บทที่ 364: อัจฉริยะผู้ถูกลิขิต
ซ่งอวี้หน่วนสะบัดศีรษะเบาๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมาพร้อมกับกระพริบตาถี่ๆ
【นี่เราอินกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขนาดนี้เลยเหรอ จะกังวลไปทำไมกันนะ】
【หรือที่เขาว่าห่วงมากไปจนขาดสติจะเป็นแบบนี้?】
ดวงตาของกู้หวยอันทอประกายอ่อนโยน ทว่าปลายนิ้วที่สั่นระริกกลับบ่งบอกความรู้สึกภายในใจที่สวนทางกับท่าทีสงบนิ่งภายนอกได้อย่างชัดเจน
【คุณปู่ของพี่ชายไปเจอเรื่องอะไรมากันแน่ ทำไมท่านถึงเลือกจบชีวิตตัวเอง หรือว่าท่านไปทำความผิดร้ายแรงอะไรไว้?】
【แล้วเราจะบอกใบ้ให้พี่ชายไปลองสืบเรื่องของคุณปู่ได้ยังไงล่ะเนี่ย?】
【แต่เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกนี่ต่างหาก การเปิดตัวของมันไปตัดผลประโยชน์ของกลุ่มทุนต่างชาติเข้าเต็มๆ เรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือของกูเดลล์กรุ๊ป หรือว่าเราควรจะหาทางทำให้บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของกูเดลล์กรุ๊ปล้มละลายไปเลยดีนะ?】
【สวรรค์ลำเอียงหรือไงนะ พี่ชายคนนี้เก่งกาจราวกับสมบัติของชาติ จะประมาทไม่ได้เลยจริงๆ】
【พี่ชาย ให้ฉันไปเป็นบอดี้การ์ดให้ไหม แบบที่คอยดูแลไม่ห่างกายเลยนะ】
ความคิดเพ้อเจ้อแล่นเข้ามาในหัวจนซ่งอวี้หน่วนต้องรีบกระพริบตาแรงๆ เพื่อสลัดมันทิ้งไป
กู้หวยอันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาก่อนจะเปิดประตูรถ แล้วหันไปบอกซ่งอวี้หน่วนว่า “เสี่ยวหน่วน ลงจากรถก่อนนะ เดี๋ยวผมจะลองโทรเข้าเครื่องคุณอีกที”
ซ่งอวี้หน่วนเปิดประตูลงจากรถ ทั้งสองคนยืนอยู่คนละฝั่งของตัวรถ
กู้หวยอันอธิบายให้เธอฟังว่าพอมีเสียงเรียกเข้าดังขึ้น ก็ให้กดปุ่มอันที่ใหญ่ที่สุดตรงกลางได้เลย ซึ่งนั่นก็คือปุ่มรับสาย
เธอจ้องมองโทรศัพท์มือถือเครื่องต้นแบบในมือ พลางนึกถึงภาพอนาคตที่เห็นเมื่อครู่ มันไม่ได้ฉายให้เห็นบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด
ภาพเหตุการณ์จบลงที่งานเลี้ยงซึ่งมีหลินฉิงเข้าร่วมอยู่ด้วย กู้หวยอันในชุดสูทตัดเย็บอย่างดีดูสง่างามจนไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าดวงตาทั้งสองข้างของเขามืดบอด ข้างกายเขามีเลขาที่ชื่อเสี่ยวอู๋ยืนอยู่ แต่ก็ไม่ได้ยื่นมือมาช่วยพยุงแต่อย่างใด
เขาพูดคุยกับเหล่าคนที่พยายามเข้ามาเอาอกเอาใจด้วยท่าทีสบายๆ ไม่รีบร้อน เขาอยู่ในงานไม่นานนัก เพียงแค่สิบกว่านาทีก็เดินออกจากห้องโถงของงานเลี้ยงไปด้วยจังหวะก้าวที่มั่นคงไม่ช้าไม่เร็วเกินไป
แล้วภาพทั้งหมดก็หายไป
