บทที่ 37: ลูกแกะอ้วนพี
ซุนต้าจ้วงรีบลงจากคังทันที เขาเหลือบมองประตูรั้วที่ล็อกไว้อย่างมีเลศนัย
แววตาของเขาฉายแววตะลึงในความงามของหญิงสาวตรงหน้าจนปิดไม่มิด
เขากำลังจะยื่นมือออกไปเพื่อฉวยโอกาสกับซ่งอวี้หน่วน แต่เธอก็ขยับตัวหลบได้ทันควัน
ซ่งอวี้หน่วนหมุนข้อมือไปมาเบา ๆ แววตาของเธอทอประกายกระตือรือร้นอยากจะลองดี
‘สุภาพชนไม่พึงยืนอยู่ใต้กำแพงที่ใกล้จะพัง’ คำกล่าวนี้เป็นความจริง แต่แผนการของเธอก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก
หลิวจินชุ่ยมองค้อนลูกชายที่ใจร้อนของตัวเอง เหยื่ออันโอชะคนนี้ยังแตะต้องไม่ได้!
เธอเชิญซ่งอวี้หน่วนให้นั่งลงด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะยกน้ำหวานถ้วยหนึ่งมาให้ พร้อมทั้งคะยั้นคะยอให้เธอดื่มมันเข้าไป
ซ่งอวี้หน่วนรับถ้วยใบใหญ่มาถือไว้ในมือแล้วเอ่ยถามอย่างยินดี “นี่น้ำหวานจริง ๆ เหรอคะ”
หลิวจินชุ่ยฉายแววใจดี พลางตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ใช่ ใช่…น้ำหวานจ้ะ เป็นน้ำตาลทรายขาวที่หน่วยงานของลูกสะใภ้ยายแจกมา มีไม่เยอะหรอก ดื่มเถอะ หวานชื่นใจนะ”
ซ่งอวี้หน่วนถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “ตั้งแต่หนูกลับมาที่นี่ ก็ไม่เคยได้ดื่มน้ำหวานอีกเลย เมื่อก่อนเนี่ย หนูดื่มทุกวันเลยนะคะ”
หลิวจินชุ่ยเชื่อคำพูดนั้น เธอเคยเดินทางท่องไปทั่วสารทิศ เด็กที่เติบโตในบ้านพักของเทศมณฑลย่อมไม่มีทางต้องมาทนลำบากอยู่แล้ว
ซ่งอวี้หน่วนยกถ้วยขึ้นทำท่าจะดื่ม แต่ใครจะคิดว่าเสียง ‘แกร็ก’ จะดังขึ้นพร้อมกับถ้วยในมือที่แหลกละเอียดคาที่! หลิวจินชุ่ยยังไม่ทันได้ตั้งตัว ซ่งอวี้หน่วนก็เบิกตากลมโตอย่างใสซื่อ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “ยายซุนคะ ถ้าไม่อยากให้หนูดื่มน้ำหวานก็ไม่เห็นต้องทำกันถึงขนาดนี้เลยนี่นา จะเอาถ้วยแตก ๆ มาให้กันทำไมล่ะคะ”
ยายซุน “...”
ถ้วยใบใหญ่นี่สภาพดีและแข็งแรงมากแท้ ๆ ทำไมถึงแตกได้ง่ายดายขนาดนี้
ที่สำคัญที่สุดคือน้ำหวานถ้วยนั้นผสมยาสลบเอาไว้ด้วยนะ!
