บทที่ 348: ขอบคุณที่ไม่เคยใส่ใจ
ซ่งอวี้หน่วนราวกับอ่านความคิดของเขาออก เธอจึงกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะโน้มตัวไปกระซิบข้างหูเซี่ยโป๋เหวิน “คุณตาไม่ต้องห่วงนะคะ พวกเราไม่หลงกลใครง่ายๆ หรอกค่ะ ที่จริงแล้ว...หนูต้องขอบคุณคุณตาด้วยซ้ำไปที่ไม่เคยใส่ใจแม่กับน้าใหญ่เลย”
“เพราะถ้าคุณตาสนใจพวกเขาขึ้นมาจริงๆ ป่านนี้ก็คงไม่มีหนูแล้วล่ะค่ะ คุณตาก็รู้นิสัยของซ่างกวนอวิ๋นฉีดีนี่คะ ว่าเป็นคนอำมหิตขนาดไหน ผู้หญิงคนนั้นกล้าฆ่าคนได้ลงคอจริงๆ นะคะ”
คิ้วของเซี่ยโป๋เหวินขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม
นี่คือการปลอบใจอย่างนั้นเหรอ แต่ฟังดูไม่เหมือนเลยสักนิด
ทว่าคำพูดของหลานสาวก็ไม่ใช่เรื่องผิด
ซ่างกวนเหิงเงยหน้าขึ้นสบตากับซ่งอวี้หน่วนที่ยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า แล้วจู่ๆ ก็เอ่ยปากถามขึ้น “สรุปแล้วเธอเป็นใครกันแน่”
ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนทอประกายระยิบระยับ “ฉันก็คือซ่งอวี้หน่วนไงคะ ซ่งที่เป็นซ่งอวี้หน่วน อวี้ที่เป็นซ่งอวี้หน่วน และหน่วนที่เป็นซ่งอวี้หน่วน”
ซ่างกวนเหิงก็แค่ลองหยั่งเชิงถามดูเท่านั้น เขาไม่คิดว่าจะได้คำตอบอะไรอยู่แล้ว
ชายชราพยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยรู้สึกอัปยศอดสูเท่านี้มาก่อน เขาต้องใช้มือจับพนักพิงเก้าอี้ไว้เพื่อพยุงตัวให้ยืนนิ่งได้ เมื่อลองสำรวจร่างกายตัวเองก็พบว่าแผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ
เขาไม่แคร์สายตาของคนพวกนี้ที่มองมายังสภาพอันน่าอดสูของตัวเอง บางทีการที่เขายิ่งดูตกต่ำย่ำแย่มากเท่าไหร่ พวกของเซี่ยซินตงก็คงจะยิ่งสะใจและมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น
เขาปาดเหงื่อบนใบหน้าพลางเอ่ยว่า “มีธุระอะไรอีกไหม ถ้าไม่มีฉันจะได้ไปจัดการเรื่องวุ่นวายที่ห้องบอลรูมต่อ”
เซี่ยโป๋เหวินเหลือบมองเซี่ยซินตงกับซ่งอวี้หน่วนที่ยืนอยู่เคียงข้าง ก่อนจะหันไปพูดกับซ่างกวนเหิงว่า “ตอนนี้ไม่มีแล้ว แต่โบราณว่าไว้ ฟ้าดินพิโรธย่อมเกิดภัยพิบัติ คนหยิ่งผยองย่อมนำพาหายนะมาสู่ตน ขอแค่นายมีจิตใจเมตตาอยู่บ้างสักนิด เรื่องราวของเราคงไม่ลงเอยแบบนี้”
“คนที่ไม่เคยอยู่ในสายตาฉันมีอยู่ถมไป จนป่านนี้ฉันก็ยังมีศัตรูอยู่เลยนะ ตั้ง 2 คนอยู่ที่ฮ่องกงโน่นแน่ะ ทำไมนายไม่เสนอตัวไปจัดการให้ฉันหน่อยล่ะ”
หนี้ที่เซี่ยโป๋เหวินติดค้างมีเพียงหนี้ของลูกๆ แต่เขาไม่ได้ติดค้างอะไรซ่างกวนเหิงเลยสักนิด
แล้วจะเอาเรื่องของเขามาเป็นข้ออ้างได้อย่างไร
เมื่อเซี่ยซินตงอุ้มกล่องขึ้นมา เซี่ยโป๋เหวินกับซ่งอวี้หน่วนก็เดินออกจากห้องประชุมไปแล้ว โดยไม่แม้แต่จะชายตามองซ่างกวนเหิงอีก
