บทที่ 360 จะเกี่ยวข้องกับซ่งอวี้หน่วนไหม
เนื่องจากตอนนั้นซ่งอวี้หน่วนอยู่ที่ปักกิ่ง การติดต่อจึงไม่ค่อยสะดวกนัก ย่าซ่งและซ่งเหลียงจึงหารือกันก่อนจะยื่นข้อเสนอต่อทางอำเภอ ให้จัดตั้งจุดรับชำระเงินขึ้นในตลาด พร้อมทั้งเสนอให้ธนาคารมาเปิดสาขาย่อยในบริเวณเดียวกัน
การทำธุรกรรมต่างๆ ให้เสร็จสิ้นได้โดยไม่ต้องเดินทางไปไหน นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับเหล่าพ่อค้าแม่ค้าในย่านนี้
หลังจากที่มีการออกใบอนุญาตประกอบกิจการฉบับแรกไปเมื่อปีก่อน พอมาถึงปีนี้ จำนวนใบอนุญาตที่ออกให้ตามมณฑลและเมืองต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นจนนับไม่ถ้วน
และซ่งเหลียงก็คือผู้ประกอบการรายแรกของอำเภอหนานซาน
หลังจากที่เขาบุกเบิกเส้นทางแล้ว เหล่าผู้คนที่หัวคิดไวต่างก็รีบไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการตามกันไปติดๆ
การขอใบอนุญาตในช่วงเวลานี้เป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีอุปสรรคใดๆ มาขวางกั้น เพราะทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลงานที่ต้องนำไปรายงานต่อเบื้องบน
ผู้คนในยุค 80 ยังไม่คุ้นเคยกับการสร้างตึกสูงเสียดฟ้า ตลาดการค้าแห่งนี้จึงเป็นอาคารสูงเพียง 2 ชั้น ด้วยเหตุนี้จึงใช้เวลาก่อสร้างไม่นานนัก ตอนที่สร้างตลาดแห่งนี้ ทางอำเภอได้ระดมทุนจากโรงงานต่างๆ ประกอบกับเงินจัดสรรที่ยื่นขอจากหน่วยงานเบื้องบน ตลาดการค้าแห่งนี้จึงก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้สำเร็จ
พื้นที่ในตลาดมีทั้งแบบให้เช่าและขายขาด ไม่น่าเชื่อว่าเพียงไม่นานทางอำเภอก็สามารถถอนทุนคืนมาได้แล้วกว่าครึ่งหนึ่ง ทั้งยังเก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนจากร้านค้าเหล่านี้ได้อีกด้วย
มีการจัดประชุมวาระพิเศษขึ้น ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากบรรดาเจ้าของร้านค้าทุกแห่ง
ฝ่ายธนาคารเองก็ไม่รอช้า รีบจัดตั้งแผนกใหม่ขึ้นมารองรับทันที การมีเงินฝากเพิ่มขึ้นย่อมเป็นผลดีต่อธนาคารอยู่แล้ว
ส่วนจุดรับชำระเงินนั้น ได้บุคลากรที่ทางสำนักงานอุตสาหกรรมและพาณิชย์ส่งตัวมา
ข้อดีอย่างหนึ่งที่หน่วยงานต่างๆ ในอำเภอมีเหมือนกันก็คือจำนวนบุคลากรที่ล้นเหลือ แตกต่างจากช่วงยุค 60 ที่ขาดแคลนกำลังคนอย่างสิ้นเชิง บางสำนักงานต้องการพนักงานเพียง 3 คน แต่กลับมีคนนั่งทำงานอยู่ถึง 11 ชีวิต
เมื่อไม่มีอะไรทำ พวกเขาก็ฆ่าเวลาด้วยการเล่นไพ่ อ่านหนังสือพิมพ์ จิบชาคุยกันไปเรื่อยเปื่อยเพื่อรอเวลาเลิกงาน
ดังนั้น การโยกย้ายบุคลากรไปยังหน่วยงานที่ต้องการจึงถือเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และแน่นอนว่าทางอำเภอย่อมไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องเงินเดือนของพวกเขาอยู่แล้ว
ร้านค้าภายในตลาดถูกแบ่งออกเป็นชั้นบนและชั้นล่างอย่างชัดเจน ผนังภายในฉาบปูนขาวสะอาดตา ส่วนพื้นก็เทปูนซีเมนต์ขัดมันเรียบกริบ ปัจจุบันชั้นล่างเป็นโซนขายเสื้อผ้าผู้ชาย เสื้อผ้าเด็ก กิ๊บติดผม รองเท้า และสินค้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ส่วนชั้นบนนั้นอุทิศให้กับเสื้อผ้าสตรีและกระเป๋าสะพายข้างโดยเฉพาะ