หลิวจินชุ่ยจึงรีบใช้ให้ซุนต้าจ้วงไปเก็บกวาดเศษถ้วย
“งั้นหนูนั่งก่อนนะเสี่ยวหน่วน เดี๋ยวคุณยายจะห่อเกี๊ยวให้กินดีไหมจ๊ะ”
ซ่งอวี้หน่วนขอบคุณเสียงหวาน “ดีเลยค่ะ ต้องรบกวนยายซุนแล้ว” พูดจบ เธอก็นั่งลงบนเก้าอี้ในห้องอย่างเรียบร้อย
เธอวางมือลงบนพนักพิง ทันใดนั้น เก้าอี้ไม้สาลี่สีทองก็ส่งเสียงดังแกรก ๆ แล้วแตกหักลงมา ในชั่วพริบตาที่เก้าอี้พัง ซ่งอวี้หน่วนก็สปริงตัวลุกขึ้นยืนพลางเบิกตากว้าง พูดด้วยท่าทางรังเกียจ “เก้าอี้บ้านคุณยายนี่มันยังไงกันคะ หนูก็ไม่ได้ตัวหนักสักหน่อย ทำไมนั่งแล้วถึงพังได้ล่ะ ตกใจหมดเลย”
ซ่งอวี้หน่วนเคยทดสอบพละกำลังของตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วน และมันก็ใช้งานได้ดีเยี่ยมเสมอ
สองแม่ลูกตระกูลซุนถึงกับตามสถานการณ์ไม่ทัน การที่เรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้มันดูไม่ชอบมาพากลเอาเสียเลย
แต่แล้วในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
หลิวจินชุ่ยสบตากับลูกชายแล้วบุ้ยปากเป็นสัญญาณให้ซุนต้าจ้วงไปเปิดประตู
ไม่คาดคิดว่าที่หน้าประตูจะมีหญิงสาววัยราวยี่สิบกว่าปียืนอยู่ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เธอมีหน้าตาสะสวยหมดจด แต่ใบหน้ากลับซีดขาวราวกับกระดาษ เหมือนกับถูกทำให้ขวัญหนีดีฝ่อมาอย่างหนัก
หญิงสาวคนนั้นก้าวเข้ามาในบ้านแล้วคว้าแขนของซุนต้าจ้วงไว้ทันที เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและเร่งร้อน “รีบปิดประตูเร็วเข้าค่ะ ข้างหลังมีคนร้ายสองคนตามฉันมา ฉันกลัวมาก บ้านฉันไม่ได้อยู่ที่นี่ ฉันแค่มาเยี่ยมญาติที่อำเภอหนานซาน แต่ญาติย้ายบ้านไปแล้ว ที่นี่ฉันไม่รู้จักใครเลย แล้วยังมีคนไม่ดีคอยตามฉันมาอีก พี่ชายคะ ช่วยพาฉันไปที่สถานีตำรวจได้ไหมคะ”
ซุนต้าจ้วงรีบปิดประตูใหญ่ลงทันที พร้อมกับพูดว่า “รีบเข้ามาในบ้านก่อน ที่นี่ไม่ค่อยปลอดภัย มีพวกไม่น่าไว้วางใจเดินเพ่นพ่านอยู่จริง ๆ โชคดีนะที่คุณมาเคาะประตูบ้านผม ไม่อย่างนั้นคงเกิดเรื่องใหญ่ไปแล้ว”
หญิงสาวปล่อยมือจากซุนต้าจ้วง แล้วหันไปคว้าแขนของหลิวจินชุ่ยที่เพิ่งเดินออกมาแทน เธอวิงวอนว่า “คุณป้าคะ ให้หนูหลบอยู่ที่นี่สักพักได้ไหมคะ”
หลิวจินชุ่ยไม่ได้เอะใจสงสัยอะไร ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะหลายปีที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเกินไป
เธอเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่มานานแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอคือใคร
ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือลูกแกะอ้วนพีอีกตัวที่เดินเข้ามาให้เชือดถึงที่ วันนี้ช่างเป็นวันที่โชคดีเสียจริง
หลิวจินชุ่ยรีบดึงหญิงสาวแปลกหน้าเข้ามาในบ้าน พร้อมกับยกน้ำหวานถ้วยหนึ่งมาให้เช่นกัน ตอนที่หญิงสาวคนนั้นก้าวเข้ามาในห้อง เธอชำเลืองมองซ่งอวี้หน่วนแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบหลบสายตาอย่างประหม่า ซ่งอวี้หน่วนสังเกตเห็นว่าตำแหน่งที่เธอยืนนั้นชาญฉลาดมาก เพราะมันสามารถใช้เป็นที่กำบังให้ตัวเองได้ทุกเมื่อ
ดูเหมือนว่าหัวหน้าสถานีเหอจะเคลื่อนไหวได้รวดเร็วทันใจจริง ๆ
แต่เมื่อคิดดูอีกที สถานีตำรวจก็มีหน้าที่รับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอยู่แล้ว พวกเขาต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เมื่อได้รับแจ้งเหตุก็ต้องรีบออกปฏิบัติการโดยเร็วที่สุด ดังนั้นความเร็วระดับนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร
ซ่งอวี้หน่วนเห็นพี่สาวตำรวจนอกเครื่องแบบรับถ้วยใบใหญ่ไป เธอก็แกล้งกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ “ยายซุนคะ เขาเป็นแค่คนแปลกหน้า ทำไมยายต้องเอาน้ำหวานให้เขาด้วยล่ะ หนูจะดื่ม!”