ซ่างกวนเหิงทรุดฮวบลงบนเก้าอี้ มือของเขากำที่วางแขนไม้จนแน่นด้วยความเจ็บใจ แววตาของเขาฉายชัดถึงความเคียดแค้นและอำมหิต
เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้ มันก็มีแค่ตายกันไปข้างหนึ่งเท่านั้น
เขาต้องคิดหาทางกำจัดคนพวกนี้ให้สิ้นซากให้ได้
แต่ในขณะเดียวกัน ความหวาดหวั่นก็เริ่มเกาะกุมหัวใจ สิ่งที่เซี่ยซินตงให้เขากินเข้าไปเมื่อครู่มันจะออกฤทธิ์ก็ต่อเมื่อทำปฏิกิริยากับอาหารบางอย่าง
แล้วอาหารที่ว่ามันคืออะไรกันแน่
เขาไม่อยากตาย เขายังมีสมบัติล้ำค่า ทั้งโบราณวัตถุ ทองคำและอัญมณีอีกมหาศาลที่ซุกซ่อนอยู่บนแผ่นดินนี้ นโยบายในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้เขาไม่สามารถขยับตัวทำอะไรได้เลย แต่ตอนนี้ทุกอย่างผ่อนคลายลงแล้ว
เขาควรจะต่ออายุใบอนุญาตกลับภูมิลำเนาออกไปอีกสักหน่อยดีไหม
แต่แล้วเขาก็ส่ายหน้าปฏิเสธความคิดนั้น เขาทำแบบนั้นไม่ได้ เขากลัวว่าซ่งอวี้หน่วนจะเข้ามาขัดขวางแผนการของเขา
คงต้องรอไปอีกสักครึ่งปี
ณ เวลานี้ เซี่ยซินตงอุ้มกล่องเดินพ้นออกมาจากบ้านพักรับรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้ง 3 คนเดินทางมาด้วยรถโดยสารประจำทาง ตอนนี้จึงทำได้เพียงยืนรอรถอยู่ที่ป้ายริมถนน ซ่งอวี้หน่วนลองถามดูแล้วได้ความว่ารถคันต่อไปจะมาถึงในอีกครึ่งชั่วโมง ทั้งหมดจึงพากันไปยืนหลบแดดอยู่ใต้ร่มไม้
ซ่งอวี้หน่วนเปิดฝากล่องออก ก่อนจะหันไปถามเซี่ยซินตง “เมื่อกี้นี้...คนที่ออกมา เขาส่งผลกระทบอะไรกับน้าบ้างไหมคะ”
เซี่ยซินตงกลับยิ้มออกมา “ไม่มีผลอะไรหรอก เขากลัวหลานจะตายไป”
เขาพูดอย่างเปิดเผยโดยไม่ได้คิดจะปิดบังเซี่ยโป๋เหวิน
ขณะเดียวกัน เซี่ยโป๋เหวินกลับทอดสายตามองไปยังทิศทางของบ้านพักรับรอง คิ้วของเขาขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิด
ภาพความทรงจำในอดีตก็ย้อนกลับเข้ามาในหัว
แม้ว่าตระกูลซ่างกวนจะเป็นตระกูลใหญ่และมีชื่อเสียง แต่หากพูดตามธรรมเนียมโบราณ พี่น้องคู่นี้ก็เป็นเพียงลูกที่เกิดจากภรรยาน้อย ทำให้สถานะในครอบครัวไม่สู้ดีนัก จนกระทั่งซ่างกวนอวิ๋นฉีได้มาพบกับเขา
ในวัยหนุ่มที่ยังคึกคะนอง เขาคิดเสมอว่าต้องตามหาคู่ชีวิตที่มีอุดมการณ์เดียวกัน และนั่นทำให้เขาตกหลุมรักซ่างกวนอวิ๋นฉีผู้เลอโฉมสง่างาม และเปี่ยมไปด้วยความสามารถรอบด้าน
หลังจากที่เขาช่วยให้พี่น้องซ่างกวนเข้ามาอยู่ในเมืองได้แล้ว เขาก็ยังเป็นคนหนุนหลังให้ซ่างกวนเหิงจนได้ขึ้นเป็นผู้กุมอำนาจของตระกูลอีกด้วย เขายังจำได้ดีว่าในตอนนั้นตระกูลซ่างกวนมีลูกหลานอยู่หลายคน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ในคฤหาสน์หลังใหญ่นั้นกลับเหลือเพียงสองพี่น้องเท่านั้น