ซ่งอวี้หน่วนได้แต่รับฟังเรื่องราวที่ย่าซ่งเล่าให้ฟังอย่างออกรส แต่ก็ยังหาเวลาปลีกตัวไปดูด้วยตาตัวเองไม่ได้ เพราะเธอต้องทุ่มเทให้กับการแข่งขันคณิตศาสตร์ของโรงเรียนเป็นอันดับแรก
และในช่วงเวลาที่ซ่งอวี้หน่วนเดินทางไปยังเทศมณฑลเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับมณฑล บทความที่เธอเขียนไว้ก็ได้รับการตีพิมพ์ แม้จะไม่ได้อยู่ในคอลัมน์ที่โดดเด่นสะดุดตา แต่ก็ถือว่าได้อยู่ในหน้าที่มีความสำคัญ
ในยุคสมัยที่ผู้คนจำนวนมากยังคงปากกัดตีนถีบ การหยิบยกประเด็นเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรขึ้นมาพูดคุยจึงดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวจนน่าเหลือเชื่อ
หลังจากที่บทความถูกเผยแพร่ออกไป ปฏิกิริยาของผู้คนก็เป็นไปตามที่ซ่งอวี้หน่วนคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
มีทั้งคนที่ไม่พอใจจนสบถด่าทอ กระทืบเท้าด้วยความขุ่นเคือง ในขณะที่บางคนกลับจมอยู่ในภวังค์ความคิด และก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ยกตัวอย่างข้อเท็จจริงต่างๆ ขึ้นมาสนับสนุน
การมีชีวิตที่อิ่มท้อง มีเสื้อผ้าดีๆ สวมใส่ คือเป้าหมายสูงสุดที่ทุกคนต่างมุ่งมั่นไขว่คว้า แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะอยู่ร่วมกับการอนุรักษ์ทรัพยากรไม่ได้
ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าเสียงก่นด่านั้นดังกว่าเสียงอื่นๆ
ผู้เฒ่ากู้ไม่ได้เอ่ยปากด่าทอ แต่สีหน้าที่ปรากฏบนใบหน้าขณะทอดสายตาอ่านหนังสือพิมพ์กลับดูพิลึกพิลั่น เขารู้สึกอย่างประหลาดว่าผู้ที่เขียนบทความชิ้นนี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับซ่งอวี้หน่วน
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่กล้าพอที่จะไปรบกวนกู้หวยอัน แม้แต่จะเอ่ยปากถามก็ยังไม่กล้า เพราะหลานชายของเขากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญอย่าง หากเกิดความผิดพลาดขึ้นแม้เพียงนิดเดียว เขาอาจกลายเป็นผู้ทรยศต่อประเทศชาติได้
***
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองบทความของตัวเองในหน้าหนังสือพิมพ์ พลางสังเกตว่าเนื้อหาส่วนใหญ่แทบไม่ถูกแก้ไขเลย เธอจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาจินจวี๋
ตอนนี้เธอพักอยู่ที่บ้านพักรับรองของเทศมณฑล โดยมีเลขานุการคณะกรรมการเยาวชนและครูประจำชั้นเป็นผู้ควบคุมทีมมาด้วย
ในการแข่งขันครั้งนี้ มีนักเรียนจากอำเภอหนานซานได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนทั้งหมด 5 คน และที่น่าประหลาดใจก็คือ ฉู่เฟยก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ซ้ำเธอยังได้พักอยู่ห้องเดียวกับซ่งอวี้หน่วนอีกต่างหาก
หลังจากช่วยขีดเส้นใต้เน้นประเด็นสำคัญๆ ในหนังสือให้เพื่อนร่วมห้องแล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็ตั้งใจจะนำไม้พะยูงไหหลำไปมอบให้คุณปู่ทั้งสอง