ขณะที่ซ่งอวี้หน่วนกำลังเหม่อลอย กู้หวยอันก็กดหมายเลขโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว ไม่นานเสียงเพลงตงฟางหงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ซ่งอวี้หน่วนกดปุ่มรับสายตรงกลางตามที่เขาบอก เสียงที่ได้ยินจึงซ้อนกันอยู่สองเสียง เสียงหนึ่งมาจากลำโพงโทรศัพท์ ส่วนอีกเสียงมาจากกู้หวยอันที่ยืนอยู่อีกฝั่งของรถ
“ได้ยินผมพูดไหมครับ?” เขาถาม
ซ่งอวี้หน่วนเกือบจะกลอกตามองบน “ถึงไม่มีเจ้านี่ ฉันก็ได้ยินที่คุณพูดอยู่ดีนั่นแหละ”
คำตอบของเธอทำให้กู้หวยอันหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
แถวนี้เป็นป่าเขารกร้าง เขาจึงไม่อยากให้เธออยู่ห่างจากตัวเขามากนัก แต่ซ่งอวี้หน่วนกลับโบกมือให้เขา แล้ววิ่งเล่นอย่างสนุกสนานตรงพื้นที่ที่ไฟหน้ารถสาดส่องไปถึง ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปากห้าม เด็กสาวในชุดกันหนาวสีเหลืองสดใสก็วิ่งห่างออกไปท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมาบนพื้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นระยะห่างระหว่างเธอกับเขาพอสมควร
ครั้งนี้ เสียงของกู้หวยอันที่ได้ยินจากโทรศัพท์ชัดเจนมาก แม้จะผิดเพี้ยนไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าดีกว่าโทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์มือถือรุ่นอื่นๆ ในยุคนี้มากนัก
สักพักกู้หวยอันก็ขับรถเข้ามาใกล้ เธอจึงเปิดประตูขึ้นไปนั่ง
เขาเริ่มอธิบาย “โทรศัพท์สองเครื่องนี้เป็นรุ่นที่พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษ หมายเลขก็เป็นเบอร์ภายใน สัญญาณส่งตรงมาจากฐานทัพ ยังไม่ครอบคลุมไปถึงตัวเมืองหรอกนะ เทคโนโลยีตอนนี้ยังไม่เสถียร ยังต้องปรับปรุงอีกเยอะเลย”
“แต่ผมก็อยากให้คุณเป็นคนแรกที่ได้ใช้ ถ้าไม่ใช่เพราะความคิดที่ไม่เหมือนใครของคุณ และถ้าไม่ใช่เพราะพลังจากเรี่ยวแรงของคุณที่จุดประกายความคิดให้ผม มันคงไม่สำเร็จเร็วขนาดนี้”
เพราะในภาพอนาคตที่เสี่ยวหน่วนเห็น โทรศัพท์เครื่องนี้จะถูกพัฒนาสำเร็จในวันเซี่ยจื้อของปีหน้า
“ตอนนี้มันอาจจะยังไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ คุณก็เก็บไว้เล่นๆ ไปก่อนแล้วกัน ไม่แน่ว่าอีกปีหนึ่งมันอาจจะมาแทนที่โทรศัพท์มือถือจากฮ่องกงและต่างประเทศที่ใช้กันอยู่ตอนนี้ก็ได้”
อันที่จริง โทรศัพท์มือถือมีใช้กันมาสักพักแล้ว ทั้งซ่างกวนเหิงและจงต้าเฉียวต่างก็มีคนละเครื่อง
เพียงแต่การมีไว้ในครอบครองก็แทบจะไร้ประโยชน์ เพราะประเทศของเรายังไม่มีเครือข่ายโทรคมนาคม เมื่อไม่มีสัญญาณ ก็ไม่สามารถโทรออกไปไหนได้
ซ่งอวี้หน่วนยกนิ้วโป้งให้กู้หวยอันเป็นเชิงชื่นชม
