ“เราเป็นหนี้บุญคุณซ่งอวี้หน่วน แม้เธอจะไม่ได้ทวง แต่คุณหนูก็ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ อย่างไรก็ตาม ลุงก็ได้ชดเชยให้เธอไปแล้ว ถือว่าเรื่องนี้จบกันไปก็แล้วกันนะครับ”
“เรื่องที่ต้องรีบจัดการตอนนี้คือของของคุณหนูใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินสอดที่คุณท่านมอบให้ จะตกไปอยู่ในมือของหลินตู้ไม่ได้เด็ดขาด และคนที่สามารถทำของปลอมได้แนบเนียนขนาดนี้ดูเหมือนจะมีเพียงเหล่าเอ้อร์ฮาคนเดียว ถ้าสิ่งที่ซ่งอวี้หน่วนพูดเป็นความจริง แล้วเราจะไปตามหาของเก่าของจริงกับเหล่าเอ้อร์ฮาที่ไหนกัน?”
“เสี่ยวฉิง อย่าพูดถึงซ่งอวี้หน่วนอีก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเธอเลยสักนิด” ลุงจงย้ำเตือนอย่างจริงจัง
“อีกอย่าง คุณหนูคิดว่าซ่งอวี้หน่วนเป็นคนที่ใครจะไปหาเรื่องได้ง่ายๆ เหรอครับ?” เมื่อพูดถึงตรงนี้ คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน ทันใดนั้นก็เกิดความคิดบางอย่างแวบขึ้นมาในหัว สีหน้าพลันบูดเบี้ยว
“บางทีเราอาจจะถูกหลอกใช้ก็ได้ครับ หญิงชราหมอดูคนนั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นคนของใคร อาจจะจงใจมาดักรอคุณหนูเพื่อยืมดาบฆ่าคนก็ได้”
แววตาของหลินฉิงก็หม่นแสงลง พึมพำออกมาเบาๆ “อาจจะเป็นคนของตระกูลซ่างกวน”
ลุงจงถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยสมองก็ยังทำงานอยู่
ทันใดนั้นเอง เสียงของซูจวิ้นเจ๋อที่เจือความกังวลและสั่นเครือก็ดังมาจากในสวน “...ฉิงเอ๋อร์ ลุงจง ใช่พวกเธอหรือเปล่า?”
หลินฉิงถึงกับนิ่งไป ก่อนจะเผยรอยยิ้มดีใจแล้วผลักหน้าต่างออกไปทันที เมื่อทั้งสองสบตากัน หยาดน้ำตาก็พากันไหลรินออกมา
ซ่งอวี้หน่วนไม่อยากดูต่อ ฉากต่อไปก็คงหนีไม่พ้นการคืนดีกัน เธอหนี เขาไล่ ต่อให้ติดปีกก็หนีไม่พ้น!
ซ่งอวี้หน่วนรีบคว้าแขนตู้ซวงแล้วออกตัววิ่งสุดฝีเท้า ทั้งสองกลับมาถึงโรงเรียนในเวลาอันรวดเร็ว ตู้ซวงถึงกับหอบหายใจจนตัวโยน พวกเธอปีนกำแพงกลับเข้าไปอย่างทุลักทุเล เมื่อเข้ามาในโรงเรียนแล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็หรี่ตามองตู้ซวงพร้อมกับสั่งการ
“พรุ่งนี้เธอลาหยุดกลับบ้านไปซะ พวกนั้นจะเดินทางตอนบ่ายพรุ่งนี้ เธอต้องเอาเงินไปคืนให้หลินฉิงให้ได้ ไม่อย่างนั้นถ้าเธอรับเงินมาแล้วไม่ทำงาน หลินฉิงไม่ปล่อยเธอไว้แน่”
“อ้อ แล้วก็เอาเงินไปให้ลุงจงโดยตรง อย่าสอดรู้สอดเห็นเรื่องอื่นเด็ดขาด พอเธอกลับมาก็ไปทำเรื่องขอย้ายหอพักกับอาจารย์ซะ...”