แต่ขณะที่เดินผ่านโถงต้อนรับ เธอก็ถูกหลี่ชุนเวยเรียกไว้เสียก่อน พนักงานสาวบอกว่ามีโทรศัพท์สายหนึ่งถึงเธอ เป็นเสียงเด็กผู้หญิงจากปักกิ่ง และเธอก็กำลังจะเดินขึ้นไปตามอยู่พอดี
จินจวี๋ต้องตระเวนถามไถ่ผู้คนอยู่หลายทอด กว่าจะสืบจนรู้ว่าซ่งอวี้หน่วนพักอยู่ที่บ้านพักรับรองของหน่วยงานการศึกษาในเทศมณฑล
ทันทีที่สายถูกต่อ จินจวี๋ก็เอ่ยขึ้น “...ตอนนี้บทความของเธอเป็นที่ถกเถียงกันมาก มีความคิดเห็นหลากหลายแง่มุม แต่สิ่งสำคัญคือประเด็นมันถูกจุดขึ้นแล้ว และมันจะฝังรากลึกลงในความคิดของผู้คน... แต่เสี่ยวหน่วน เรื่องนี้อย่าได้เที่ยวไปบอกใครเชียวนะ ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องทำต่อไปก็พอแล้ว”
อันที่จริงซ่งอวี้หน่วนไม่ได้เก็บเรื่องพวกนี้มาใส่ใจ แต่ก็ยังเอ่ยขอบคุณในความปรารถนาดีของจินจวี๋
กระนั้นเธอก็อดสงสัยไม่ได้ “พี่จวี๋คะ บทความถึงได้ตีพิมพ์อย่างราบรื่นขนาดนี้เลยเหรอคะ ไม่มีใครคัดค้านบ้างเลยเหรอ”
“มีสิ จะไม่มีได้ยังไง แต่สถานการณ์ตอนนี้ต้องการเสียงที่หลากหลายเพื่อให้ผู้คนได้ถกเถียงกัน แล้วก็ยังเปิดโอกาสให้บางคนได้ระบายอารมณ์ด่าพี่ด้วย พวกเขาดีใจกันจะแย่”
คำตอบนั้นทำให้ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะออกมาเบาๆ
เธอรู้ดีว่าไม่มีอะไรต้องรู้สึกผิด การเอ่ยปากขอโทษออกไปต่างหากที่จะเป็นการดูถูกความเป็นมืออาชีพของจินจวี๋
จินจวี๋เป็นคนฉลาดเสมอ เธอไม่เคยคิดจะปะทะกับใครโดยตรง การรู้จักหลีกเลี่ยงคมดาบก็นับเป็นท่วงท่าในการดำเนินชีวิตอย่างหนึ่ง
รอยยิ้มของจินจวี๋นั้นหวานละมุนราวกับเด็กสาวข้างบ้านผู้ไร้เดียงสา น้ำเสียงของเธอก็ไพเราะน่าฟังเช่นกัน “เสี่ยวหน่วน ไว้รอเธอมาแข่งรอบชิงที่ปักกิ่งเมื่อไหร่ พี่จะเลี้ยงข้าวมื้อใหญ่เลยนะ”
“ได้เลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะพี่จวี๋”
หลังจากวางสายโทรศัพท์ ซ่งอวี้หน่วนก็ได้ยินบทสนทนาของชายวัยกลางคนสองคนที่เดินสวนกันไป และหัวข้อที่พวกเขากำลังพูดถึงก็คือเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรที่เธอเป็นคนเขียนขึ้น
“คนที่เขียนบทความนี้น่ะนะ ต้องเป็นพวกอิ่มหมีพีมันจนไม่มีอะไรจะทำแน่ๆ พวกคนใหญ่คนโต อยู่บนหอคอยงาช้าง วันๆ เอาแต่แหงนหน้ามองฟ้า ไม่เคยก้มลงมองดินเลยสักนิด”
“นั่นสิ ไม่เคยเห็นเลยหรือไงว่าชาวบ้านตาดำๆ เขาลำบากกันแค่ไหน แล้วจะมาให้อนุรักษ์ทรัพยากรบ้าบออะไรกัน ไม่ให้ชาวบ้านเข้าป่าไปตัดฟืนเก็บเห็ดอย่างนั้นเหรอ นี่มันจะต่างอะไรกับสมัยเจ้าที่ดินกดขี่ข่มเหงกัน”
“เอาแค่ในมณฑลเป่ยฉวนของเราก็ไม่รู้ว่ามีพื้นที่ยากจนอยู่อีกตั้งเท่าไหร่ บางที่น่ะนะ จนถึงขนาดที่ว่าพี่น้องหลายคนต้องผลัดกันใส่กางเกงแค่ตัวเดียว”
“โห นั่นมันก็เกินไป ถ้าไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร แค่ทำงานขยันขันแข็ง จะหาเงินซื้อกางเกงสักตัวไม่ได้เชียวเหรอ” อีกคนแย้งขึ้น
“ที่นายพูดก็ถูก แต่อย่าลืมสิว่ามันอาจจะมีเหตุผลอื่นอีกก็ได้ อย่างเช่นพ่อแม่แก่ชราล้มป่วยต้องใช้เงินซื้อหยูกยา ผลผลิตในไร่นาก็ไม่ดี แถมยังต้องส่งลูกเรียนอีก...”
