บทที่ 370: เถียงแบบไร้เหตุผล
ย่าซ่งจ้องมองรอยเล็บที่ขีดข่วนเป็นทางยาวอยู่บนใบหน้าของลูกสาว ก่อนจะใช้นิ้วจิ้มลงบนหน้าผากด้วยความรู้สึกผิดหวัง “บอกแม่มาสิลูก ว่าทำไมถึงทำแบบนี้ ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ นี่...แม่จนปัญญา ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วจริงๆ”
ซ่งถิงเบะปาก “แม่คะ หนูจะไปสู้แม่ได้ยังไงล่ะคะ แม่ก็รู้ว่าหนูเถียงใครไม่เป็นอยู่แล้ว หลินเสวี่ยจูน่ะปากคอเราะร้ายจะตาย แถมยังเถียงข้างๆ คูๆ เก่งเป็นที่หนึ่ง แล้วยังขุดเรื่องที่หลิ่วหยวนช่วยซื้อหนังสือให้หนูขึ้นมาพูดอีก พอหนูพยายามอธิบาย เธอก็ไม่ฟัง”
“วันนี้หลิ่วหยวนมาที่ทำงานพอดี เขาเจอหนูเลยถามว่าหลินเสวี่ยจูอยู่ไหน หนูก็บอกไปว่าเธออยู่ในห้องซ้อม แต่หลินเสวี่ยจูดันมาเห็นเข้าพอดี เลยปรี่เข้ามาด่าหนูเสียๆ หายๆ หนูโมโหจนทนไม่ไหวเลยตบหน้าไปฉาดหนึ่ง สุดท้ายก็เลยลงเอยด้วยการตีกันแบบนี้แหละค่ะ...”
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถาม “แล้วเรื่องของย่าหลี่ล่ะคะ มันเป็นมายังไงกันแน่”
เธอจำได้ว่าครั้งก่อนย่าหลี่ยืนกรานหัวชนฝาว่าจะต้องถอนหมั้นให้ได้ เพราะกลัวว่าจะต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
เมื่อลองคิดดูอีกครั้ง เรื่องของวังเสี่ยวหม่านที่เกิดขึ้นก็คงเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดกระมัง
ซ่งถิงนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะเหลือบมองย่าซ่งแล้วเล่าต่อ “ก็เมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง หลินเสวี่ยจูยืนคุยอยู่กับย่าหลี่ตรงหน้าประตู ก่อนหน้านั้นย่าหลี่เคยมาหาหนูครั้งหนึ่งแล้ว แต่หนูไม่ได้ใส่ใจ วันนั้นเธอก็มาอีก คุยกับหลินเสวี่ยจูอย่างสนุกปากเลยล่ะค่ะ ใส่ไฟหนูไม่ยั้ง หาว่าหนูรังเกียจคนจนอยากได้คนรวย เลยจงใจหาเรื่องถอนหมั้น หนูทนไม่ไหวเลยด่าหลินเสวี่ยจูไปยกหนึ่ง แถมยังเตือนให้เธอรู้จักเจียมตัว อย่าได้คิดเข้ามายุ่งเรื่องของคนอื่นอีก แล้วเราก็เลยทะเลาะกันอีกรอบค่ะ”
หัวหน้าเผิงที่ยืนฟังอยู่ด้วยอดที่จะพูดแทรกขึ้นมาไม่ได้ “อันที่จริงแล้วก็ไม่ควรจะเอาลูกน้องมาพูดลับหลังแบบนี้นะครับ แต่เด็กที่ชื่อหลินเสวี่ยจูคนนี้ทั้งเอาแต่ใจตัวเอง ทั้งหัวรั้นไม่ยอมฟังเหตุผลใคร แถมยังมีความสามารถในการเถียงแบบไร้เหตุผลสูงมาก คนในที่ทำงานส่วนใหญ่เลยเลือกที่จะปล่อยผ่าน ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วย”
ย่าซ่งสวนกลับ “ถึงจะเป็นอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเที่ยวพูดจาพล่อยๆ ใส่ร้ายคนอื่นได้ตามใจชอบ ฉันจะไปจัดการเรื่องนี้เอง”
ซ่งเหลียงท้วงขึ้น “แม่ครับ แต่ถ้าเรายกโขยงกันไปทั้งหมดแบบนี้ เธอก็จะหาว่าเรารังแกเธอได้นะครับ มันจะไม่ดีต่อเรานะ ผมว่าเรารอฟังความเห็นจากทางหัวหน้าของเธอก่อนดีกว่า”
