บทที่ 345: หลานชายของนายนี่มันตัวอะไรกัน
พอจงเส้าชิงกลับมาถึงห้องประชุม ซ่งอวี้หน่วนก็กำลังรอพวกเขาอยู่พอดี
พวกเขาเพิ่งกลับมาจากศูนย์การเงินของงานแสดงสินค้า หลังจากจัดการเอกสารต่างๆ จนเรียบร้อย ก็เบิกเงินสดออกมาได้จำนวนหนึ่งล้านหยวน โดยเงินห้าแสนหยวนถูกโอนเข้าบัญชีของเซี่ยซินตง ส่วนอีกห้าแสนหยวนที่เหลือก็โอนเข้าบัญชีของบริษัทการค้านำเข้าและส่งออกเป่ยตู
ซ่งอวี้หน่วนมองตราประทับสีแดงสดของบริษัทพลางหัวเราะในใจ เอาล่ะ ตอนนี้บริษัทมีทั้งเงินทุนและสินค้าแล้ว ไหนใครหน้าไหนจะกล้ามาว่าบริษัทของเธอเป็นแค่บริษัทที่ไม่มีตัวตนอีก
สำหรับสินค้าล็อตนั้นจงเส้าชิงไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ แต่ซ่งอวี้หน่วนก็ยังแบ่งสินค้ามูลค่าห้าหมื่นหยวนเก็บไว้ให้เขา ส่วนที่เหลือทั้งหมดเธอก็จัดการรับมาดูแลเอง
แม้ของพวกนี้จะต้องใช้เงินทุนจมไปพักใหญ่ แต่เธอรู้ดีว่าหลังจากปีนี้ไปแล้ว จะหาสินค้าดีๆ แบบนี้ได้ยากยิ่งกว่ายาก โดยเฉพาะของชิ้นเล็กๆ ที่มีมูลค่าเทียบไม่ได้เลยกับของชิ้นใหญ่อย่างนาฬิกาตั้งพื้นที่แกะสลักขึ้นจากไม้ทั้งต้น
ซ่งอวี้หน่วนอดคิดไม่ได้ว่า หากวันข้างหน้าผู้จัดการโรงงานคนนั้นได้มาเห็นนาฬิกาตั้งพื้นเรือนนี้เข้า เขาจะอยากสบถด่าใครบ้างหรือเปล่า
ตกกลางคืน กู้หวยอันก็เดินทางมาถึง เขามาพร้อมกับเสี่ยวอู๋ และจอดรถไว้ที่ด้านนอก
ดวงตาของหมิงเซิ่งน้อยเป็นประกายวาววับเมื่อเห็นกู้หวยอัน เด็กชายรีบวิ่งโผเข้าหาเขาทันที
เซี่ยซินตงเห็นภาพนั้นแล้วก็ได้แต่ยกมุมปากขึ้นอย่างนึกขัน เจ้าเด็กแสบนี่จริงๆ เลยนะ พอเห็นคนที่ตามใจก็ลืมน้าไปเลย ทั้งที่เมื่อกี๊ยังออดอ้อนว่าจะขอนอนกอดกับเขาอยู่เลยแท้ๆ พอลับหลังแป๊บเดียวก็ลืมกันเสียแล้ว
เขากำมือแน่น ใครจะคาดคิดว่ากล่องไม้ใบเล็กที่หลานชายให้มาจะใช้ได้ผลจริงๆ ตอนที่อยู่ในห้องทำงาน จิตอีกด้านหนึ่งของเขาอย่างฮั่นเฉินสัมผัสได้ว่าเสี่ยวหน่วนไม่อยู่แถวนั้น เลยพยายามจะออกมาครอบงำ
ตอนนั้นเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะปล่อยให้ออกมาดีไหม เพราะถ้าออกมาได้ เขาก็จะได้ฉวยโอกาสนี้ผนวกรวมอีกฝ่ายเข้ามาเสียเลย หากใช้ไม้แข็งไม่ได้ผลก็ค่อยเกลี้ยกล่อม หรืออาจจะใช้ชื่อของเสี่ยวหน่วนมาข่มขู่ในจังหวะที่เหมาะสม
แต่ก็อดกังวลไม่ได้ว่าหากการผนวกรวมล้มเหลว แล้วเผลอไปฆ่าซ่างกวนเหิงเข้า มันคงไม่คุ้มกัน ช่วงเวลาดีๆ ของเขาเพิ่งจะเริ่มต้น เขาจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายมาทำลายมันลงเด็ดขาด
ใครจะไปคิดว่าฮั่นเฉินจะใจร้อนรนขนาดนั้นและพยายามจะออกมาฆ่าซ่างกวนเหิงให้ได้ ซ่างกวนเหิงสมควรตาย แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่ที่นี่ และต้องไม่ใช่ด้วยน้ำมือของเขาเอง
โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงกู้หวยอันที่ถึงแม้จะงานยุ่งเพียงใด แต่ก็ยังสละเวลามายืนให้กำลังใจเสี่ยวหน่วนอยู่หน้าห้องประชุม เพื่อให้ทุกอย่างที่เธอตั้งใจทำราบรื่นไปได้ด้วยดี ต้องยอมรับว่าการมีกู้หวยอันอยู่ด้วยทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นมากจริงๆ
ดังนั้นถึงแม้จะเป็นความแค้นส่วนตัว เขาก็ไม่อยากรบกวนคนที่ไม่เกี่ยวข้อง
ในจังหวะที่เขากำลังพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อกดฮั่นเฉินเอาไว้ มือของเขาก็บังเอิญไปสัมผัสกับกล่องไม้ในกระเป๋าเสื้อ ความรู้สึกเย็นชุ่มชื่นที่ยากจะบรรยายได้แผ่ซ่านจากฝ่ามือเข้ามา ทำให้สมองของเขาปลอดโปร่งขึ้นมา ก่อนที่ฮั่นเฉินจะสบถออกมาอย่างหัวเสียว่า “หลานชายของแกนี่มันตัวอะไรกัน” แล้วก็หายเงียบไปอีกครั้ง
แม้ตอนนี้อีกฝ่ายจะยอมซ่อนตัวไปแล้ว แต่เขาก็ไม่รีบร้อนอะไร เพราะหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ว่าฮั่นเฉินจะโผล่ออกมาอีกครั้ง หรือจะค่อยๆ เลือนหายไปเองก็ตาม ผลลัพธ์ทั้งสองอย่างก็ล้วนทำให้เขาสบายใจขึ้นทั้งนั้น
ขณะนั้นเอง ซ่งอวี้หน่วนก็เดินมาที่รถพอดี กู้หวยอันตั้งใจจะพาเธอไปขับรถเล่น ตอนนี้ที่หน้าประตูจึงเหลือเพียงเซี่ยซินตงอยู่คนเดียว ส่วนซ่งเหลียงและรองหัวหน้าอำเภอจ้าวออกไปทำธุระข้างนอก แต่ถึงพ่อจะอยู่ เขาก็คงไม่คิดห้ามปรามอะไร แม้จะแอบไม่พอใจอยู่ลึกๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากู้หวยอันเป็นชายหนุ่มที่โดดเด่นมากจริงๆ
เซี่ยซินตงมองหลานชายตัวน้อยที่เดินดุ๊กดิ๊กปีนขึ้นรถไป ก่อนจะหันไปพูดกับกู้หวยอัน “ฉันมีเรื่องต้องคุยกับผู้เฒ่ากงหน่อย พวกเธอไปเที่ยวกันเถอะ แต่กลับมาเร็วหน่อยแล้วกัน”
กู้หวยอันยิ้มรับคำ ก่อนจะขึ้นรถแล้วขับออกไปจากบริเวณหน้าโรงแรม
เมื่อรถแล่นเข้าสู่ถนนใหญ่ กู้หวยอันก็หันไปพูดกับหมิงเซิ่งด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “พรุ่งนี้เช้าพี่ต้องออกจากหนานเฉิงแล้ว เลยพาเธอไปสวนสัตว์ไม่ได้ เอาไว้รอเธอไปปักกิ่งเมื่อไหร่ พี่จะพาไปเที่ยวสวนสัตว์ที่นั่นนะ”
จากสถานที่จัดงานแสดงสินค้าแห่งนี้ต้องเดินทางไปสวนสัตว์ไกลมาก ขนาดนั่งรถประจำทางยังต้องต่อรถหลายต่อและใช้เวลาร่วมสามชั่วโมงกว่าจะถึง
การขับรถไปเองดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