“จะยังไงก็ช่างเถอะ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ปากท้องต้องมาก่อน”
“เออ! อันนี้นายพูดถูกที่สุดเลย คนจะอดตายกันหมดแล้ว ต่อให้อนุรักษ์ทรัพยากรไว้ดีแค่ไหน มันจะมีประโยชน์อะไรขึ้นมา”
“ฉันได้ยินเสี่ยวหลิวที่ทำงานเล่าว่า ที่บ้านเกิดเขามียายแก่คนหนึ่งเพิ่งจะเสียไปไม่นาน ก่อนตายแกอยากกินหมูตุ๋นมันฝรั่งสักคำ ที่บ้านน่ะมีมันฝรั่งอยู่หรอก แต่ไม่มีเงินจะซื้อหมู โชคยังดีที่เจ้าหน้าที่คอมมูนรู้เรื่องเข้า เลยรีบสั่งให้โรงอาหารทำมาส่งให้ชามหนึ่ง ยายแกถึงได้จากไปอย่างสงบ” ชายอีกคนเล่าด้วยน้ำเสียงสลดใจ
ชายทั้งสองเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เสียงสนทนาของพวกเขาค่อยๆ จางหายไปกับระยะทาง
ในมือของซ่งอวี้หน่วนหิ้วกระเป๋าผ้าใบที่บรรจุกล่องกระดาษไว้สองใบ ภายในกล่องคือไม้พะยูงไหหลำที่ถูกห่อหุ้มอย่างดี ตัวกล่องทำจากกระดาษคราฟท์อย่างหนา แข็งแรงทนทาน ตรงกลางมีชั้นบุด้วยฟางข้าวที่ถูกตัดจนละเอียดเพื่อกันกระแทก พร้อมกับมีเชือกป่านสองเส้นร้อยไว้สำหรับถือหิ้ว
ครั้งนี้ซ่งอวี้หน่วนตั้งใจเลือกของขวัญที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว เพราะเธอรู้ดีว่าเมื่อไม่มีการเปรียบเทียบ ก็จะไม่มีใครรู้สึกว่าของที่อีกฝ่ายได้นั้นดีกว่าของตัวเอง
แน่นอนว่าคราวนี้เธอไม่ได้นำนาฬิกาตั้งโต๊ะมาด้วย ที่มอบให้เซี่ยโป๋เหวินไปคราวก่อนก็ไม่ใช่ความตั้งใจจะให้เกิดการเปรียบเทียบแต่อย่างใด เพราะนาฬิกาเรือนนั้นก็เป็นงานฝีมือที่งดงามไม่แพ้กัน
ของที่ซ่งอวี้หน่วนนำมามอบให้ในครั้งนี้คือชุดน้ำชาที่ทำจากไม้พะยูงไหหลำ ซึ่งงดงามทั้งในแง่ของศิลปะสำหรับตั้งโชว์และยังสามารถนำมาใช้งานได้จริง เรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกที่งดงามไร้ที่ติ
เมื่อไปถึงบ้านของผู้เฒ่าหู ก็พบว่าผู้เฒ่าหลินอยู่ที่นั่นพอดี ซ่งอวี้หน่วนจึงมอบของขวัญให้ทั้งสองท่านพร้อมกัน
ความงดงามของชุดน้ำชาทำให้ชายชราทั้งสองถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ แต่ผู้เฒ่าหลินผู้คร่ำหวอดในวงการก็จำได้อย่างแม่นยำในทันทีว่านี่คือไม้พะยูงไหหลำของแท้
เสี่ยวหน่วนไปทำอะไรมากันนะ ถึงได้ใจกว้างมอบของล้ำค่าเช่นนี้ให้
[จบบท]