“ของที่คุณทำนี่ดีกว่าไอ้เครื่องใหญ่ๆ เหมือนก้อนอิฐที่คนฮ่องกงใช้กันลิบลับเลยนะคะ ทั้งเล็กกะทัดรัดแถมยังเบาอีก ที่เจ๋งที่สุดคือเสียงเรียกเข้าเป็นเพลงเพราะๆ แบบนี้ เรียกได้ว่าล้ำหน้าไปหลายขุมเลย”
กู้หวยอันคลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะขับรถพาเธอไปส่งที่บ้านของผู้เฒ่าจี้
เมื่อรถจอดสนิทที่หน้าประตูใหญ่ ซ่งอวี้หน่วนก็ลงจากรถทันที เพราะการนั่งคุยในรถต้องเอี้ยวคอจนรู้สึกไม่สบายตัว เธอดึงแขนกู้หวยอันให้เดินตามไปยังมุมหนึ่งข้างประตูใหญ่
แสงไฟจากเสาไฟบริเวณนั้นไม่ได้สว่างจ้านัก แต่ก็มากพอที่จะทำให้มองเห็นใบหน้าของกันและกันได้ชัดเจน
ผู้เฒ่าจี้ซึ่งกำลังเดินย่อยอาหารอยู่ในสวนพลางชะเง้อคอรอหลานสาวอยู่ หรี่ตามองภาพตรงหน้า
เอ๊ะ...เมื่อกี้นี้เหมือนเสี่ยวหน่วนจะลากเจ้าหนุ่มกู้ไปตรงมุมกำแพงไม่ใช่หรือ?
คิดได้ดังนั้น ชายชราก็รีบก้าวเท้าฉับๆ ตรงไปยังประตูใหญ่ทันที
ขณะเดียวกัน ซ่งอวี้หน่วนก็กระซิบกระซาบกับกู้หวยอันด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สิ่งประดิษฐ์ของคุณจะต้องไปขวางทางทำมาหากินของกลุ่มทุนต่างชาติแน่ๆ ค่ะ ฝั่งฉันรับรองได้ว่าจะไม่มีความลับรั่วไหลออกไปเด็ดขาด แต่ทางหน่วยงานของคุณเองก็ต้องวางมาตรการรักษาความปลอดภัยให้รัดกุมกว่านี้ ที่สำคัญคุณต้องมีบอดี้การ์ดคอยติดตามเพิ่มขึ้นด้วย ห้ามเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวเด็ดขาด…”
เธอเว้นช่วงไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสริม “อนาคตของคุณยังอีกยาวไกล อย่าปล่อยให้คนในครอบครัวมาเป็นตัวถ่วงได้นะคะ”
“อ้อ จริงสิ ฉันเคยได้ยินพี่ฉู่จื่อโจวเล่าว่าคุณปู่ของคุณเป็นคนที่สุดยอดมาก ท่านทั้งใจร้อนแถมยังชอบบงการทุกอย่าง ตอนนี้ท่านก็ยังไม่มีภรรยาใหม่ด้วย คุณต้องคอยดูแลท่านให้ดีๆ นะคะ อย่าปล่อยให้ท่านไปทำอะไรผิดพลาดจนเสียชื่อเสียงตอนแก่ล่ะ”
ผู้เฒ่าจี้ซึ่งเดินมาถึงหน้าประตูพอดี ได้ยินประโยคท้ายๆ เข้าอย่างเต็มสองหู ใบหน้าของท่านพลันบึ้งตึงขึ้นมา
เด็กคนนี้มายืนพูดจาอะไรเหลวไหลไร้สาระอยู่ตรงนี้กัน
แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นจริง ซ่งอวี้หน่วนจึงไม่สามารถอธิบายอะไรให้กระจ่างไปกว่านี้ได้
“ปู่รองมาตามแล้วค่ะ ฉันต้องไปแล้ว แต่คุณต้องจำที่ฉันพูดเมื่อกี้ให้ขึ้นใจนะคะ”
กู้หวยอันมองเด็กสาวที่กำลังกำชับเขาด้วยความเป็นห่วงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน “ครับ ผมจะจำไว้”
บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น กู้หวยอันเอ่ยทักทายผู้เฒ่าจี้สองสามคำตามมารยาท ก่อนจะขับรถออกจากย่านที่พักอาศัยอู๋ถงไป
