บทที่ 356: โอกาสที่สวรรค์มอบให้?
ซ่งอวี้หน่วนมองตามแผ่นหลังของจางเอ้อร์กูที่เผ่นหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต พอหันกลับมาอีกทีก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของซ่างกวนหว่านที่หลังต้นไม้ใหญ่แล้ว หญิงสาวทำเพียงเบ้ปากอย่างนึกเบื่อหน่าย เธอไม่ได้พูดอะไรผิดสักหน่อย จิตใจเปราะบางกันเสียจริง
จางเอ้อร์กูซึ่งถูกซ่งอวี้หน่วนประเมินว่ามีสภาพจิตใจที่อ่อนแอนั้น เวลานี้ในหัวของเธอกลับวนเวียนอยู่แต่ถ้อยคำของเด็กสาวคนนั้นไม่หยุด ด้วยวัยวุฒิและพลังความสามารถที่มีอยู่ เป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะมาชี้นำความคิดของเธอได้ง่ายๆ แต่ซ่งอวี้หน่วนกลับเป็นกรณียกเว้น
สิ่งที่เด็กคนนั้นพูดเป็นแค่เรื่องเหลวไหลจริงๆ หรือว่าทุกอย่างคือความจริงกันแน่? ไหนจะเรื่องทางแยกของชีวิต เรื่องสองชะตา เรื่องวิญญาณที่ตายตาไม่หลับจะกลับมาทวงแค้น แถมยังบอกอีกว่าโลกใบนี้เป็นแค่เรื่องราวในหนังสือ
ไม่ใช่ มันต้องไม่ใช่ความจริง!
ให้ตายสิ มันจะตลกเกินไปแล้ว ตรงไหนบ้างที่บอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแค่เรื่องราวในหนังสือ?
จางเอ้อร์กูตัดสินใจหยิกแขนของซ่างกวนหว่านที่เดินอยู่ข้างๆ จนอีกฝ่ายกรีดร้องลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "นี่คุณบ้าไปแล้วรึไง มาหยิกฉันทำไม!"
"ฉันแค่อยากพิสูจน์ว่าโลกนี้มันจริงรึเปล่า" จางเอ้อร์กูตอบเสียงเรียบ
ซ่างกวนหว่านได้แต่กลอกตามองบนอย่างระอา
ทว่าหัวใจของจางเอ้อร์กูกลับดิ่งวูบลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ซ่งอวี้หน่วนพูดถูกเผง ถ้าเธอไม่ไปหาเด็กคนนั้น ป่านนี้เธอคงไม่ต้องมานั่งฟุ้งซ่านกับความคิดบ้าๆ พวกนี้
จางเอ้อร์กูนึกถึงคำว่า ‘วาจาหลอกลวง’ ขึ้นมาในหัว เธอสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อไล่ความคิดไร้สาระออกไป แต่ในใจกลับตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าถึงเวลาที่ต้องเรียก ‘พวกเขา’ ออกมาเสียที
ซ่งอวี้หน่วนมีพลังลึกลับบางอย่าง แต่เธอก็ไม่เชื่อว่าหากรวบรวมพลังของสำนักเสวียนเหมินทั้งหมดแล้วจะยังจัดการเด็กสาวคนเดียวไม่ได้ หากปล่อยให้เธอทำตามใจชอบต่อไป ไม่รู้ว่าชะตาชีวิตของผู้คนอีกมากมายแค่ไหนจะต้องถูกบิดเบือน คนที่ควรตายก็ไม่ตาย ส่วนคนที่ไม่ควรตายกลับต้องมาจบชีวิตลง โลกทั้งใบจะต้องปั่นป่วนวุ่นวายแน่นอน
ที่สำคัญกว่านั้น หากสามารถช่วงชิงพลังประหลาดกับแสงแห่งบุญบารมีของเธอมาได้ สำนักเสวียนเหมินที่กำลังซบเซาและตัวเธอเองก็อาจจะก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้อีกขั้น
เมื่อคิดได้ดังนั้น รอยยิ้มยินดีก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจางเอ้อร์กู
หรือว่านี่จะเป็นโอกาสที่สวรรค์ประทานมาให้เธอกันนะ? แต่ถึงจะคิดเช่นนั้น คำพูดของซ่งอวี้หน่วนก็ยังคงก้องอยู่ในหัว...หนังสือเล่มเดียวจะกลายเป็นโลกทั้งใบได้อย่างไร หรือว่านี่จะเป็นสิ่งที่เทพเซียนบนสวรรค์ขีดเขียนขึ้นมา?