พูดจบเธอก็พรวดพราดเข้าไปคว้าถ้วยใบใหญ่ไว้ แล้วตวาดอย่างเอาแต่ใจ “เธอห้ามดื่มนะ นี่มันของฉัน!”
พี่สาวตำรวจนอกเครื่องแบบไม่ยอมปล่อยมือ พลางพูดด้วยท่าทีลำบากใจ “น้องจ๊ะ พี่คอแห้งมากเลย ให้พี่ดื่มสักอึกเถอะนะ แค่อึกเดียวแล้วจะคืนให้เลยดีไหมจ๊ะ”
ซ่งอวี้หน่วนจ้องหน้าเธอเขม็ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงรังเกียจ “คนบ้านนอกนี่ไม่มีมารยาทเลยจริงๆ มีที่ไหนกินน้ำถ้วยเดียวกันสองคน ไม่ได้! เอามาให้ฉัน”
“ฉันขอแค่อึกเดียวเอง”
“อึกเดียวก็ไม่ได้!”
ทั้งสองคนต่างไม่ยอมปล่อยมือ ในที่สุด ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของสองแม่ลูกตระกูลซุน ถ้วยใบใหญ่ก็แตกออกเป็นสองเสี่ยง!
น้ำหวานที่อยู่ข้างในหกกระจายเกลื่อนพื้น
พี่สาวตำรวจนอกเครื่องแบบแสดงสีหน้าตื่นตระหนก “ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” พูดพลางเปิดกระเป๋าสะพายข้าง หยิบธนบัตรใบละสิบหยวนออกมาห้าใบวางไว้บนโต๊ะ “บ้านฉันอยู่ในเมืองเซิ่งลี่ค่ะ ฉันเห็นว่าบ้านคุณป้ามีรถม้า พอจะไปส่งฉันกลับได้ไหมคะ นี่เป็นค่ารถค่ะ อ้อ พอไปถึงแล้วฉันจะเลี้ยงข้าวพวกคุณที่ร้านอาหารของรัฐเป็นการตอบแทน”
ซ่งอวี้หน่วนรีบคว้าเงินห้าสิบหยวนนั้นมาทันที ดวงตาของเธอฉายแววโลภโมโทสันอย่างชัดเจน ขณะที่หลิวจินชุ่ยกำลังจะอ้าปากพูด ซ่งอวี้หน่วนก็ฉุดแขนของเธอเข้าไปในห้องครัวแล้วกระซิบเสียงต่ำ “เมื่อกี้หนูแอบดูแล้ว ในกระเป๋าของเธอมีเงินอย่างน้อยหลายร้อยหยวนเลยนะ ห้าสิบหยวนน่ะไม่ได้หรอก มันไม่ใช่แค่ค่ารถขาไป ยังมีขากลับอีก อย่างน้อยก็ต้องหนึ่งร้อยหยวนสิ จริงไหมคะ”
ในที่สุดหลิวจินชุ่ยก็แย่งเงินมาไว้ในมือได้ เด็กสาวคนนี้หน้าเลือดใช่ย่อยเลยทีเดียว
เธอเคยได้ยินซุนจินหรงเล่าว่าลูกสาวที่ถูกส่งตัวกลับมาคนนี้เติบโตในเมืองและดูถูกคนชนบท ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นความจริง เด็กที่โตในเมืองมักจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวกว่าคนบ้านนอกอยู่หน่อย
