บทที่ 349: สลบกันเป็นแถบ
เซี่ยโป๋เหวินกับเซี่ยซินตงสบตากัน ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก ทั้งสองคนต่างเห็นแววตาตกตะลึงของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
เซี่ยโป๋เหวินพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะเอ่ยถามหลานสาว “เสี่ยวหน่วน พลังมหาศาลที่หนูมีอยู่มันจะหายไปเฉยๆ ได้ไหม”
“ไม่มีทางค่ะ นอกจากว่าหนูจะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว” ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับอย่างมั่นใจ
เซี่ยโป๋เหวินเอ็ดขึ้น “พูดอะไรอย่างนั้น เด็กเล็กแดงหัดพูดจาไม่เป็นมงคล” เขาดุหลานสาวเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยน้ำเสียงและแววตาที่จริงจังกว่าเดิม
“ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ เราจะชะล่าใจไม่ได้เด็ดขาด โบราณเขายังว่าไว้เลยว่า ไม่กลัวเรื่องไม่คาดฝัน แต่กลัวว่ามันจะเกิดขึ้นจริง”
“หนูชอบที่จะลุยเดี่ยวไปทำอะไรตามใจตัวเองอยู่เรื่อย แต่เคยคิดเผื่อไว้บ้างหรือเปล่าว่า ถ้าวันหนึ่งหนูตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน แล้วจู่ๆ พลังที่ว่ามันเกิดหายไปขึ้นมา หนูจะรับมือกับมันยังไง”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้าเห็นด้วย “คุณตาพูดถูกค่ะ เตือนได้ตรงจุดเลย”
ว่าแล้วเธอก็หันไปหาเซี่ยซินตง ดวงตาทอประกายระยิบระยับ “น้าคะ น้าช่วยวิจัยยาตัวหนึ่งให้หนูหน่อยได้ไหมคะ เอาแบบที่ในนิยายเขาว่ากันน่ะค่ะ แค่โปรยผงยาออกไปก็สลบกันเป็นแถบ แล้วก็ทำยาเม็ดให้หนูสักสองสามเม็ดด้วยนะคะ แบบที่กินเข้าไปแล้วจะคันคะเยอไปทั้งตัว ดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น ร้องไห้คร่ำครวญอ้อนวอนขอยาถอนพิษจากหนู หรือจะทำเป็นยาน้ำใส่ปืนฉีดน้ำของหนูก็ได้นะคะ พอฉีดออกไปปุ๊บก็ล้มกันระเนระนาดเลย...”
ซ่งอวี้หน่วนยิ่งพูดยิ่งรู้สึกสนุกกับความคิดของตัวเอง
เซี่ยโป๋เหวินที่ได้ฟังถึงกับพูดอะไรไม่ออก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดของหลานสาวก็เป็นวิธีป้องกันตัวที่ดีไม่น้อย
เซี่ยซินตงใช้เวลาคิดเพียงครู่เดียวก็พยักหน้ารับคำ “ได้สิ กลับไปถึงบ้านแล้วน้าจะเริ่มวิจัยให้เลย”
ที่ผ่านมาเซี่ยซินตงไม่เคยคิดที่จะวิจัยยาประเภทนี้มาก่อน ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ แต่เป็นเพราะไม่เคยนึกถึงมันเลยต่างหาก
แต่พอได้ฟังความคิดของซ่งอวี้หน่วน เขาก็เห็นด้วยว่ามันน่าจะเป็นไปได้ จึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
เซี่ยโป๋เหวินทำได้เพียงถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา เขาภาวนาขอให้วันนั้นมาไม่ถึง
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็กระซิบกำชับเสียงเบา “เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้เด็ดขาด ให้รู้กันแค่เรา 3 คนก็พอ”