***
วันรุ่งขึ้น กู้หวยอันก็แวะมาหา เขาใช้เวลาทั้งวันพาซ่งอวี้หน่วน หมิงเซิ่ง และจี้อิ๋งอิ๋งไปเที่ยวเล่น โดยให้ความสำคัญกับหมิงเซิ่งเป็นพิเศษ เพราะไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่
พวกเขาไปเที่ยวกันทั้งสวนสัตว์ สวนสาธารณะ และโบราณสถานสำคัญต่างๆ แน่นอนว่าต้องไม่พลาดที่จะตระเวนชิมของอร่อยด้วย
พอกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาใกล้ค่ำพอดี
กู้หวยอันเอ่ยถามซ่งอวี้หน่วน "เหนื่อยรึเปล่า ถ้ายังไหว ผมจะพาไปพบคนคนหนึ่งเรื่องต้นฉบับ"
คนที่เขาพูดถึงคือจินจวี๋ ซึ่งครอบครัวของเธอและตระกูลกู้สนิทสนมกันมาหลายรุ่น ที่สำคัญคือเธอมีตำแหน่งเป็นถึงรองหัวหน้าบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ที่ซ่งอวี้หน่วนตั้งใจจะส่งผลงานไปพอดี
ซ่งอวี้หน่วนคาดว่าคงจะได้พบกับชายสูงวัยท่าทางเคร่งขรึม แต่กลับผิดคาดเมื่อคนที่ปรากฏตัวคือหญิงสาวที่ดูอ่อนวัยมาก อายุอานามน่าจะราวๆ ยี่สิบต้นๆ ใกล้เคียงกับฉู่จื่อโจว
เธอรวบผมหางม้าสูงอย่างกระฉับกระเฉงรับกับใบหน้ากลมเล็กและดวงตากลมโตเป็นประกาย ทำให้เธอดูสดใสและน่ารักน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง ริมฝีปากอิ่มของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอยู่เสมอ
พอเห็นกู้หวยอัน เธอก็ดูประหลาดใจไปชั่วครู่ ก่อนจะทักทายอย่างดีใจ "อ้าว กู้หวยอันนี่เอง ไม่ได้เจอกันตั้งนานเลยนะ"
กู้หวยอันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาอบอุ่นกว่าปกติ "พี่จวี๋ ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนหน่อยครับ" จากนั้นเขาก็ไม่รอช้า รีบแนะนำให้ทั้งสองคนรู้จักกัน
จินจวี๋ยิ้มกว้างจนดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์ "หนูนี่เองสินะซ่งอวี้หน่วน พี่ได้ยินป้าฟ่านพูดถึงหนูอยู่บ่อยๆ มีแต่คำชมทั้งนั้นเลยนะ พี่น่ะสงสัยมาตลอดเลยว่าเด็กสาวแบบไหนกันนะถึงได้เก่งกาจขนาดนี้ พอได้มาเจอตัวจริงวันนี้ถึงได้รู้...อ๋อ เด็กสาวที่เก่งกาจก็เป็นแบบหนูนี่เอง"
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มตอบกลับไป แววตาของเธอทอประกายอ่อนโยนขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
ในวินาทีที่จินจวี๋เดินเข้ามา ภาพเหตุการณ์ในอดีตชาติก็ฉายชัดขึ้นมาในมโนสำนึกของซ่งอวี้หน่วนราวกับถูกกระตุ้นด้วยบางสิ่งบางอย่าง
ในชีวิตนั้นของน้าเล็ก หลังจากที่เขาหนีรอดกลับมาได้ ก็มีโอกาสได้รู้จักกับจินจวี๋โดยบังเอิญ เธอคือคุณหนูแห่งตระกูลจินแห่งปักกิ่ง ตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพล ในตอนนั้นเธอก็เป็นรองหัวหน้าบรรณาธิการของสำนักพิมพ์เช่นเดียวกับตอนนี้ แต่ก่อนหน้านั้น เธอเคยเป็นนักข่าวผู้มีใจรักในความยุติธรรมอย่างเปี่ยมล้น