ตู้ซวงในตอนนี้กลายเป็นคนว่านอนสอนง่ายไปเสียแล้ว เธอพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เธอไม่เข้าใจเลยสักนิด และตอนนี้ก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยปากถามอะไรออกไป
ซ่งอวี้หน่วนพาตู้ซวงย่องกลับเข้าหอพักอย่างเงียบกริบ จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
***
เช้าวันรุ่งขึ้น ซ่งอวี้หน่วนนั่งมองกระเป๋าหนังใบเล็กที่ถูกทำขึ้นอย่างประณีต มันดูใหม่เอี่ยมราวกับเพิ่งออกจากโรงงาน ลุงจงคนนี้คงจะเตรียมแผนสำรองเอาไว้แล้วสินะ
เธอเปิดกระเป๋าออก ข้างในอัดแน่นไปด้วยธนบัตร รวมเป็นเงินสามพันหยวนพอดี เยี่ยมไปเลย เดิมทีเธอกำลังจะถังแตกอยู่แล้วเชียว ตอนนี้กลับมีเงินก้อนใหม่เข้ามา
พอใกล้จะเลิกเรียน ซ่งอวี้หน่วนก็เดินไปบอกเผิงหลันเฟิ่ง “ฉันจะกลับบ้านไปเอาของเป็นเพื่อนเธอนะ ทุกวันนี้เธอต้องเดินไปกลับวันละตั้งหลายชั่วโมง มันเสียเวลาเกินไป เธอต้องมาเดือดร้อนเพราะฉัน ฉันเลยอยากจะชดเชยให้ ค่าหอพักกับค่าอาหารสองปีนี้ฉันจะรับผิดชอบเอง ถือว่าเราหายกัน”
เมื่อเทียบกับตู้ซวงแล้ว เผิงหลันเฟิ่งยังรู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่ยอมทำเรื่องเลวร้ายเด็ดขาด
แต่ตู้ซวงกลับแตกต่างออกไป เธอไม่มีเส้นแบ่งทางศีลธรรมใดๆ เลยแม้แต่น้อย ซ่งอวี้หน่วนถึงกับขี้เกียจจะชายตามอง
เผิงหลันเฟิ่งถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก รู้สึกเหมือนตัวเองฟังอะไรผิด แม้กระทั่งขนสัมภาระเข้ามาไว้ในหอพักเรียบร้อยแล้ว เธอก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไปอยู่ดี
เธอย้ายมาอยู่ที่เตียงตรงข้ามกับซ่งอวี้หน่วน ซึ่งเคยเป็นเตียงของตู้ซวงมาก่อน
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า “เอาเวลาที่ต้องใช้เดินทางมาทุ่มเทกับการอ่านหนังสือสิ เธอต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่”
เผิงหลันเฟิ่งขอบตาร้อนผ่าว แต่ก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น
เธอรีบเขียนใบสัญญาหนี้แล้วยื่นให้ซ่งอวี้หน่วนอย่างประหม่า “ฉัน... ฉันไม่อยากให้เราสองคนหายกัน ฉันอยากเป็นเพื่อนกับเธอจริงๆ นะ”
“เธอนี่มันตังเมหนึบชัดๆ” ซ่งอวี้หน่วนแกล้งว่า แต่ก็ยอมรับใบสัญญาหนี้มาเก็บไว้อย่างดี
ช่วงปลายเดือน อำเภอหนานซานได้รับหนังสือเชิญให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า หัวหน้าหลิวดีใจมากถึงกับรีบโทรศัพท์ไปแจ้งข่าวดีกับนายอำเภอโค่วด้วยตัวเอง พร้อมทั้งบอกว่าจะส่งเอกสารเกี่ยวกับกฎระเบียบและข้อควรระวังต่างๆ ของงานตามไปให้
ในขณะเดียวกัน เซี่ยโป๋เหวินก็โทรศัพท์มาหาซ่งอวี้หน่วนเพื่อบอกว่าเขาเองก็จะไปร่วมงานแสดงสินค้าครั้งนี้ด้วย แต่เนื่องจากสถานที่จัดงานอยู่ใกล้กับฮ่องกง เขาจึงอยากให้หลานสาวเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ให้ดี
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูจะพานายน้อยรองจงไปด้วย”
ณ เวลานั้น นายน้อยรองจงกำลังจ้องมองตัวเลขบนปฏิทินนิ่งเงียบ ตามคำสั่งของซ่งอวี้หน่วน เขาได้ก่อตั้งบริษัทบังหน้าขึ้นมา อ้อ ไม่ใช่สิ ต้องเป็นบริษัทการค้านำเข้าและส่งออกเป่ยตูต่างหาก โดยเขานั่งแท่นเป็นผู้จัดการทั่วไป มีอาต้ากับอาเฉิงเป็นลูกน้อง ส่วนซ่งอวี้หน่วนคือประธานบริษัท
[จบบท]