“พี่ชายครับ ผมอาจจะต้องไปปักกิ่งกับพี่สาวนะ” หมิงเซิ่งน้อยเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นก่อน
กู้หวยอันเหลือบมองซ่งอวี้หน่วนแวบหนึ่ง
“อืม ไม่ใช่แค่อาจจะหรอกค่ะ แต่ไปแน่นอน” ซ่งอวี้หน่วนขยายความ “พอดีมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณด้วย ถ้าคุณสนใจก็ค่อยเข้าร่วม ไม่สนใจก็ไม่เป็นไรค่ะ”
“ว่ามาสิ”
ซ่งอวี้หน่วนจึงเล่าแผนการที่เธอใช้ชื่อของจงเส้าชิงและบริษัทการค้านำเข้าและส่งออกเป็นฉากหน้า เพื่อกว้านซื้อสินค้าที่ทำจากไม้พะยูงไหหลำทั้งหมดให้กู้หวยอันฟัง
รถยนต์เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างราบรื่น หมิงเซิ่งน้อยไม่ได้สนใจบทสนทนาของผู้ใหญ่ เขาเอาแต่เกาะขอบหน้าต่างเพื่อชมแสงสีของเมืองในยามค่ำคืน แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้เห็น แต่แสงไฟนีออนมากมายที่ส่องสว่างราวกับหมู่ดาวบนท้องฟ้านั้น ช่างเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน
ขณะเดียวกันนั้นเอง กู้หวยอันก็ได้ยินเสียงในใจของซ่งอวี้หน่วนดังขึ้นมาอีกครั้ง
เขาลอบมองไปทางหมิงเซิ่งและเสี่ยวอู๋อย่างแนบเนียน ทั้งสองคนดูไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ซึ่งทำให้เขาคาดเดาว่าเสียงความคิดเหล่านี้คงมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยิน อาจเป็นเพราะมันถูกส่งตรงมาถึงเขาโดยเฉพาะ
【เฮ้อ บอกพี่ชายไปตรงๆ ก็ไม่ได้ว่าอีกแค่ 10 ปีข้างหน้า ไม้พะยูงไหหลำพวกนี้ก็จะแทบไม่เหลือให้เห็นแล้ว บางชนิดอาจจะยังพอหาได้ แต่บางชนิดก็เป็นทรัพยากรที่ปลูกทดแทนได้ยากมากจริงๆ】
【ต่อให้ปลูกทดแทนได้ ก็ต้องรอกันเป็นร้อยปี หรืออาจจะนานถึง 500 ปีด้วยซ้ำ กว่าจะโตพอให้เอามาใช้งานได้】
【500 ปีเชียวนะคะ ทะเลยังเปลี่ยนเป็นทุ่งนาได้เลย】
【เพราะฉะนั้นอีกไม่นานหรอก ราคาของไม้พะยูงไหหลำพวกนี้จะพุ่งสูงขึ้นไปจนน่าตกใจเลยทีเดียว】
【ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็ได้ มีชาวต่างชาติคนหนึ่งเคยซื้อนาฬิกาตั้งพื้นที่ทำจากไม้พะยูงไหหลำไปในราคาแค่ 100 หยวน แต่พอผ่านไป 20 ปี เขากลับเอามันไปแลกคฤหาสน์หรูที่มีมูลค่าหลายสิบล้านได้】
【ของดีๆ แบบนี้ควรจะเก็บไว้กับคนของเราเองแท้ๆ น่าเสียดายไม้ที่ถูกส่งออกไปเมื่อสองปีก่อนจริงๆ】
【แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครเห็นค่าของมัน ทุกคนยังคิดว่าประเทศเราอุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรมีให้ใช้ไม่รู้จบ】
【สินค้าทั้งหมดนี่ฉันจะเก็บเอาไว้เอง แล้วก็ตั้งใจว่าจะเขียนจดหมายไปบอกสำนักพิมพ์ด้วย ให้รณรงค์เลิกใช้ไม้พะยูงไหหลำได้แล้ว】
