บทที่ 375: ตบให้ตายคามือ!
ข่าวลือพวกนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงสนทนาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ยังแพร่สะพัดไปทั่วทุกหย่อมหญ้า แม้แต่ในหมู่คนงานหญิงก็ยังจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสในช่วงเวลาพัก
ย่าซ่งจ้องหน้าหลินเสวี่ยจูด้วยแววตาร้อนรน ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเครียด “หลินเสวี่ยจู เธอรู้รึเปล่าว่าทำไมลูกสะใภ้ของย่าหลี่ถึงได้คิดสั้นกินยาฆ่าตัวตาย”
ใบหน้าของหลินเสวี่ยจูซีดเผือดลงทันควัน ความหยิ่งผยองที่เคยมีเมื่อครู่สลายหายไปจนหมดสิ้น สิ่งที่เธอเคยเชื่อกลับไม่ใช่ความจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้า
หรือว่า...ผู้ชายที่ร้องห่มร้องไห้ป่าวประกาศว่าครอบครัวซ่งดูถูกลูกชายเขา พอได้ดิบได้ดีเข้าคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมก็รีบถอนหมั้นทันที ที่แท้ก็แต่งงานมีภรรยาแล้วอย่างนั้นหรือ
ในเมื่อแต่งงานแล้ว จะกลับมาวอแวกับซ่งถิงอีกทำไม แล้วที่ซ่งถิงเคยเล่าให้ฟังว่าครอบครัวเธอเคยไปมีเรื่องกับคนอื่นจนพี่ชายถูกปลดจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ทำให้ย่าหลี่กับหลี่เปิ่นจงกลัวจะเดือดร้อนไปด้วย เลยเป็นฝ่ายขอยกเลิกงานแต่งเอง เรื่องทั้งหมดนั่นคือความจริงใช่ไหม
ย่าซ่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางเอ่ยตำหนิอย่างไม่เกรงใจ “เธอนี่มันยังไงกันนะ เรื่องราวยังไม่รู้ความกระจ่าง ก็เที่ยวไปผสมโรงกับเขาไปทั่ว”
“ลูกสะใภ้บ้านนั้นเป็นคนดีแท้ๆ แต่โชคร้ายที่ต้องมาเจอแม่ผัวใจร้ายกับสามีขี้ขลาดตาขาว พอหมอตรวจเจอว่ามีลูกยาก ย่าหลี่ก็ตั้งท่ารังเกียจทันที แถมยังประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมออกเงินค่ารักษาให้สักแดงเดียว จะให้ลูกชายหย่ากับเมียให้ได้”
“ส่วนลูกชายตัวดีของเธอก็ใช่ย่อย เงินที่จะเอาไปรักษาเมีย กลับคิดจะเก็บไว้แต่งสาวคนใหม่แทน ลูกสะใภ้เขาเลยน้อยใจจนคิดสั้นกินยาฆ่าตัวตาย”
“พอดีว่าบ้านนั้นเขามีพี่น้องผู้ชายเยอะ ย่าหลี่เลยกลัวหัวหด ต้องตามไปที่โรงพยาบาลด้วย แต่แทนที่จะอยู่เฝ้าดูแลคนป่วย กลับทิ้งมาที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม คิดจะมาหาเรื่องลูกสาวฉัน นังแก่หนังเหนียว คงอยากจะลงโลงเต็มแก่แล้วสินะ”
ย่าซ่งกัดฟันพูดลอดไรฟัน สีหน้าเอาเรื่องจนหลินเสวี่ยจูผวาถอยหลังไปหลายก้าว “ลูกสาวฉันไม่มีวันลดตัวไปยุ่งกับคนพรรค์นั้นแน่ เรื่องนี้ฉันกล้ารับประกัน แต่ฉันได้ยินมาว่าเธอออกตัวแรงไม่ใช่เล่นเลยนี่ ถึงขนาดเข้าไปจับไม้จับมือถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันเลยเหรอ”
“หลินเสวี่ยจู ที่ผ่านมาลูกสาวฉันไม่กล้าบอกเพราะกลัวฉันจะไม่สบายใจ แต่ในเมื่อฉันรู้เรื่องแล้ว ก็อย่าหวังว่าฉันจะปล่อยผ่านไปเฉยๆ คุณหลิน ยัยเฒ่าหลี่พูดอะไรกับเธอบ้าง เล่ามาให้หมด ถ้ามันไม่เกี่ยวกับครอบครัวฉัน ฉันจะไม่ไปยุ่งกับยัยแก่นั่น แต่ถ้ามันกล้าสาดโคลนใส่ลูกสาวฉันล่ะก็ ฉันจะตบอีนังแก่นั่นให้ตายคามือเลย!”