ซ่งอวี้หน่วนคิดในใจ การมีเทคโนโลยีนี้ไว้ในครอบครองถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและสร้างความฮึกเหิมให้กับคนทั้งประเทศได้เลยทีเดียว
เพียงแค่การเดินทางของกู้หวยอันที่ต้องใช้ขบวนรถไฟพิเศษก็บ่งบอกได้แล้วว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยนั้นแน่นหนาและสำคัญขนาดไหน
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถูกลอบกัดจนได้ แสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของกลุ่มทุนพวกนั้นมันแทรกซึมไปได้ทุกหนทุกแห่งจริงๆ
ดูท่าคงต้องหาทางทำให้กูเดลล์กรุ๊ปล้มละลายโดยเร็วที่สุด
ถ้าทำได้ พี่ชายรูปหล่อใจดีที่ชอบให้ของขวัญเธอบ่อยๆ ก็จะปลอดภัย แต่การจะทำเรื่องแบบนั้นให้สำเร็จมันช่างยากเย็นแสนเข็ญ ราวกับเป็นภารกิจที่ไม่มีวันเป็นไปได้เลย
ขนาดซ่างกวนเหิงที่อยู่ใกล้ตัว เธอยังหาทางจัดการไม่ได้ แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปต่อกรกับกูเดลล์กรุ๊ป บริษัทระดับโลกกันเล่า
เรื่องนี้ต่อให้ไม่ใช่แค่เธอ แต่เป็นพลังของทั้งประเทศก็ยังไม่แน่ว่าจะเอาชนะได้เลย
ซ่งอวี้หน่วนได้แต่กะพริบตาปริบๆ
ช่างเถอะ อย่างน้อยก็ยังมีเวลาอีกตั้งหนึ่งปีกว่าเรื่องร้ายๆ จะเกิดขึ้น
ในเวลานั้นเอง หัวใจของกู้หวยอันก็ปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้ง เขาตัดสินใจจอดรถข้างทาง พยายามอย่างหนักที่จะควบคุมอารมณ์ให้กลับมาสงบนิ่ง
เมื่อรู้สึกว่าตัวเองกลับมาเป็นปกติแล้ว เขาจึงขับรถมุ่งหน้ากลับบ้านพัก
ไฟในบ้านยังคงสว่างไสว คุณปู่ของเขายังคงอยู่ในห้องหนังสือ แต่เขาไม่รู้ว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่
ผู้เฒ่ากู้รับรู้ได้ถึงการกลับมาของหลานชาย
แม้กู้หวยอันจะเป็นบุตรของลูกชายคนโต แต่เขาก็ไม่ใช่หลานชายคนหัวปี หากแต่เป็นหลานชายคนที่สอง และเป็นคนที่ท่านรักและคาดหวังมากที่สุด
ท่านเชื่อว่าตราบใดที่ตระกูลกู้ยังมีเขาอยู่ ต่อให้เกิดเรื่องร้ายแรงแค่ไหนก็ไม่มีวันล่มสลาย แต่แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เรื่องมันไปถึงจุดนั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับผู้เฒ่าเฉียนนั้นค่อนข้างซับซ้อน หากสองตระกูลได้เกี่ยวดองกัน ก็ย่อมส่งผลดีต่อทั้งสองฝ่าย ทว่าหลานชายตัวดีของท่านกลับไม่เคยแลเฉียนอันน่าเลยแม้แต่น้อย วันๆ เอาแต่วิ่งตามซ่งอวี้หน่วนต้อยๆ
ดูทรงแล้วก็คงเพิ่งกลับมาจากหาเด็กคนนั้นอีกตามเคย
เวลาอยู่กับสาวน้อยคนนั้นก็คงจะยิ้มหน้าบาน แต่พอมาเจอหน้าปู่ตัวเองกลับทำหน้าเป็นตอตะโก
ผู้เฒ่ากู้โบกมือไล่หลานชายอย่างหัวเสีย “ไม่ต้องมาทำหน้าบึ้งใส่ปู่เลยนะ ปู่จะไม่ยุ่งเรื่องของแกอีกแล้ว อยากจะทำอะไรก็เชิญ รีบไสหัวไปได้แล้ว!”
[จบบท]