***
ครั้งนี้การแลกเงินสดจำนวน 1 ล้านหยวนก็ผ่านไปได้ด้วยดีเช่นเคย แต่แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ถอนเงินทั้งหมดออกมาทันที แต่เลือกที่จะโอนเงินเข้าบัญชีของบริษัทการค้านำเข้าและส่งออกเป่ยตูโดยตรง ซึ่งครั้งนี้ได้โอนเงินเข้าไปเต็มจำนวน 1 ล้านหยวน
เซี่ยซินตงบอกให้ซ่งอวี้หน่วนเป็นคนจัดการเงินก้อนนี้ได้ตามใจชอบ
ซ่งอวี้หน่วนจึงบอกกับน้าของเธอว่า เธอจะเริ่มวางแผนทุกอย่างหลังจากที่เดินทางไปถึงปักกิ่งแล้ว
เป็นที่น่าเสียดายที่เซี่ยซินตงไม่สามารถเดินทางไปปักกิ่งพร้อมกับเธอได้ เพราะเขาจำเป็นต้องเดินทางกลับไปพร้อมกับผู้เฒ่ากง
เนื่องจากการเจรจาความร่วมมือกับ 2 ประเทศที่กำลังเผชิญกับการระบาดอย่างหนักของโรคระบาดหมายเลข 06 นั้นประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งโดยหลักการแล้ว การรักษาคนในประเทศของเราจะไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ แต่สำหรับชาวต่างชาติจะมีการคิดค่าบริการตามปกติ
ปัจจุบันโรงงานผลิตยาแห่งใหม่ได้ก่อตั้งขึ้นที่อำเภอหนานซาน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับใครหลายคน พวกเขามองว่านี่เป็นการตัดสินใจที่โง่เขลา เหมือนทิ้งแตงโมผลใหญ่เพื่อเก็บเมล็ดงา เพียงเพราะเซี่ยซินตงกับซ่งอวี้หน่วนอยู่ที่อำเภอหนานซานจึงตั้งโรงงานไว้ที่นี่ ช่างเป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผลและเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง
พวกเขามองว่าเซี่ยซินตงกำลังลำพองใจที่ตัวเองเป็นคนโปรด ถือดีว่ามีความสามารถที่คนอื่นไม่มีเท่านั้น คำครหาทำนองนี้มีให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง
แต่ผู้เฒ่ากงไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ในเมื่ออาการป่วยของลูกชายคนเล็กของเขาได้รับการควบคุมและกำลังดีวันดีคืน ยาชนิดนี้ไม่ว่าจะถูกผลิตขึ้นที่ใด มันก็คือยาช่วยชีวิตที่จะสร้างประโยชน์มหาศาลให้แก่ผู้คนอยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังมีความลับบางอย่างที่รู้กันในวงจำกัด ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เบื้องบนอนุมัติเรื่องนี้อย่างง่ายดาย นั่นก็คือ วัตถุดิบหลักในการผลิตยาสูตรนี้สามารถหาได้ในอำเภอหนานซาน ไม่ว่าจะเป็นตามท้องทุ่ง บนภูเขา หรือแม้แต่ในป่ารกร้าง ก็ล้วนมีร่องรอยของสมุนไพรชนิดนี้อยู่เต็มไปหมด
ทุกอย่างเป็นเรื่องบังเอิญอย่างน่าเหลือเชื่อ เพราะในตอนที่เซี่ยซินตงจำลองสูตรยานี้ขึ้นมา ในหัวของเขาคิดถึงแต่พืชพรรณต่างๆ ในหมู่บ้านเซี่ยเจีย ซึ่งเป็นหมู่บ้านในมณฑลข้างเคียงที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก
แน่นอนว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ผู้เฒ่ากงรู้ดี แต่เขาไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องป่าวประกาศให้คนนอกได้รับรู้
ทุกครั้งที่ได้ยินคำพูดทำนองนี้ ผู้เฒ่ากงจะตวาดอีกฝ่ายเสียงดังให้หุบปากฉับ พร้อมกับพูดสวนกลับไปว่า “ถ้าเก่งพอที่จะคิดค้นยานี้ขึ้นมาได้ ต่อให้ตั้งโรงงานไว้กลางห้องนั่งเล่นบ้านคุณก็ยังไม่มีใครว่า”