น้าเล็กได้เล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมของครอบครัวจูเฟิ่งและตระกูลซ่งทั้งหมดให้เธอฟัง ด้วยสัญชาตญาณของนักข่าว จินจวี๋สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล เธอจึงอาสาเป็นฝ่ายบอกให้น้าเล็กใจเย็นๆ และกำชับไม่ให้เขาปริปากเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังอีกเด็ดขาด ขอให้เขาพักฟื้นร่างกายให้ดี ส่วนเรื่องการสืบสวนขอให้ปล่อยเป็นหน้าที่ของเธอเอง
แม้เซี่ยซินตงจะไม่ไว้ใจหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้นัก แต่เขาก็กล่าวขอบคุณเธอจากใจจริง และแน่นอนว่าเขาไม่อาจนั่งรออยู่เฉยๆ ได้ เขาจึงเริ่มลงมือสืบหาความจริงด้วยตัวเองไปพร้อมๆ กับจินจวี๋ จนในที่สุดเมื่อนำข้อมูลของทั้งสองฝ่ายมาปะติดปะต่อกัน ความจริงทั้งหมดก็ปรากฏ...ทั้งเรื่องของหลินฉิง ซูจวิ้นเจ๋อ ซ่างกวนเหิง และซ่างกวนอวิ๋นฉี
ทว่าแม้ความจริงจะถูกเปิดโปง แต่หมิงเซิ่งกับสี่เชว่กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เซี่ยซินตงในตอนนั้นมีสภาพร่างกายที่ย่ำแย่ ทั้งยังถูกอีกบุคลิกหนึ่งคอยกัดกินทำลายจิตใจ เขาจึงไม่มีเวลาเหลือพอที่จะไปตามหาเด็กๆ
เขาเกลี้ยกล่อมจินจวี๋ไม่ให้แจ้งความกับตำรวจ เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ตั้งใจจะทำลายโลกใบนี้อยู่แล้ว ต่อให้ตามหาเด็กๆ พบ ก็ไม่สามารถมอบอนาคตที่ดีให้พวกเขาได้ กว่าจินจวี๋จะตระหนักถึงแผนการของเขา ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว
เซี่ยซินตงล้างแค้นได้สำเร็จ แต่ตัวเขาก็ไม่อาจยื้อชีวิตต่อไปได้เช่นกัน ภาพสุดท้ายที่ซ่งอวี้หน่วนเห็นคือดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตาของจินจวี๋
เมื่อนึกย้อนไป เธอก็อดรู้สึกขอบคุณจินจวี๋ในชาตินั้นไม่ได้ เพราะเป็นเธอที่ช่วยสืบจนเจอตัวหลิวจินชุ่ย แถมยังจับกุมหญิงชราที่เป็นคนพยายามลักพาตัวเธอในครั้งนั้นได้อีกด้วย ที่แท้ทั้งหมดก็คือขบวนการเดียวกัน และในชาตินี้ เธอเชื่อว่าพวกมันจะไม่มีใครหนีรอดไปได้อย่างแน่นอน
"พี่อย่าชมหนูแบบนี้สิคะ เขินจะแย่แล้ว" ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยพลางยิ้มเขินๆ
กู้หวยอันมองภาพนั้นด้วยแววตาขบขัน ช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากนักที่เสี่ยวหน่วนของเขาจะออกอาการเขินอาย
จินจวี๋หัวเราะเบาๆ "พี่อายุมากกว่าพวกเธอ เรียกพี่ว่าพี่จวี๋ได้เลยนะ แล้ว...พี่ขอเรียกเธอว่าเสี่ยวหน่วนได้ไหม?"
