บทที่ 351: นอกลู่นอกทาง
พวกเขาจะถูกส่งมาที่นี่ในตอนเช้า และรถจะมารับกลับเข้าอำเภออีกครั้งในตอนเย็น ส่วนมื้อกลางวันก็ฝากท้องไว้ที่โรงอาหารของกองพลน้อยซึ่งฉู่จื่อโจวได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง
ซ่งอวี้หน่วนพอนึกภาพความคึกคักของหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอและอำเภอหนานซานในตอนนี้ออก เพราะวิทยาลัยเจ้าหน้าที่และพนักงานหนานซานได้เปิดภาคการศึกษาแล้วนั่นเอง
อาจารย์ใหญ่ชุยยังคงดำรงตำแหน่งเดิม เพิ่มเติมคือมีเลขาธิการพรรคและรองอาจารย์ใหญ่เข้ามาช่วยบริหารงานอีกหนึ่งคน ตามที่เคยพูดคุยกันไว้ ผู้เฒ่าหูได้ส่งคณาจารย์ส่วนหนึ่งมาช่วยสอนที่นี่ด้วย
เหล่าคณาจารย์ที่เดินทางมาถึงต่างพึงพอใจกับสภาพแวดล้อมที่นี่เป็นอย่างมาก พวกเขาคาดไม่ถึงว่าอำเภอหนานซานจะสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบเรียบร้อย และงดงามถึงเพียงนี้
ช่วงปลายเดือนสิงหาคม ยังไม่ทันได้พูดถึงบรรยากาศในรั้วโรงเรียน แค่บริเวณโดยรอบก็บานสะพรั่งไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์แล้ว แม้บรรดาสุภาพบุรุษจะไม่พิสมัยไม้ดอกไม้ประดับเท่าไรนัก แต่การได้นั่งอ่านหนังสือท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้ก็ทำให้จิตใจเบิกบานไม่น้อย
การเรียนการสอนรุ่นแรกเปิดทั้งหมดสิบห้องเรียน แต่ละห้องมีนักเรียนสี่สิบคน มีหลักสูตรให้เลือกหลากหลาย ทั้งการเงินการบัญชี การจัดการ การออกแบบ ตลอดจนวนศาสตร์และเกษตรกรรม
เซี่ยกุ้ยหลานเลือกเรียนบัญชี ส่วนเหลียนเซียงเลือกเรียนออกแบบเสื้อผ้า ทางด้านซ่งเหนียนและซุนจินหรงภรรยาของเขาซึ่งทำงานอยู่ที่โรงงานไม้ก็ได้โควตาจากหน่วยงานให้มาเข้าอบรมด้วย ซุนจินหรงไม่ถนัดเรื่องตัวเลข เธอจึงเลือกเรียนหลักสูตรการจัดการที่เนื้อหาค่อนข้างหลากหลาย แต่เธอก็ชอบมันมาก
พวกเขาเลือกเรียนแบบครึ่งเวลา คือทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย แต่ก็ต้องเข้าสอบเหมือนนักศึกษาภาคปกติ เมื่อเรียนจบและสอบผ่านก็จะได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงที่ทางการรับรอง
สะใภ้ทั้งสามมารวมตัวกันทีไรก็ยังรู้สึกเหมือนฝันไปทุกที ไม่น่าเชื่อว่าอายุขนาดนี้แล้วจะได้กลับมานั่งเรียนในโรงเรียนอีกครั้ง
ส่วนซ่งเหนียนนั้นเลือกเรียนหลักสูตรวนศาสตร์ที่เปิดสอนสำหรับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้โดยเฉพาะ เนื้อหาค่อนข้างกว้างและเป็นหลักสูตรสามปีที่ต้องเข้าสอบเหมือนกัน ถึงจะเรียนแบบครึ่งเวลาที่สามารถไปทำงานได้ แต่ก็ต้องหาเวลามาเข้าเรียนด้วย ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วลำบากกว่าการเรียนเต็มเวลาเสียอีก แต่สำหรับพวกเขาแล้ว ความเหนื่อยยากเพียงเท่านี้มันเล็กน้อยมาก
เด็กๆ ต่างก็พากันตื่นเต้น หู่จื่อเอาเรื่องที่พ่อแม่ของตัวเองได้ไปเรียนที่โรงเรียนเจ้าหน้าที่ไปคุยโวกับเพื่อนๆ ส่วนเสี่ยวกังกับเสี่ยวหรูก็ไม่น้อยหน้า อวดว่าพ่อของพวกเขาได้ไปเป็นอาจารย์สอนที่นั่นด้วย ทั้งที่ความจริงแล้วซ่งเหอเป็นเพียงอาจารย์ที่ถูกยืมตัวไปช่วยสอนเท่านั้น
แต่ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าเบื้องลึกเบื้องหลังเป็นอย่างไร
***
เมื่อซ่งเหลียงกลับมาถึงหมู่บ้านและได้เดินสำรวจไปรอบๆ เขาก็รู้สึกราวกับว่าได้กลับมาทำความรู้จักกับหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอแห่งนี้ใหม่อีกครั้ง
ย่าซ่งที่กำลังอารมณ์ดีอยู่ พอเห็นว่าซ่งเหลียงกลับมาเพียงลำพังก็ร้อนใจขึ้นมาทันที “แล้วเสี่ยวหน่วนล่ะ ทำไมไม่กลับมาด้วยกัน?”