ซ่งอวี้หน่วนค้าน “ไม่ได้ค่ะ ต้องไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย ข่าวลือมันแพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งนะคะ ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ ถึงตอนนั้นแล้วเราจะไปแก้ข่าวที่ไหนได้”
ย่าซ่งถึงกับตบขาตัวเองดังฉาด “เสี่ยวหน่วนคิดได้รอบคอบที่สุดแล้ว! ถูกต้องที่สุด น้ำลายของคนเรานี่แหละที่ร้ายกาจจนฆ่าคนให้ตายทั้งเป็นได้”
ในที่สุดทุกคนจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมพร้อมกัน
ระหว่างทาง ซ่งอวี้หน่วนถือโอกาสแวะไปหาคุณอาเหอ เพื่อขอให้เขาส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสมทบด้วย 2 นาย
ในเมื่อหลินเสวี่ยจูเคยพูดท้าทายเอาไว้ว่าซ่งอวี้หน่วนก็แค่คนรู้จักเยอะเท่านั้นไม่ใช่หรือ ถ้าอย่างนั้นเธอก็จะแสดงให้ดูเป็นขวัญตาเอง
ระหว่างทาง พวกเขาก็ได้รับรู้เรื่องราวภูมิหลังครอบครัวของหลินเสวี่ยจู ซึ่งมีฐานะทางบ้านที่ดีมาก พ่อกับแม่ของเธอทำงานอยู่ที่โรงงานเครื่องจักร แถมพ่อของเธอยังเคยได้รับรางวัลแรงงานตัวอย่างอีกด้วย
ส่วนหลิ่วหยวน แม้จะไม่ได้ตามไปที่โรงพยาบาล แต่เขาก็ยังคงยืนรออยู่ด้านนอก เมื่อเห็นว่าทุกคนปลอดภัยดี เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พอเห็นว่าครอบครัวซ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม เขาก็ไม่รอช้ารีบคว้าจักรยานแล้วขี่ปั่นตามไปติดๆ
ณ คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม หลินเสวี่ยจูยืนเชิดหน้าอย่างผู้ชนะ แม้ว่าใบหน้าข้างหนึ่งจะบวมเป่งก็ตามที เธอทั้งโกรธทั้งร้องไห้ฟูมฟายพลางสาปแช่งซ่งถิงให้ตายๆ ไปซะ
ทันใดนั้น จูซิ่วเหมยก็เอ่ยขึ้น “ครอบครัวของซ่งถิงมาถึงแล้ว”
เมื่อทั้งสองฝ่ายมาเผชิญหน้ากัน ย่าซ่งก็ถึงกับพูดไม่ออก ลูกสาวของเธอนั้นปากคอไม่สู้คน แต่กลับชอบใช้กำลังเป็นชีวิตจิตใจ เป็นประเภทที่เถียงสู้ไม่ได้ก็ต้องสู้ ถึงจะรู้ว่าสู้ไม่ได้ก็ยังจะสู้อยู่วันยังค่ำ แต่พอโตขึ้นนิสัยนี้ก็ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะหลังจากที่เริ่มทำงาน เธอก็ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ
แต่วันนี้กลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด
อีกฝ่ายเล่นรุม 2 ต่อ 1 แบบนี้ จะไปเอาชนะได้อย่างไร
ยังไม่นับรวมเรื่องที่หลินเสวี่ยจูสาดโคลนใส่ไม่ยั้งอีกเป็นกระบุง
และเมื่อหลินเสวี่ยจูเหลือบไปเห็นหลิ่วหยวนยืนอยู่ที่ประตู เธอก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นไปอีก นี่เขาถึงกับตามไปที่โรงพยาบาลด้วยอย่างนั้นเหรอ
นังจิ้งจอกซ่งถิงนั่น ต้องแกล้งทำเป็นสลบเพื่อเรียกร้องความสนใจแน่ๆ ช่างเป็นผู้หญิงที่ไร้ยางอายสิ้นดี