ริมฝีปากของหลินเสวี่ยจูสั่นเทาด้วยความกลัวจับขั้วหัวใจ ถ้าย่าซ่งบุกไปหาย่าหลี่จริงๆ มีหวังย่าหลี่ได้ย้อนกลับมาเอาเรื่องเธอแน่ แต่เธอจะตอบไปว่าอย่างไรดี หากบอกว่าย่าหลี่ไม่ได้พูดถึงตระกูลซ่ง ก็เท่ากับว่าเธอกุเรื่องขึ้นมาเองทั้งหมด แต่ถ้าบอกความจริงว่าย่าหลี่ด่าทอตระกูลซ่งเสียๆ หายๆ จนทั้งสองฝ่ายเปิดศึกกัน เธอก็คงไม่รอดอยู่ดี
หลินเสวี่ยจูหวาดกลัวจนนึกเสียใจกับการกระทำของตัวเอง
พลันก็นึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้ หลิ่วหยวนเคยอธิบายเรื่องนี้ให้เธอฟังแล้ว เพียงแต่เขาไม่ได้เอ่ยถึงชายชราแซ่วังคนนั้น เพราะตอนนั้นเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นใคร แต่เธอก็เลือกที่จะไม่เชื่อ...ไม่เชื่อแม้แต่คำเดียว
หัวใจของเธอในตอนนั้นมืดบอดไปด้วยความริษยาที่กัดกินราวกับฝูงอสรพิษ ไม่ใช่แค่เรื่องของหลิ่วหยวน แต่ยังเป็นเพราะซ่งถิงที่มาแย่งตำแหน่งนักแสดงดาวเด่นของเธอไป
แม้ในอีก 1 ปีข้างหน้าซ่งถิงจะจากไป และตำแหน่งนั้นจะกลับมาเป็นของเธออีกครั้ง แต่ความเกลียดชังในใจก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย
ผลลัพธ์คือความพ่ายแพ้ของเธอในวันนี้ หากเธอยังดึงดันจะใช้เรื่องการซื้อหนังสือมาเป็นเครื่องต่อรอง แล้วเรื่องราวเกิดบานปลายไปมากกว่านี้ แม้แต่ลุงหลี่ก็คงจะไม่พอใจ
ยิ่งไปกว่านั้น หลิ่วหยวนก็เคยให้คำสัตย์สาบานไว้ ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูป้าหลิ่ว ท่านคงจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แล้วมีอะไรอีกที่เธอเข้าใจผิดไป ก็เรื่องที่หาว่าซ่งถิงรังเกียจคนจนแล้วทอดทิ้งหลี่เปิ่นจงอย่างไรเล่า แต่เมื่อมองดูสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ทุกอย่างมันกลับตาลปัตรไปหมด
เมื่อนึกย้อนไปถึงวันนั้น วันที่ย่าหลี่มาหาซ่งถิง แต่ซ่งถิงกลับไม่ยอมพบหน้าด้วยซ้ำ ด้วยความอิจฉา เธอจึงเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาย่าหลี่เอง และแสร้งทำเป็นพูดคุยอย่างสนิทสนมเพื่อหวังจะสืบเรื่องราวของซ่งถิง
แต่ความจริงอันน่ารังเกียจก็คือ ในขณะที่ลูกสะใภ้ของย่าหลี่กำลังนอนรอความช่วยเหลืออยู่ที่โรงพยาบาล เธอกลับทิ้งคนป่วยมาที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมเพื่อหาเรื่องคนอื่น
ไม่ใช่แค่หลินเสวี่ยจูเท่านั้นที่หน้าซีดเผือด แม้แต่จูซิ่วเหมยเองก็มีสีหน้าย่ำแย่ไม่ต่างกัน!