ซ่งเหลียงรีบเข้าไปกระซิบกระซาบบอกย่าซ่งว่าบริษัทนำเข้าส่งออกของซ่งอวี้หน่วนเพิ่งสั่งสินค้าล็อตใหญ่เข้ามา คาดว่าอีกไม่นานสินค้าก็จะถูกส่งไปถึงปักกิ่ง เธอจึงจำเป็นต้องอยู่ดูแลความเรียบร้อยก่อน
“ที่แม่ถามน่ะหมายถึงเสื้อผ้าของหลานต่างหาก! นี่มันจะเข้าหน้าหนาวแล้วนะ เดี๋ยวหิมะก็ตกแล้ว เสี่ยวหน่วนจะเอาเสื้อผ้าที่ไหนใส่กัน!” ย่าซ่งสวนกลับด้วยความไม่พอใจ
“ผมถามแล้วครับ” ซ่งเหลียงรีบอธิบาย “จี้ซินอี๋บอกว่าไม่ต้องห่วง ที่ปักกิ่งเธอเตรียมเสื้อผ้าหน้าหนาวไว้ให้หมดแล้ว ไม่ต้องขนจากทางใต้ไปให้ลำบาก เพราะเสื้อผ้าที่นี่ไม่ค่อยกันหนาว เสื้อนวมก็บาง แถมรองเท้าหนังบุฝ้ายยังลื่นมาก ไม่เหมาะกับอากาศทางเหนือเลยสักนิด”
พอได้ยินแบบนั้น ย่าซ่งก็เบาใจลง ถึงแม้จี้ซินอี๋จะไม่ใช่ญาติโดยสายเลือด แต่ความสัมพันธ์ที่ดีงามก็ทำให้พวกเขารักใคร่กลมเกลียวกันไม่ต่างจากครอบครัวเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องของซ่งอวี้หน่วนด้วยแล้ว
หลังจากซ่งเหลียงออกไปแล้ว ย่าซ่งก็นึกขึ้นได้ว่าเผลอลืมถามข่าวคราวของหมิงเซิ่งหลานชายคนเล็กไปเสียสนิท
ซ่งเหลียงตรงไปที่โรงงานซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่พักของปัญญาชน ทุกคนต่างกำลังขะมักเขม้นทำงานกันอย่างเป็นระบบระเบียบตามรูปแบบสายการผลิตที่ซ่งอวี้หน่วนได้วางไว้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
***
เมื่อซ่งอวี้หน่วนเดินทางถึงปักกิ่ง เธอรีบโทรศัพท์หาอาจารย์ใหญ่ชุยแห่งโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งเป็นคนแรก ซึ่งในขณะนั้นท่านเพิ่งกลับมาจากการประชุมที่อำเภอพอดี
นายอำเภอโค่วกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาเคยมีเรื่องบาดหมางกับเซี่ยโป๋เหวินมาก่อน ทำให้ที่ผ่านมาต้องทนใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและถูกกดขี่ข่มเหงมาโดยตลอด
แม้จะอายุน้อยกว่าเซี่ยโป๋เหวิน แต่ด้วยตำแหน่งระดับนี้ อีกเพียงสี่ปีเขาก็ต้องเกษียณแล้ว อำเภอหนานซานที่ผ่านมาก็ไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่การเดินทางไปงานแสดงสินค้าครั้งนี้ เขากลับได้พบกับเซี่ยโป๋เหวินอีกครั้ง
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองที่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนนั้นน่ากระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ความรู้สึกอึดอัดนั้นก็มลายหายไปเช่นกัน