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ แล้วเอ่ยถามชายหนุ่มที่นั่งฟังอย่างตั้งใจว่า “คุณสนใจจะร่วมลงทุนด้วยไหมคะ”
“ได้สิ” กู้หวยอันตอบรับ “รอคุณไปถึงปักกิ่งก่อน ถ้าผมอยู่ที่นั่นพอดีก็จะจัดการให้ แต่ถ้ายังไม่กลับไป เดี๋ยวผมจะส่งคนเอาเงินไปให้นะครับ”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง “จริงๆ แล้วงานหลักของผมอยู่ที่ฐานทัพหลงหัง แต่ตอนนี้สถานการณ์มันค่อนข้างซับซ้อน เลยต้องการคนมาช่วยสร้างสมดุล เมื่อ 5 ปีก่อน ผมเคยเข้าร่วมการประเมินที่หน่วยงานจัดขึ้น แล้วผมก็…” กู้หวยอันชะงักไปดื้อๆ
ซ่งอวี้หน่วนจึงยิ้มกริ่มแล้วพูดต่อให้ “ฉันเข้าใจค่ะ เข้าใจหมดเลย คุณไม่ต้องเขินหรอก ก็นะ...คุณเข้าร่วมการประเมินแล้วผลออกมาว่ามีความสามารถรอบด้าน พอดีกับที่คุณปู่ของคุณก็มีตำแหน่งใหญ่โต ในช่วงที่ขาดแคลนบุคลากรอย่างหนักแบบนี้ คุณก็เลยถูกมอบหมายให้รับผิดชอบหลายตำแหน่งพร้อมกัน เรื่องแค่นี้มีอะไรน่าอายกันคะ ถ้าเป็นฉันล่ะก็ จะเที่ยวไปอวดให้คนอื่นฟังทั่วเลย”
คำพูดของเธอทำให้กู้หวยอันหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“ไม่ได้เวอร์ขนาดนั้นหรอก ตำแหน่งบางอย่างก็แค่มีชื่อไปแขวนไว้ในฐานะที่ปรึกษา ซึ่งจะถอนตัวออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างตำแหน่งหัวหน้าทีมตรวจสอบ พอหมดช่วงแรกไปแล้วผมก็จะส่งต่อให้คนอื่นทำ หลังจากนี้อีกไม่นาน งานที่ผมรับผิดชอบหลักๆ ก็จะเหลือแค่ที่ฐานทัพหลงหังกับฝ่ายสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้นแหละ”
“รายได้ส่วนใหญ่มาจากโบนัส ส่วนเงินเดือนก็ได้รับเงินอุดหนุนในอัตราสูงสุด ถ้าเทียบกับคนงานทั่วไปก็น่าจะสูงกว่าคนงานระดับ 8 นิดหน่อย”
ในยุคนี้ คนงานระดับ 8 ถือเป็นตำแหน่งที่ได้รับค่าจ้างสูงสุด แตกต่างจากยุคหลังที่สถานะของคนงานเปลี่ยนไป นี่คือยุคทองที่คนงานมีอำนาจและได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง ขนาดเงินเดือนของผู้จัดการโรงงานยังเทียบไม่ได้กับเงินเดือนของคนงานระดับ 8 เลยด้วยซ้ำ
ซ่งอวี้หน่วนจ้องมองเขาเขม็ง ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ
【นี่พี่ชายกำลังแจกแจงรายรับให้ฉันฟังอยู่เหรอ?】
【คิกๆ เป็นลูกผู้ชายหน่อยสิคะ แค่พูดมาตรงๆ เลยว่า ‘เสี่ยวหน่วน ผมชอบคุณนะ ผมจะให้บัตรเงินเดือนกับสมุดบัญชีคุณเก็บไว้ ส่วนคุณก็แค่ให้เงินค่าขนมผมก็พอ’】
กู้หวยอัน “...”
ถึงแม้จะเตรียมใจมาระดับหนึ่งแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าใบหูร้อนผ่าวขึ้นมาอยู่ดี
[จบบท]