แน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“นี่คุณกำลังแช่งผมอยู่หรือไง ทำไมต้องเอาโรงงานยามาตั้งไว้ในห้องนั่งเล่นบ้านผมด้วย”
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การเดินทางมาครั้งนี้ของผู้เฒ่ากงและเซี่ยซินตงก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามเกินความคาดหมาย
พวกเขาจึงต้องรีบเดินทางกลับเพื่อเริ่มดำเนินการทุกอย่างทันทีที่ได้รับเงินมัดจำก้อนแรก
แม้ว่าโรงงานเสื้อผ้าจือหลานจะเป็นเพียงโรงงานเล็กๆ ระดับหมู่บ้าน แต่กลับโดดเด่นอย่างมากในงานแสดงสินค้าครั้งนี้ พวกเขาได้รับคำสั่งซื้อถึง 5 ฉบับ คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 280,000 หยวน
ในส่วนของงานจักสาน ก็มีลูกค้ารายหนึ่งสั่งซื้อกล่องเก็บของเป็นมูลค่า 10,000 หยวน และยังมีสินค้าอื่นๆ เช่น หมวกสาน รวมมูลค่าอีก 8,000 หยวน ซึ่งมีทั้งของตกแต่งและของใช้ในชีวิตประจำวัน
ซ่งอวี้หน่วนยังได้แนะนำผลิตภัณฑ์พื้นเมืองของอำเภอหนานซานให้กับลุงหลิ่ว ซึ่งลุงหลิ่วไม่ได้ตัดสินใจสั่งซื้อเพราะเห็นแก่หน้าของจงเส้าชิง แต่เป็นเพราะสินค้าเหล่านั้นมีคุณภาพดีจริงๆ เขาจึงมอบคำสั่งซื้อมูลค่า 10,000 หยวนให้
ทางด้านโรงงานไม้ ผู้อำนวยการต้วนได้นำทีมงานมาด้วยตนเอง พร้อมกับสินค้าตัวอย่าง เช่น โต๊ะอาหารพับได้ ราวแขวนเสื้อ และโต๊ะหนังสือ ซึ่งด้วยการประสานงานของซ่งอวี้หน่วน ก็ทำให้พวกเขาคว้าคำสั่งซื้อมูลค่า 60,000 หยวนมาได้สำเร็จ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีความสามารถ แต่เพราะขาดประสบการณ์และไม่กล้าที่จะเรียกลูกค้าอย่างซ่งอวี้หน่วน
ในช่วง 2 วันสุดท้ายก่อนสิ้นสุดงานแสดงสินค้า หัวหน้าหลิวได้มาขอยืมตัวซ่งอวี้หน่วนไปช่วยงาน ด้วยความสามารถของเธอจึงช่วยเจรจาคว้าออเดอร์เงินตราต่างประเทศมาได้เกือบ 800,000 หยวน สร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนจำนวนไม่น้อย ถึงขั้นมีคนแนะนำให้เธอไปสอบเข้าเรียนต่อคณะการเงินเลยทีเดียว
กล่าวได้ว่า ทั้งเป่ยฉวนและหนานซานต่างก็กลับบ้านพร้อมกับความสำเร็จอย่างท่วมท้น สำหรับผลิตภัณฑ์พื้นเมืองและงานจักสานนั้นไม่น่าเป็นห่วงนัก เพราะมีสินค้าคงคลังอยู่เป็นจำนวนมาก
ส่วนผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างกล่องเก็บของ ซ่งอวี้หน่วนก็ได้วาดแบบร่างไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยว ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็ว่างงาน การผลิตกล่องเก็บของจำนวน 50,000 ใบให้เสร็จภายใน 1 เดือนจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ส่วนแตงกวาดองก็ผลิตตามกำลังที่มี
มีเพียงซ่งเหลียงที่วันๆ เอาแต่ครุ่นคิดถึงคำสั่งซื้อเสื้อผ้ามูลค่า 280,000 หยวน ว่าจะต้องผลิตกี่ตัว ใช้คนงานกี่คน และต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ ไหนจะเรื่องกำหนดเวลาส่งมอบที่บีบคั้นเข้ามาอีก