ไม่ใช่แค่เธอที่ไร้ยางอาย แต่ครอบครัวของเธอก็เช่นกัน ยกโขยงกันมาตั้งหลายคน แถมยังลากตำรวจมาด้วย คิดว่าฉันจะกลัวหรือไง ตำรวจคนหนึ่งในนั้นฉันก็รู้จัก
หลินเสวี่ยจูคิดในใจอย่างเหยียดหยาม แต่ภายนอกกลับแสร้งทำเป็นน่าสงสาร ยกมือขึ้นกุมใบหน้าของตัวเอง
ยิ่งคนเยอะก็ยิ่งดี คราวนี้แหละจะทำให้ซ่งถิงต้องอับอายขายขี้หน้าไปทั่วทั้งอำเภอเลยคอยดู
เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพราะพวกเขาหาเรื่องใส่ตัวเองแท้ๆ
ให้ตายสิ ไม่เคยพบเคยเห็นใครที่อยากจะยื่นหน้ามาให้คนอื่นตบแบบนี้มาก่อน
เธอสบตากับจูซิ่วเหมยเป็นเชิงให้สัญญาณว่าคราวนี้จะต้องทำลายชื่อเสียงของซ่งถิงให้ป่นปี้จนไม่มีชิ้นดีให้ได้ ยังจะฝันหวานอยากไปคณะนาฏศิลป์แห่งชาติจีนอีกเหรอ อยากจะโด่งดังเป็นดาวค้างฟ้าหรือไง ไม่มีวันเสียหรอก
น้ำตาของเธอร่วงเผาะลงมาทันที หลินเสวี่ยจูที่ปกติแล้วมีฝีปากกล้าเป็นที่หนึ่งในคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมกำลังจะเผยอปากพูด แต่ซ่งอวี้หน่วนกลับชิงตัดหน้าขึ้นก่อน
หากจะแข่งกันเรื่องความเร็วในการพูดแล้วล่ะก็ ใครหน้าไหนจะมาเทียบซ่งอวี้หน่วนได้
ซ่งอวี้หน่วนส่งยิ้มบางๆ ราวกับไม่ได้สังเกตเห็นสภาพอันน่าสังเวชของอาหญิงและคู่กรณีเลยแม้แต่น้อย น้ำเสียงของเธอใสกังวาน แม้จะไม่ได้ดังมาก แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้ทุกคนในห้องประชุมได้ยินอย่างทั่วถึง
“สหายหลินคะ อย่าเพิ่งร้องไห้ แล้วก็อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยนะคะ ฉันขออนุญาตแจ้งข่าวที่อาจารย์จูม่านฝากมาถึงหัวหน้ากู่ก่อนค่ะ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ซ่งอวี้หน่วนก็จงใจเว้นจังหวะเล็กน้อย
หัวหน้ากู่ถึงกับชะงักไป อาจารย์จูม่านมีเรื่องจะฝากบอกเขางั้นหรือ
เดิมทีหลินเสวี่ยจูตั้งใจจะอ้าปากเพื่อขยี้เรื่องไร้สาระพวกนั้นซ้ำๆ จนกว่าซ่งถิงจะไม่มีที่ยืน แต่คำพูดทั้งหมดกลับต้องถูกกลืนลงคอไปอย่างเสียไม่ได้
ริมฝีปากของเธอขยับเล็กน้อย แม้เธอจะไม่เห็นซ่งถิงที่เป็นเพียงสาวบ้านนอกอยู่ในสายตา แต่เธอก็ไม่กล้าที่จะล่วงเกินหัวหน้ากู่ซึ่งๆ หน้า
วันนี้เธอเป็นฝ่ายถูก หัวหน้ากู่จึงไม่ได้แสดงท่าทีเข้าข้างซ่งถิงอย่างออกนอกหน้า แต่ถ้าหากเธอไม่ยอมให้หลานสาวของซ่งถิงพูด เธอก็จะกลายเป็นการหักหน้าหัวหน้ากู่ไปโดยปริยาย แล้วคนอื่นๆ ก็จะพากันมองว่าเธอเป็นคนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
ดังนั้น เธอจึงทำได้เพียงขบฟันแน่นแล้วปิดปากเงียบ
ซ่งอวี้หน่วนกวาดสายตามองไปทั่วห้องประชุมอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ “ฉันเพิ่งกลับมาจากปักกิ่งค่ะ มาถึงบ้านได้ไม่กี่ชั่วโมงเอง ตอนแรกตั้งใจว่าจะแวะมาที่นี่ในวันพรุ่งนี้ แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ฉันขออนุญาตแจ้งข่าวจากอาจารย์จูม่านเลยแล้วกันนะคะ”