เสี่ยวหน่วนเป็นคนของอำเภอหนานซาน เธอหาออเดอร์จำนวนมหาศาลมาให้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องบาดหมางในอดีตก็ไม่สำคัญอีกต่อไป เขาแค่พยักหน้าให้เซี่ยโป๋เหวินตามมารยาท โดยไม่จำเป็นต้องฝืนยิ้มให้ด้วยซ้ำ
ลึกๆ แล้วนายอำเภอโค่วยังคงรู้สึกทึ่งอยู่ไม่น้อย เซี่ยโป๋เหวินในวันนี้กับในอดีตช่างดูแตกต่างกันราวกับเป็นคนละคน เขาอดคิดไม่ได้ว่าช่วงที่ผ่านมาเซี่ยโป๋เหวินคงต้องผ่านเรื่องราวที่พลิกผันมามากมาย และดูเหมือนว่าเรื่องที่พวกเขาไปทำที่หนานเฉิงก็น่าจะเกี่ยวข้องกับเซี่ยซินตงและเสี่ยวหน่วนด้วย
แต่ตราบใดที่มันไม่ส่งผลกระทบต่องานแสดงสินค้า เขาก็ไม่คิดจะใส่ใจหรือซักไซ้ให้มากความ
เด็กสาวที่ชื่อเสี่ยวหน่วนคนนี้ แม้อายุยังน้อย แต่วันข้างหน้าจะก้าวไปได้ไกลเพียงใดก็สุดที่จะคาดเดา ไม่ว่าเบื้องหลังของเธอจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้อำเภอหนานซานได้รับผลประโยชน์จากเธอและกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ต่อให้วันหน้าเขาจะต้องเกษียณไป ความอัดอั้นตันใจที่มีมาตลอดก็คงจะสลายไปได้เสียที
ด้วยความคิดนี้ ทันทีที่กลับมาถึงอำเภอ เขาจึงเรียกประชุมด่วนในวันนั้นเลย
ยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศมูลค่ากว่าห้าแสนหยวน การได้ยินข่าวกับการนั่งฟังรายงานสรุปในที่ประชุมนั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
อาจารย์ใหญ่ชุยเองก็พลอยยินดีไปด้วย การได้เห็นอำเภอหนานซานกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นทำให้เขาทั้งดีใจและตื่นเต้น แต่ในขณะเดียวกันก็อดร้อนใจไม่ได้ เพราะอีกไม่ถึงสัปดาห์ก็จะถึงวันแข่งขันคณิตศาสตร์แล้ว ซึ่งจะต้องเริ่มแข่งตั้งแต่ระดับอำเภอ เมือง มณฑล ไปจนถึงระดับประเทศ
ซ่งอวี้หน่วนเป็นเด็กที่เรียนเก่ง ถอดแบบมาจากน้าของเธอไม่มีผิด เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะเช่นกัน แต่เสียอยู่อย่างเดียวคือเธอไม่ค่อยจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ถึงแม้ช่วงที่ผ่านมาเธอจะทบทวนบทเรียนด้วยตัวเอง แต่มันก็เทียบไม่ได้กับการเรียนในห้องเรียนอยู่ดี ตอนแรกเขาคิดว่าเธอจะกลับมาพร้อมกับซ่งเหลียง แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเธอจะเลยไปถึงปักกิ่งเสียได้ ทำเอาเขาแอบเคืองอยู่ไม่น้อย
สุดท้ายจึงต้องเรียกซ่งหมิงโปมาพบเพื่อสอบถามอย่างจริงจังว่าน้องสาวของเขาจะกลับมาเมื่อไหร่กันแน่ และยังคิดจะลงแข่งขันอยู่หรือไม่