แม้ว่าซ่งอวี้หน่วนจะวางแผนและจัดการทุกอย่างให้เขาอย่างเป็นระบบแล้วก็ตาม แต่ซ่งเหลียงก็ยังคงกังวลจนร้อนในขึ้นปาก มันเหมือนกับการหุงข้าวที่ต้องมีอัตราส่วนของข้าวและน้ำที่พอดี หากเติมน้ำมากเกินไป ข้าวก็จะกลายเป็นโจ๊กไปทั้งหม้อ
ซ่งอวี้หน่วนจึงต้องอธิบายให้พ่อของเธอฟังอย่างใจเย็นอีกครั้ง “พ่อคะ ไม่ต้องห่วงนะคะ เรื่องผ้าหนูจัดการเรียบร้อยแล้ว หนูคุยกับผู้เฒ่าหูไว้แล้วว่าโรงงานทอผ้าของเทศมณฑลจะจัดส่งวัตถุดิบให้เราเป็นลำดับแรก แล้วผู้เฒ่าเซี่ยก็มีผ้าอยู่ล็อตหนึ่ง พอกลับไปถึงท่านก็จะรีบส่งมาให้เราทันทีค่ะ”
“ส่วนเรื่องออเดอร์ ตอนเซ็นสัญญาหนูขอขยายเวลาส่งมอบบางรายการออกไปแล้ว ออเดอร์ที่เร่งด่วนที่สุดมีมูลค่า 50,000 หยวน ซึ่งสินค้าในสต็อกของเราก็ครอบคลุมไปแล้ว 8 ส่วน เหลืออีกแค่ 2 ส่วนเท่านั้น ทำเดือนเดียวก็เสร็จสบายๆ ค่ะ”
“ส่วนอีก 4 ออเดอร์ที่เหลือ มี 2 ออเดอร์เป็นชุดฤดูร้อน กำหนดส่งเดือนเมษายนปีหน้ายังได้เลยค่ะ”
“ส่วนอีก 2 ออเดอร์เป็นชุดฤดูใบไม้ผลิจากลูกค้าชาวฮ่องกง ส่วนใหญ่เป็นชุดสูทกับกระโปรงซึ่งอาจจะทำยากหน่อย แต่เขาสั่งแค่ 1,000 ชุดเท่านั้นเอง”
“เรื่องคนงานฉู่จื่อโจวก็กำลังช่วยจัดหาให้อยู่ ผู้เฒ่าหลินก็ช่วยติดต่อเรื่องจักรเย็บผ้าให้แล้วด้วย ที่พักปัญญาชนมีพื้นที่กว้างขวางแถมยังมีโกดังว่างอยู่ ตอนนี้กำลังเร่งดัดแปลงเป็นโรงงานชั่วคราวอยู่ค่ะ”
“นายอำเภอโค่วยังบอกอีกว่าพวกเรากำลังทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ ท่านเลยจะส่งช่างฝีมืออาวุโสจากโรงงานผลิตเครื่องนอนและเครื่องแต่งกายของอำเภอมาช่วยสอนงานให้ทันทีที่โรงงานใหม่ของเราพร้อม...”
โรงงานผลิตเครื่องนอนและเครื่องแต่งกายของอำเภอไม่ได้ผลิตแค่เครื่องนอน แต่ยังผลิตเสื้อผ้าด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุดทำงานและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยต่างๆ แต่ช่างฝีมือทุกคนล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์และฝีมือฉกาจ
คำอธิบายของซ่งอวี้หน่วนกลับยิ่งทำให้ซ่งเหลียงกลุ้มใจหนักกว่าเดิม เขาไม่รู้เลยว่าตอนนี้ที่บ้านจะวุ่นวายขนาดไหน แต่ก็ไม่อยากให้ลูกสาวต้องมากังวลไปด้วย
“เสี่ยวหน่วน พ่อรู้ว่าลูกเคยอธิบายเรื่องพวกนี้ให้พ่อฟังไปแล้วเมื่อสองวันก่อน แต่ลูกก็เข้าใจใช่มั้ยว่านี่เป็นครั้งแรกของพ่อ ในใจมันก็เลยอดหวั่นๆ ไม่ได้”
“พ่อกลัวว่าถึงเวลาจริงๆ แล้วสิ่งที่ลูกวางแผนไว้มันจะไม่เป็นไปตามนั้น แล้วพวกเราจะไม่เคว้งคว้างกันหมดเหรอ แล้วป่านนี้ที่บ้านจะยุ่งเหยิงไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้...”
ซ่งอวี้หน่วนเกาหัวเบาๆ พลางคิดว่าความกังวลของพ่อก็มีเหตุผลดีเหมือนกัน...นี่สินะที่เขาเรียกว่า ‘เตรียมพร้อมรับมือกับอันตรายในยามสงบ’ การคิดแบบนี้ถึงจะทำให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยาวไกล…
[จบบท]