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวใหญ่โตที่พวกเธอสร้างขึ้นก็กลายเป็นเพียงเรื่องตลกน่าสมเพชเรื่องหนึ่ง ที่ไม่สามารถทำอะไรซ่งถิงได้เลย
หัวหน้ากู่มีสีหน้าเคร่งขรึม เขาเองก็รู้สึกผิดต่อซ่งถิงอยู่ไม่น้อย “ไม่ต้องไปถามเจ้าตัวแล้ว! ไปถามหัวหน้าแผนก ถามจูซิ่วเหมย หรือถามเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็รู้เรื่อง จูซิ่วเหมย เธอเป็นคนรู้เรื่องคนแรก เธอเล่ามาสิ”
จูซิ่วเหมยหน้าเสีย นี่มันหาเหาใส่หัวชัดๆ
สุดท้ายแล้ว หลินเสวี่ยจูก็ต้องจำใจเล่าความจริงให้ย่าซ่งฟัง ว่าย่าหลี่ได้พูดจาใส่ร้ายอะไรไว้บ้าง แน่นอนว่าเธอปิดปากเงียบเรื่องที่ตัวเองผสมโรงด่าทอไปกับเขาด้วย เพราะเธอไม่กล้าพอที่จะสารภาพออกมา
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มบางๆ แล้วหันไปพูดกับหัวหน้ากู่ “หัวหน้ากู่คะ หนูขอเสนอให้จัดประชุมพนักงานตอนนี้เลยค่ะ เพราะอีกไม่กี่วันอาของหนูก็จะย้ายออกจากอำเภอหนานซานแล้ว เรื่องเล็กน้อยแค่นี้กลับถูกคุณหลินเสวี่ยจูปั่นป่วนจนเป็นเรื่องใหญ่โต หนูไม่รู้ว่าข้างนอกมีใครรู้เรื่องนี้ไปถึงไหนแล้ว แต่ที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมแห่งนี้จะต้องชี้แจงให้ชัดเจน หนูไม่อยากให้อาของหนูต้องมาเจ็บปวดกับเรื่องไร้สาระแบบนี้”
หัวหน้ากู่พยักหน้ารับคำ เพราะอย่างไรก็คือสิ่งที่สมควรทำอยู่แล้ว
ความหยิ่งผยองของหลินเสวี่ยจูมลายหายไปสิ้นแล้ว ในใจตอนนี้อยากจะเอ่ยปากขอโทษและวิ่งหนีไปจากตรงนี้ให้พ้นๆ แต่ด้วยความที่เคยชินกับการเชิดหน้าหยิ่งยโสมาตลอด ทำให้เธอเอ่ยคำขอโทษออกมาไม่ได้แม้แต่คำเดียว
แต่ในการประชุมด่วนที่จัดขึ้น เธอก็ถูกบีบให้ต้องชี้แจงเรื่องราวทั้งหมดที่เธอป่าวประกาศไปในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นจากทั่วทุกสารทิศ “หลินเสวี่ยจูนี่ก็ทำเกินไปจริงๆ เล่าซะเป็นตุเป็นตะจนฉันเชื่อสนิทใจ แถมยังพลอยไปด่าซ่งถิงกับเขาอีก ที่แท้ก็เป็นแค่เรื่องที่เธอกุขึ้นมาเอง”
“อันที่จริงฉันก็เคยเตือนพวกเธอแล้วนะ แค่หนังสือเล่มเดียวมันจะอะไรกันนักหนา นี่มันยุคไหนสมัยไหนแล้ว”
“อีกอย่าง นิสัยของซ่งถิงเป็นยังไงพวกเราก็รู้กันดีไม่ใช่เหรอ ในหัวของเธอมีแต่การร้องเพลง ไม่เคยสนใจเรื่องอื่นเลย เธอไม่มีทางเป็นคนตีสองหน้าหรือเหยียบเรือสองแคมได้หรอก”
“นั่นสิ ตอนนั้นใครๆ ก็ตราหน้าว่าเธอเป็นพวกใฝ่สูง พอได้เข้าคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมก็ถีบหัวส่งคู่หมั้นชาวนา ที่ไหนได้ ความจริงมันเป็นแบบนี้นี่เอง”
