บทที่ 369: แผนสวรรค์หรือจะสู้แผนคน
ย่าซ่งไม่คิดจะไว้หน้าแม้แต่น้อย “วังเสี่ยวหม่าน เธอมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นมันหมายความว่ายังไง คิดว่าที่ฉันพูดไปเมื่อกี้มันไม่จริงงั้นเหรอ”
“ฉันจะเตือนสติเธอเป็นครั้งสุดท้ายนะวังเสี่ยวหม่าน ที่นี่คือบ้านตระกูลซ่ง ไม่ใช่บ้านตระกูลเซี่ย แม่ของกุ้ยหลานอาจจะยอมตามใจเธอ แต่ฉันไม่! เลิกทำตัวกร่างต่อหน้าฉันได้แล้ว รีบไสหัวไปซะ บ้านฉันไม่ต้อนรับ!”
คำพูดนั้นทำเอาวังเสี่ยวหม่านเดือดดาลจนต้องกระโดดลงจากขอบคัง มายืนเท้าสะเอวท้าทายอยู่กลางห้อง
“ป้าซ่ง! ป้าจะมากเกินไปแล้วนะ! พูดให้เกียรติกันบ้าง ยังไงฉันก็เป็นน้าสะใภ้ใหญ่ของเสี่ยวหน่วน เป็นน้องสะใภ้ของพี่กุ้ยหลานนะ”
“ฉันรู้ว่าที่นี่คือบ้านตระกูลซ่ง แต่ตอนนี้ฉันกลับมาแล้วไง ฉันก็ยังเป็นคนของบ้านตระกูลเซี่ยอยู่ดี!”
เธอเชิดหน้าพูดอย่างภาคภูมิใจ “ทำไมล่ะคะ หรือว่าป้าไม่อยากจะข้องเกี่ยวกับบ้านเราอีกแล้ว เรื่องนี้ป้าตัดสินใจเองไม่ได้หรอกนะจะบอกให้ ตอนนี้พี่กุ้ยหลานเธอเป็นถึงผู้จัดการโรงงานแล้วนะ ป้าเองก็อายุมากแล้ว ทำตัวอารมณ์ร้ายแบบนี้มันดูไม่ดีเลย น่าจะเอาอย่างแม่สามีฉันบ้างนะ อยู่บ้านเลี้ยงหลานไปเงียบๆ...”
คำพูดของเธอต้องหยุดชะงักลงกลางคัน
เมื่อขนมไข่ชิ้นหนึ่งลอยละลิ่วมาปะทะเข้าที่ปากของเธออย่างจัง
ซ่งอวี้หน่วนซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนคังไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นกลับเย็นชาและชัดเจน
“วังเสี่ยวหม่าน คุณว่าใครแก่กันแน่ คุณเป็นใครกันถึงกล้ามาว่าย่าของฉัน เชื่อไหมว่าฉันจะไล่คุณออกจากหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอเดี๋ยวนี้เลย”
วังเสี่ยวหม่านแทบไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น เธอใช้มือปาดเศษขนมไข่ออกจากปาก กลิ่นหอมหวานของมันช่างยั่วยวนชวนโมโห
นังเด็กซ่งอวี้หน่วน! กล้าดียังไงเอาของกินมาปาใส่หน้าฉัน!
วังเสี่ยวหม่านกระทืบเท้าอย่างหัวเสีย “เสี่ยวหน่วน! ฉันเป็นน้าสะใภ้ใหญ่นะ! ทำไมถึงไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่เลย! กล้าเอาของมาปาใส่ฉันได้ยังไง คอยดูเถอะ ฉันจะไปฟ้องยายกับน้าใหญ่ของเธอให้หมดเลย!”