ซ่งหมิงโปได้แต่เกาหัวอย่างจนปัญญา เขาเองก็ยังไม่ได้รับการติดต่อใดๆ จากน้องสาวเลยแม้แต่น้อย พ่อของเขากลับมาถึงแล้วก็จริง แต่เขาก็ยังไม่มีโอกาสได้เจอหน้าด้วยซ้ำ แล้วเขาจะไปรู้เรื่องได้อย่างไร
แต่แล้วในขณะที่กำลังกลัดกลุ้มอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ปลายสายคือซ่งอวี้หน่วน
ทันทีที่ได้ยินเสียงของเธอ อาจารย์ใหญ่ชุยพลันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับโบกมือไล่ให้ซ่งหมิงโปกลับไปเข้าเรียนได้
ซ่งหมิงโปโล่งอกราวกับได้รับอภัยโทษ เขารีบลุกขึ้นแล้วเผ่นออกจากห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่ในทันที
บรรยากาศในโรงเรียนยามบ่ายเงียบสงบ มีเพียงเสียงจอแจจากชั้นเรียนที่กำลังเรียนวิชาพละอยู่กลางสนาม ซ่งหมิงโปเดินผ่านสนามนั้นซึ่งเป็นของนักเรียนห้องหนึ่ง เขาเหลือบมองไปยังกลุ่มนักเรียน ในใจพลันรู้สึกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูกเมื่อนึกถึงจี้ฮ่าวเพื่อนสนิทของเขา ซึ่งตอนนี้คงกำลังต่อสู้อย่างยากลำบากอยู่ที่ปักกิ่ง
จากคนที่เคยเป็นที่หนึ่งที่สองของหนานซาน กลับต้องกลายเป็นนักเรียนระดับกลางค่อนไปทางท้ายๆ เมื่อไปอยู่ที่นั่น ความแตกต่างนี้มันช่างโหดร้ายเหลือเกิน
ซ่งหมิงโปถอนหายใจก่อนจะหมุนตัวกลับ แต่แล้วสายตาก็พลันปะทะเข้ากับนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่ชื่อเจียวเจียว เธอกำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยดวงตาแดงก่ำและสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
ซ่งหมิงโปขมวดคิ้วด้วยความงุนงง ก่อนจะจ้องกลับไปด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเช่นเดียวกัน
เจียวเจียวคนนี้ช่างแตกต่างจากฉู่เสี่ยวเฉ่าลิบลับ เรื่องทะเบียนบ้านของฉู่เสี่ยวเฉ่าจัดการเรียบร้อยแล้ว ส่วนชื่อ "เสี่ยวเฉ่า" นั้นก็เป็นเพียงชื่อที่ตั้งขึ้นมาลวกๆ เท่านั้น ซึ่งต่างจากกรณีของโจวเสี่ยวฮวาที่คุณย่าของเธอเพิ่งเปลี่ยนให้หลังปีใหม่ที่ผ่านมา เพราะปีที่แล้วท่านติดภาพยนตร์เรื่อง "เสี่ยวฮวา" มาก ทั้งยังชอบร้องเพลงประกอบภาพยนตร์อยู่บ่อยๆ จึงตั้งชื่อให้หลานสาวใหม่ตามชื่อหนัง
ตอนนี้ฉู่เสี่ยวเฉ่ามีชื่อใหม่ที่ไพเราะน่าฟังว่า "ฉู่เฟย" ซึ่งเป็นชื่อที่ป้าอู๋เป็นคนตั้งให้ ตอนแรกป้าอู๋ตั้งใจจะใช้คำว่า ‘เฟย’ ที่แปลว่าโบยบิน แต่พอคิดว่าเป็นเด็กผู้หญิง จึงเปลี่ยนมาใช้คำว่า ‘เฟย’ ที่มีอักษรนำหมายถึงต้นไม้ใบหญ้าแทน ซึ่งความหมายดีๆ ที่แฝงอยู่นั้นก็ชัดเจนในตัวมันเองแล้ว
[จบบท]