“นังแก่หลี่นั่นมันร้ายกาจจริงๆ นะ บีบคั้นลูกสะใภ้จนต้องกินยาฆ่าตัวตาย แล้วยังมีหน้ามาหาเรื่องซ่งถิงถึงที่นี่อีก ยังดีที่ซ่งถิงไม่ยอมออกไปพบ”
“ซ่งถิงไม่เจอ แต่หลินเสวี่ยจูออกไปเจอ ฉันเห็นกับตาเลยว่ายืนคุยกันสนิทสนมจับไม้จับมือกันอยู่ที่หน้าประตูอย่างกับแม่ลูกแท้ๆ ตอนแรกฉันยังนึกว่าเป็นแม่ของหลิ่วหยวนซะอีก พอมองดีๆ ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่”
“แค่เรื่องขี้ปะติ๋วกลับปั่นป่วนจนเป็นเรื่องใหญ่โต ควรจะเรียกประชุมตำหนิอย่างรุนแรงแล้วลงโทษซะให้เข็ด ไม่อย่างนั้นต่อไปใครไม่พอใจใครก็คงเอาอย่างบ้าง แล้วก็ไม่ต้องทำงานทำการกันพอดี ยุบคณะทิ้งไปเลยเถอะ”
ท่ามกลางเสียงซุบซิบวิจารณ์ ใบหน้าของหลินเสวี่ยจูแดงก่ำด้วยความอับอาย อยากจะแทรกแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด
ยิ่งเคยหยิ่งผยองไว้มากเท่าไหร่ ตอนนี้เธอก็ยิ่งรู้สึกอัปยศอดสูมากเท่านั้น
ซ่งอวี้หน่วนเดินเข้าไปพูดกับหลินเสวี่ยจูด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “จำสัญญาที่ให้ไว้ด้วย ออกจากคณะนี้ไปซะ แล้วก็หุบปากของเธอให้สนิท ถ้าฉันได้ยินเธอพูดจาไม่เข้าหูอีกเมื่อไหร่ ก็เตรียมตัวจ่ายค่าเสียหายได้เลย”
หลินเสวี่ยจูรู้สึกทั้งอับอาย ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ แต่ก็ได้แต่ก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมา
หลังจากเรื่องวุ่นวายจบลง ภายในห้องทำงานของหัวหน้ากู่ ซ่งอวี้หน่วนได้เอ่ยขึ้นว่า “เมื่อครู่คนเยอะ เลยไม่สะดวกจะเรียนให้ทราบค่ะ อาจารย์จูม่านฝากคำชมมาถึงคุณ บอกว่านับตั้งแต่คุณเรียนจบจากวิทยาลัยดนตรี ก็อุทิศตนทำงานในระดับท้องถิ่นมานานหลายปีโดยไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่ครั้งเดียว”
“ตอนนี้ทางวิทยาลัยดนตรีปักกิ่งมีโควตาสำหรับเข้าศึกษาต่อ ท่านจึงเสนอชื่อของคุณไป หากผ่านการคัดเลือก ปีหน้าก็จะได้เข้ารับการอบรมในรุ่นที่ 3 ค่ะ”
“แต่ถึงแม้จะไม่ผ่าน ท่านก็จะช่วยหาโควตาจากโรงเรียนดนตรีในมณฑลให้แทน อาจารย์จูม่านบอกว่า การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุดค่ะ”
ซ่งถิงไม่ได้รอจนถึงวันพรุ่งนี้ เธอจัดการธุระของตัวเองและเดินทางออกจากที่นี่ในวันนั้นเลย แม้คำสั่งย้ายอย่างเป็นทางการจะยังมาไม่ถึง แต่ก็มีเอกสารอีกหลายอย่างที่เธอต้องไปจัดการล่วงหน้า
[จบบท]