"ได้เลยค่ะ" ซ่งอวี้หน่วนตอบรับด้วยน้ำเสียงที่สดใสร่าเริง
"นานๆ หวยอันจะมาหาพี่สักที ต้องมีธุระสำคัญแน่ๆ" จินจวี๋พูดอย่างรู้ทัน "เอางี้ดีกว่า พี่เลี้ยงข้าวพวกเธอเอง พี่ก็หิวแล้วเหมือนกัน เราไปหาอะไรกินไปคุยไปดีกว่านะ"
ทั้งกู้หวยอันและซ่งอวี้หน่วนต่างก็ไม่ได้ปฏิเสธ ซึ่งก็ตรงกับภาพในความทรงจำของซ่งอวี้หน่วนที่ว่าจินจวี๋เป็นคนตรงไปตรงมาและเด็ดขาด การที่เธอประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยไม่ใช่เพราะมีเส้นสายทางครอบครัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากความสามารถด้านการเขียนที่โดดเด่นและฝีมือการทำงานที่เฉียบคมอีกด้วย
ร้านอาหารที่จินจวี๋เลือกเป็นร้านของรัฐที่อยู่ไม่ไกลนัก ตัวร้านเป็นอาคาร 3 ชั้นขนาดใหญ่ มีเป็ดย่างเป็นเมนูขึ้นชื่อ แค่เดินเข้าไปใกล้ๆ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็โชยมาเตะจมูกแล้ว
ตลอดทางที่เดินไป จินจวี๋ลอบสังเกตซ่งอวี้หน่วนสลับกับกู้หวยอันอย่างเงียบๆ ในใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคนสองคนนี้โคจรมาพบกันได้อย่างไร ในเมื่อดูแล้วไม่น่าจะมีจุดร่วมที่เกี่ยวข้องกันได้เลย ไม่รู้ว่าปู่กู้กับป้าฉินจะทราบเรื่องนี้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือป้าฟ่านเอ็นดูซ่งอวี้หน่วนมากเป็นพิเศษ ซึ่งวันนี้เธอก็ได้เห็นกับตาตัวเองแล้วว่าเด็กสาวคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
แม้จะอายุยังน้อย แต่กลับพูดคุยกับเธอได้อย่างถูกคอ ไม่ว่าจะชวนคุยเรื่องอะไรก็สามารถโต้ตอบได้อย่างฉะฉานและเป็นธรรมชาติ ทั้งยังมีรอยยิ้มประดับใบหน้าสวยๆ และท่าทางที่สดใสร่าเริงอยู่เสมอ
จินจวี๋รู้จักนิสัยของกู้หวยอันดีว่าเขาเย็นชามาตั้งแต่เด็กจนโต เธอเองนับเป็นผู้หญิงไม่กี่คนที่เขาจะยอมพูดคุยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง แต่ก็เป็นเพราะเขานับถือเธอเหมือนพี่สาวแท้ๆ ทว่าสายตาที่เขามองซ่งอวี้หน่วนนั้น...มันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ด้วยสัญชาตญาณที่เฉียบคมของอดีตนักข่าว เมื่อในใจพอจะคาดเดาความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ได้ จินจวี๋ก็ยิ่งแสดงความเอ็นดูและเป็นกันเองกับซ่งอวี้หน่วนมากขึ้นไปอีก
จนกระทั่งถึงร้านอาหาร บทสนทนาของหญิงสาวทั้งสองก็ยังคงดำเนินไปอย่างสนุกสนานไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ
[จบบท]