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน “ฉันจำได้ว่าน้าสะใภ้ใหญ่คนเก่าของฉันเพิ่งหย่าตอนเช้า พอตกบ่ายก็รีบแต่งงานใหม่ทันที คนนั้นคือคุณรึเปล่าคะ”
วังเสี่ยวหม่านโกรธจนตัวสั่นเทา “ซ่งอวี้หน่วน! อย่าคิดว่ามีคนหนุนหลังแล้วจะเก่งนักเลยนะ!”
“เธอมันก็แค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่งเท่านั้นแหละ จะหยิ่งผยองอะไรนักหนา ตอนแรกฉันอุตส่าห์จะแนะนำหลานชายของฉันให้รู้จัก แต่พอดูนิสัยของเธอแล้ว บอกเลยว่าฉันเปลี่ยนใจแล้ว!”
ย่าซ่งสุดจะทนอีกต่อไป ใบหน้าของท่านเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความโกรธ ก่อนจะปรี่เข้าไปคว้าแขนของวังเสี่ยวหม่านแล้วกระชากลากถูออกไปนอกบ้าน
หญิงชราแม้จะอายุมากแล้วแต่เรี่ยวแรงกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ซ่งอวี้หน่วนจึงเดินตามหลังออกไปอย่างสบายใจ
ย่าซ่งลากวังเสี่ยวหม่านที่กำลังกรีดร้องโวยวายออกมาจนถึงลานหน้าบ้าน
ในตอนนั้นเอง เซี่ยซินซานที่กำลังรีบร้อนเดินมาแต่ไกลพร้อมกับจูเฟิ่งที่เดินตามหลังก็มาถึงพอดี
ภาพที่เห็นทำให้จูเฟิ่งถึงกับขาอ่อนแทบล้มทั้งยืน
ส่วนเซี่ยซินซาน เมื่อสบตากับซ่งอวี้หน่วนที่มีใบหน้าเรียบเฉย ก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาอย่างประหลาด
เขารีบวิ่งตรงเข้ามาทันที
ก่อนจะกระชากตัววังเสี่ยวหม่านมาเผชิญหน้า แล้วตวาดถามด้วยเสียงลอดไรฟัน “ใครใช้ให้เธอมาที่บ้านตระกูลซ่ง! เธอมาทำอะไรที่นี่! มาหาเรื่องยั่วโมโหป้าซ่งใช่ไหม!”
นับตั้งแต่วังเสี่ยวหม่านก้าวเท้าเข้าบ้านตระกูลเซี่ย เธอก็ทำตัวเป็นนายหญิงมาโดยตลอด ไม่เคยเห็นจูเฟิ่งและเซี่ยซินซานอยู่ในสายตา
การที่วังเสี่ยวหม่านยอมบากหน้ากลับมาหาเซี่ยซินซานในครั้งนี้ ก็เพราะรู้ดีว่าสองแม่ลูกคู่นี้เป็นคนจิตใจดีและขี้สงสาร
แต่เธอกลับคาดไม่ถึงว่าทั้งคู่จะเปลี่ยนไปเป็นคนแข็งกร้าวได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ดูเหมือนว่าแผนสวรรค์ก็มิอาจสู้แผนของคนได้จริงๆ สี่เชว่คือลูกสาวแท้ๆ ของวังเสี่ยวหม่าน
ในวันนั้น สี่เชว่กอดขาแม่ของเธอแล้วคุกเข่าอ้อนวอนทั้งย่าและพ่อของเธอ ขอให้ยอมให้แม่ได้อยู่ด้วยกัน เด็กน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางบอกว่าเด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้านต่างก็มีแม่กันทั้งนั้น มีเพียงเธอคนเดียวที่ไม่มี
และเป็นคำพูดนั้นเองที่ทำให้จูเฟิ่งและเซี่ยซินซานใจอ่อน ยอมให้วังเสี่ยวหม่านพักอยู่ด้วยเป็นการชั่วคราว
เหตุการณ์ทั้งหมดเพิ่งจะผ่านไปได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น
เมื่อวังเสี่ยวหม่านเห็นใบหน้าถมึงทึงของเซี่ยซินซาน เธอก็รู้สึกใจหายวาบขึ้นมาทันควัน