เขาเคยสั่งให้คนไปสืบดู ก็ได้ความว่าคุณชายใหญ่ซึ่งเป็นทายาทสายตรงนั้นติดฝิ่นงอมแงมจนต้องขายสมบัติของตระกูลไปมากมาย ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องจริง
ต่อมาเมื่อรัฐบาลประกาศใช้นโยบายหุ้นส่วนรัฐ-เอกชน เขาก็เป็นคนที่ผลักดันให้ซ่างกวนเหิงรับผิดชอบธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศกับฮ่องกง ทำให้ทรัพย์สมบัติและคฤหาสน์ของตระกูลซ่างกวนถูกทยอยโยกย้ายถ่ายเทออกไปทีละน้อย จนในที่สุดซ่างกวนเหิงก็ไปตั้งรกรากอยู่ที่ฮ่องกงได้สำเร็จ
เขาไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ซ่างกวนเหิงจะมีทรัพย์สินมากมายมหาศาลแค่ไหน แต่การที่ควักเงินหนึ่งล้านออกมาได้อย่างง่ายดายโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตาแบบนี้ เงินจำนวนนั้นก็คงเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ สำหรับเขาเท่านั้น
เขายังจำได้ว่าในตอนนั้นซ่างกวนเหิงยืนกรานที่จะไปฮ่องกงให้ได้ ซึ่งเขาก็เห็นดีเห็นงามด้วย เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นอีกหนึ่งลู่ทาง และที่สำคัญคือเบื้องบนก็อนุญาต อีกทั้งยังมอบหมายให้ซ่างกวนเหิงรับผิดชอบเรื่องการส่งข่าวสารและปัจจัยต่างๆ ที่นั่นอีกด้วย ซึ่งซ่างกวนเหิงก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี
เขาไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ซ่างกวนเหิงกลับฉวยโอกาสนี้สร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองอย่างมหาศาล โดยมีเขาเป็นทั้งเกราะป้องกันและผู้สนับสนุน ทำให้ซ่างกวนเหิงสามารถหยั่งรากฐานที่ฮ่องกงได้อย่างมั่นคง
คฤหาสน์ของตระกูลถูกขายไปแล้ว ที่เหลืออยู่ก็มีเพียงของจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น บางชิ้นก็เป็นของซ่างกวนอวิ๋นฉีโดยชอบธรรม ซึ่งเขาไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย ส่วนของที่เขาให้เซี่ยซินตงไปนั้น ล้วนเป็นรางวัลที่เขาได้รับมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่ก็เป็นของสะสมที่เขาซื้อหามาด้วยตัวเองทั้งสิ้น
ในเมื่อที่ปักกิ่งไม่เหลืออะไรแล้ว ทำไมซ่างกวนเหิงถึงยังทิ้งคนของตัวเองไว้ที่นี่อีก ซ่างกวนหว่านก็เป็นลูกสาวของเขาแท้ๆ ทั้งสองตระกูลก็แตกหักกันถึงขนาดนี้แล้ว เขายังกล้าปล่อยให้ลูกสาวมาอาศัยอยู่ในบ้านของเขาอีกอย่างนั้นหรือ
หรือว่า...ยังมีสมบัติบางอย่างที่เขายังไม่ได้ขนย้ายออกไป