แต่ถึงจะมีเล่ห์เหลี่ยมมากแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์
เพราะเด็กสาวสองคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวหรือเงิน ทั้งหมดจะต้องตกเป็นของเธอ
ดังนั้นหลิวจินชุ่ยจึงพยักหน้าตกลง แต่ปัญหาก็คือ คนที่ยังมีสติอยู่ครบถ้วนแบบนี้จัดการได้ไม่ง่ายเลย
ยาสลบทั้งหมดเธอเป็นคนปรุงขึ้นมาเอง วัตถุดิบหลายอย่างตอนนี้ก็หาซื้อไม่ได้แล้ว ของที่ตุนไว้ก็น้อยลงทุกวัน ใช้ไปหนึ่งซองก็หมดไปหนึ่งซอง วันนี้ยังต้องมาเสียเปล่าไปถึงสองซอง
ขณะที่กำลังครุ่นคิดหาทางออก ซ่งอวี้หน่วนก็ดึงแขนของหลิวจินชุ่ยแล้วออดอ้อน “ยายซุนขา หนูก็อยากออกไปเที่ยวด้วย พาหนูไปด้วยได้ไหมคะ”
น้ำเสียงของเด็กสาวทั้งหวานทั้งนุ่มนวล ยิ่งบวกกับหน้าตาสะสวยน่ามอง เวลาออดอ้อนขึ้นมาขนาดหลิวจินชุ่ยยังอดเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะไม่ได้
ของดีขนาดนี้… เรียกได้ว่าสุดยอดของสุดยอด
ขนาดเธอยังต้านทานไม่ไหว
ราคาจะแค่ห้าพันจริงหรือ
เกรงว่าต่อให้ตั้งราคาไว้หนึ่งหมื่นก็ยังมีคนแย่งกันซื้อ
“ได้ ได้ ได้ ยายจะพาไปด้วย”
ซ่งอวี้หน่วนปล่อยมือจากหลิวจินชุ่ย เธอเหลือบมองซุนต้าจ้วงที่กำลังพยายามขยับเข้าไปใกล้พี่สาวตำรวจนอกเครื่องแบบ เธอจึงเดินเข้าไปสองสามก้าวแล้วผลักเขาอย่างแรง พร้อมกับพูดอย่างไม่เกรงใจ “คุณน้าคะ มัวยืนบื้อทำอะไรอยู่ล่ะ ยังไม่รีบไปเตรียมรถม้าอีก”
ซุนต้าจ้วงถูกผลักจนโซซัดโซเซเกือบล้ม เขาคว้ากำแพงไว้ได้ทันแล้วหันมาจ้องตาเขม็ง “เด็กคนนี้นี่ ไม่รู้จักหนักเบาเอาซะเลย”
“ต้าจ้วง ไปเตรียมรถ” หลิวจินชุ่ยออกคำสั่ง
เด็กคนนี้ช่างเอาแต่ใจเสียจริง
ซ่งอวี้หน่วนพูดเสริมขึ้นมา “ถ้ายังอืดอาดอยู่อีกล่ะก็ เดี๋ยวสหายหญิงคนนี้เปลี่ยนใจขึ้นมาจะทำยังไง” ไม่รอให้ซุนต้าจ้วงได้โต้ตอบ เธอก็เปลี่ยนเรื่องทันที “น้าซุน หรือว่าน้าอยากจะไปส่งเธอที่สถานีตำรวจกันล่ะ”
เธอยังเบ้ปากอย่างรังเกียจ “ยายซุนคะ ลูกยายนี่ออกจะทึ่มไปหน่อยนะ มีเงินอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ ยังไม่รู้จักคว้าเอาไว้”
[จบบท]