“ท่านฝากมาบอกว่าในช่วงวันขึ้นปีใหม่จะมีการแสดงเฉลิมฉลอง ซึ่งเป็นงานระดับประเทศที่สถานีวิทยุและโทรทัศน์จะบันทึกเทปเพื่อนำไปออกอากาศทั่วประเทศ ท่านหวังว่าสหายซ่งถิงจะเดินทางไปเข้าร่วมการคัดเลือกที่ปักกิ่งด้วย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับคัดเลือก แต่ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น”
“ดังนั้นอาหญิงของฉันจะต้องเดินทางไปปักกิ่งในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้วค่ะ ส่วนเรื่องงานที่นี่ อาจารย์จูม่านบอกว่าให้ทำเรื่องย้ายไปเลยจะดีกว่า ท่านจะส่งหนังสือย้ายมาให้ในภายหลัง เรื่องการดำเนินการที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมก็คงต้องรบกวนหัวหน้ากู่ช่วยดูแลให้ด้วยนะคะ”
คำพูดของซ่งอวี้หน่วนทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเปลี่ยนไป ทุกคนต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง
หากเป็นเมื่อก่อน ซ่งถิงคงจะดีใจจนเนื้อเต้นที่มีโอกาสดีๆ เช่นนี้เข้ามา แต่เมื่อไม่นานมานี้ตอนที่เธอโทรคุยกับอาจารย์ ท่านก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย เพียงแต่บอกว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มาเรียนต่อที่ปักกิ่ง เพราะประสบการณ์บนเวทีที่นี่มีค่ามากกว่าที่ไหนๆ
ตอนนั้นเธอรับปากว่าจะไปหลังจากหมดช่วงปีใหม่แล้ว แต่ในความเป็นจริง ซ่งถิงกลับไม่กล้าพอที่จะไป เธอรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ไกลเกินฝัน ราวกับว่าทันทีที่เธอก้าวเท้าออกจากอำเภอหนานซาน หัวใจของเธอก็จะล่องลอยเคว้งคว้าง
ทว่าในวันนี้ เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้จากปากของหลานสาว เธอกลับรู้สึกมั่นคงและอบอุ่นใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
อาจจะเป็นเพราะเสี่ยวหน่วนเป็นคนถ่ายทอดเรื่องนี้ให้เธอกระมัง แต่แล้วเธอก็พลันนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในวันนี้ขึ้นมาได้ หัวใจของเธอหล่นวูบ ถ้าหลินเสวี่ยจูเอาเรื่องนี้ไปฟ้องอาจารย์ล่ะก็ อนาคตของเธอก็คงจะจบสิ้นกันพอดี
ดวงตาของหลินเสวี่ยจูแทบจะลุกเป็นไฟด้วยความอิจฉาริษยา เธอกัดฟันกรอดจนกรามสั่น ก่อนจะกรีดร้องออกมาด้วยน้ำเสียงแหลมสูง “ซ่งถิง! อย่างเธอน่ะเหรอจะไปปักกิ่ง! ไม่มีทาง! เรื่องวันนี้ถ้าเธอไม่รับผิดชอบให้ถึงที่สุด ฉันจะเขียนจดหมายไปที่ทำงานของจูม่าน ฉันจะป่าวประกาศให้ทุกคนได้รู้ถึงพฤติกรรมน่ารังเกียจของเธอที่ทำร้ายฉันจนเจ็บปางตาย คิดจะทำร้ายคนอื่นแล้วหนีไปเสวยสุขง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!”
เสียงแหลมแสบแก้วหูนั้นราวกับเสียงของปีศาจที่กรีดลึกลงไปในโสตประสาทของทุกคนในห้อง
[จบบท]