หลังจากที่ต้องระหกระเหินไปเผชิญความยากลำบากมาหลายเดือน เธอก็ได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตที่สำคัญ
ช่วงเวลาที่ผ่านมาเธอถูกทำร้ายร่างกายอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้ตระหนักได้ว่าเซี่ยซินซานคือผู้ชายที่ดีที่หาได้ยากยิ่งคนหนึ่ง
ตลอดหลายปีที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมา แม้เธอจะให้กำเนิดได้เพียงลูกสาวคนเดียว แต่แม่สามีก็ไม่เคยปริปากบ่นว่าเธอแม้แต่คำเดียว
นับตั้งแต่แต่งเข้าบ้านตระกูลเซี่ย วังเสี่ยวหม่านก็แทบไม่เคยเข้าครัวทำอาหาร หรือออกไปทำงานในไร่นาเลยสักครั้ง แต่ชีวิตเธอกลับตาลปัตรเมื่อไปสร้างครอบครัวใหม่กับชายที่เธอคิดว่าเป็นรักแท้
ช่วงเดือนแรกทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่น แต่หลังจากนั้นปัญหาต่างๆ ก็เริ่มถาโถมเข้ามา
ลูกติดของสามีใหม่ทั้งสามคนคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งเธอไม่เว้นวัน ทำให้ชีวิตของเธอตกอยู่ในความทุกข์ระทม
ในยามนี้ เมื่อสบตากับจูเฟิ่งที่มองมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เธอก็พลันตระหนักได้ว่าจูเฟิ่งคนเดิมที่เคยอ่อนแอได้ตายไปแล้ว
ลูกชายคนเล็กของจูเฟิ่งกลับมาแล้ว แถมยังเป็นผู้ทรงอิทธิพล ตอนนี้จูเฟิ่งมีคนคอยหนุนหลังที่แข็งแกร่ง และว่ากันว่าเป็นคนที่มีความสามารถสูงมากเสียด้วย
เธอเคยเจอเขาเพียงครั้งเดียว แต่สายตาที่เย็นชาคู่นั้นยังคงทำให้เธอหวาดกลัวจนถึงทุกวันนี้
วังเสี่ยวหม่านรีบเปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนน้อมทันควัน “ป้าซ่งคะ ฉันขอโทษค่ะ เมื่อกี้ฉันโง่เองที่พูดจาไม่ดีออกไป ป้าเป็นผู้ใหญ่ อย่าถือสาคนโง่อย่างฉันเลยนะคะ แล้วก็เสี่ยวหน่วนด้วย น้าไม่ได้มีเจตนาอื่นเลยนะจ๊ะ แค่เห็นว่าหนูดีทุกอย่าง หลานชายน้าเขาก็ใช้ได้ เลยอยากจะแนะนำให้รู้จักกันก็เท่านั้น...”
ย่าซ่งแค่นเสียงเหยียดหยามในลำคอ “เธอเป็นใคร? หลานชายเธอยิ่งแล้วใหญ่ กล้าดียังไงมาหมายปองหลานสาวของฉัน ฝันไปเถอะ”
ย่าซ่งไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับผู้หญิงคนนี้อีกต่อไป แต่จะให้ไล่ตะเพิดไปก็ทำได้ไม่เต็มที่นัก เพราะอย่างไรเสียวังเสี่ยวหม่านก็เป็นแม่แท้ๆ ของสี่เชว่
ภาพที่สี่เชว่ร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจยังคงติดตา แล้วผู้ใหญ่อย่างเธอจะใจร้ายพอที่จะขับไล่แม่ของเด็กไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร
แม้สี่เชว่จะโตพอที่จะรู้ความแล้ว แต่ก็ยังคงอ่อนไหวต่อคำพูดหลอกล่อของผู้เป็นแม่ อย่าว่าแต่คนจิตใจดีอย่างเซี่ยซินซานกับจูเฟิ่งเลย แม้แต่ย่าซ่งเองก็ยังทำไม่ลง
ย่าซ่งทำได้เพียงจ้องหน้าวังเสี่ยวหม่านเขม็ง แล้วประกาศกร้าว “ต่อไปนี้อย่ามาเหยียบบ้านฉันอีก บ้านฉันไม่ต้อนรับเธอ!”