แต่ก็ไม่น่าจะใช่ ในตอนนั้นทุกอย่างเอื้ออำนวยให้เขาทำอะไรได้สะดวกสบาย ของทุกชิ้นในบ้านของเขา ตราบใดที่เป็นของตระกูลซ่างกวน ก็ถูกเขานำออกไปอย่างถูกกฎหมายทั้งหมด แม้กระทั่งตอนที่เขาเสนอว่าจะบริจาคสมบัติบางส่วนออกไป สองพี่น้องก็ยังไม่เห็นด้วย เขาจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ดูท่าว่าพอกลับไปถึงบ้าน เขาคงต้องสั่งให้คนไปสืบเรื่องนี้อย่างละเอียดเสียแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองเซี่ยโป๋เหวิน ก็พอจะเดาได้ว่าคุณตาของเธอกำลังครุ่นคิดถึงแรงจูงใจของซ่างกวนเหิงอยู่
แต่เธอก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรออกไป ทำเพียงแค่จ้องมองน้าของตัวเองนิ่งๆ อยู่นาน
เซี่ยซินตงถูกจ้องจนรู้สึกทำอะไรไม่ถูก จึงได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ ให้หลานสาว “เป็นน้าเอง ไม่ใช่เขา”
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยขึ้น “ยังไงก็ต้องหาทางให้ทั้งสองบุคลิกรวมเป็นหนึ่งให้ได้นะคะ ไม่อย่างนั้นแล้ว...เมื่อไหร่น้าเล็กจะหาน้าสะใภ้ให้หนูได้ล่ะคะ”
เซี่ยซินตงถึงกับหน้าแดงก่ำ แสร้งทำเสียงดุกลบเกลื่อนความเขินอาย “เธอนี่นะ ไม่รู้จักเด็กจักผู้ใหญ่เลย พูดจาอะไรก็ไม่รู้”
ซ่งอวี้หน่วนชี้ไปที่กล่องในมือของเขา “วิดีโอเทปพวกนี้ น้าจะเก็บไว้ก่อน หรือจะให้หนูทำลายมันทิ้งเดี๋ยวนี้เลย”
เซี่ยซินตงตอบกลับไปโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ของพรรค์นี้จะมีอะไรน่าดูอีก
ทำลายมันทิ้งไปเลยสิ
ต่อให้กังวลไปก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้าคิดจะมาหาเรื่องอีก
เซี่ยซินตงนึกว่าการทำลายที่หลานสาวพูดถึงคือการหาที่เหมาะๆ สักแห่งแล้วทุบวิดีโอเทปให้แหลก จากนั้นก็ดึงไส้เทปออกมาเผาไฟทิ้ง
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าซ่งอวี้หน่วนจะหันไปมองซ้ายมองขวา ก่อนจะกวักมือเรียกเซี่ยโป๋เหวินที่ยังคงจมอยู่ในภวังค์ความคิดให้มาดู
“หนูจะแสดงพละกำลังของหนูให้ดูเป็นขวัญตาค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงอย่างภูมิใจ
แล้วทั้ง 3 คนก็นั่งยองๆ ลงใต้ร่มไม้ข้างกำแพง
เซี่ยโป๋เหวินได้ประจักษ์แก่สายตาถึงพลังอันน่าพิศวงของซ่งอวี้หน่วนอีกครั้ง
มือคู่นั้นทั้งเรียวเล็ก ขาวเนียนละเอียด ปลายนิ้วประดับด้วยเล็บสีชมพูระเรื่อ เป็นมือคู่ที่งดงามอย่างยิ่ง ถึงจะใช้คำว่างามดั่งลำเทียนมาบรรยายก็คงไม่เกินจริงไปนัก
ทว่ามือเล็กๆ คู่นี้กลับบดขยี้วิดีโอเทปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตลับพลาสติกด้านนอกหรือเส้นเทปด้านใน ให้กลายเป็นผงละเอียดในพริบตา
ใช่แล้ว ทุกอย่างกลายเป็นผงละเอียด
พอดีกับที่ริมถนนมีถังขยะตั้งอยู่ ซ่งอวี้หน่วนจึงเทผงทั้งหมดลงไปในถังขยะอย่างง่ายดาย จากนั้นก็ทำความสะอาดกล่องกระดาษจนไม่เหลือฝุ่นผง
เธอยื่นกล่องให้เซี่ยโป๋เหวิน “คุณตาคะ เอากลับไปให้พ่อหนูไว้ใช้ใส่ของนะคะ”
[จบบท]