พูดจบก็จูงมือเสี่ยวหน่วนเดินกลับเข้าบ้านไป พลางพึมพำกับหลานสาว “ผู้หญิงแบบนี้มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นแม่คนด้วยเหรอ”
แล้วกำชับเสียงจริงจัง “อย่าไปสุงสิงกับผู้หญิงคนนี้นะ จิตใจคับแคบ ไม่ใช่คนดี”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย “หนูจะฟังที่คุณย่าบอกค่ะ”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เธอก็เข้าใจสถานการณ์ได้ไม่ยาก วังเสี่ยวหม่านกำลังลำบาก ในขณะที่บ้านตระกูลเซี่ยกลับกำลังไปได้สวย แถมยังเป็นครอบครัวที่เธอเคยควบคุมบงการได้ดั่งใจในอดีต และไพ่ตายที่สำคัญที่สุดก็คือ สี่เชว่ ลูกสาวแท้ๆ ของเธอ
ความเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดทำให้เธอมีความได้เปรียบเหนือใคร ตราบใดที่สี่เชว่ยังไม่ตาสว่างและมองเห็นธาตุแท้ของแม่ตัวเอง
ทันใดนั้นเอง ซ่งเหลียงก็วิ่งกระหืดกระหอบมาจากโรงงาน
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล “จื่อโจวเพิ่งโทรมา บอกว่าถิงถิงเป็นลม ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล!”
เมื่อครอบครัวซ่งเดินทางด้วยรถม้ามาถึงโรงพยาบาลอำเภอ ซ่งถิงก็ฟื้นคืนสติเรียบร้อยแล้ว
ผู้อำนวยการจวงพอเห็นครอบครัวซ่งมาถึงก็รีบเข้ามาปลอบ “ไม่ต้องห่วงครับ ไม่เป็นอะไรมาก ก็แค่โกรธจัดจนหน้ามืดเป็นลมไปน่ะครับ”
โกรธจนเป็นลม? มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
เมื่อทุกคนเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย ก็เห็นซ่งถิงนอนลืมตาโพลงด้วยความเดือดดาล ท่าทางอยากจะลุกไปเอาเรื่องหลินเสวี่ยจูให้รู้แล้วรู้รอด เมื่อเห็นว่าลูกสาวยังมีเรี่ยวแรงขนาดนี้ หัวใจของย่าซ่งที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายก็พลันสงบลง
ฉู่จื่อโจวที่ยืนอยู่ข้างเตียงเลือกที่จะเงียบไว้ก่อน เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน แถมเขายังหาจังหวะจัดการกับไอ้ตัวต้นเรื่องอย่างหลิ่วหยวนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ไอ้เวรนี่! ตอนนี้กลับทำตัวเป็นผู้ดีมีอารยธรรม แล้วก่อนหน้านี้หายหัวไปไหนมา ถ้าตอนนี้เขาไม่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านนะ เขาจะทำให้ผู้ชายคนนี้ต้องชดใช้อย่างสาสม
ในขณะนั้นเอง หัวหน้ากู่และหัวหน้าเผิงจากฝ่ายพลาธิการก็เดินทางมาถึง
หัวหน้าเผิงได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ย่าซ่งฟังอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อหัวหน้ากู่เห็นว่าซ่งถิงปลอดภัยดีแล้ว ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
[จบบท]