บทที่ 376: มังกรแกร่งไม่อาจสยบงูเจ้าถิ่น
หัวหน้ากู่ถึงกับยืนนิ่งไปชั่วครู่ เขาไม่คาดคิดเรื่องนี้มาก่อนเลยแม้แต่น้อย
การที่อาจารย์จูม่านจดจำเขาได้ ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนสำคัญอะไร แต่คงเป็นเพราะซ่งถิงเอ่ยชื่อเขาให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง
ทว่าซ่งถิงกลับไม่เคยปริปากพูดถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่นิด
เขาจึงขอบันทึกบุญคุณครั้งนี้ไว้ในใจ
เวลานี้ซ่งถิงกับย่าซ่งกำลังกลับไปเก็บข้าวของที่หอพัก
ส่วนฉู่จื่อโจวที่รออยู่ด้านนอก ก้าวเท้าเดินไปมาอย่างกระฉับกระเฉง หัวใจของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกสองขั้วที่ตีกันวุ่นวาย
เขาดีใจที่จะได้กลับปักกิ่งไปพร้อมกับถิงถิง แต่ก็อดเศร้าไม่ได้ที่ตัวเองยังต้องกลับมาที่นี่อีก กว่าจะทำเรื่องย้ายกลับไปได้ก็ไม่รู้ว่าต้องรอไปอีกนานแค่ไหน
แต่ช่างมันเถอะ ถึงเวลาย่อมมีหนทางเสมอ ไว้ค่อยคิดหาทางออกทีหลังแล้วกัน
ตอนแรกเขาตั้งใจจะไปคิดบัญชีกับหลิ่วหยวน แต่มาถึงตอนนี้ก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปแล้ว เขาขี้เกียจแม้กระทั่งจะชายตามองหลิ่วหยวนกับหลินเสวี่ยจูด้วยซ้ำ
ขณะเดียวกัน หลิ่วหยวนและหลินเสวี่ยจูก็ยังคงยืนอยู่ในห้องประชุม
ก่อนที่หัวหน้ากู่จะออกไป เขาได้กำชับให้หลิ่วหยวนจัดการปัญหาส่วนตัวกับหลินเสวี่ยจูให้เรียบร้อย และย้ำว่าเมื่อก้าวเท้าออกจากคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมไปแล้ว ห้ามนำเรื่องภายในไปพูดที่อื่นเด็ดขาด
หลินเสวี่ยจูน้ำตานองหน้า เธอรู้สึกเสียใจกับการกระทำของตัวเองจริงๆ
นี่มันเข้าตำราที่ว่ายกหินขึ้นมาทุ่มใส่เท้าตัวเองชัดๆ
เธอคิดว่าการฉวยโอกาสสร้างเรื่องจะทำให้ชื่อเสียงของซ่งถิงป่นปี้และถูกไล่ออกไปได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ต้องเก็บของออกไปกลับกลายเป็นตัวเธอเอง
หญิงสาวมองหน้าหลิ่วหยวนแล้วเอ่ยเสียงสั่น “พี่หยวนคะ ฉันผิดไปแล้ว ฉันเข้าใจพี่กับซ่งถิงผิดไปจริงๆ อย่าโกรธฉันเลยนะคะ นะคะ?”
หลิ่วหยวนมองตอบด้วยสายตาเรียบเฉย “ถ้าวันนี้ซ่งอวี้หน่วนไม่มาช่วยพูดให้เรื่องมันกระจ่าง คุณคิดจะอาละวาดต่อไปไม่เลิกใช่ไหม กะจะเล่นงานผมจนไม่มีที่ยืน แล้วก็ให้ซ่งถิงถูกไล่ออกไปเลยหรือไง”
“ไม่ใช่นะคะ ฉันไม่ได้คิดจะทำให้พี่ต้องลำบากใจจริงๆ เชื่อฉันสิคะพี่หยวน ฉัน...ฉันแค่รักพี่มากเกินไป จนเผลออิจฉาซ่งถิงไปหน่อย”
หลิ่วหยวนขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ “เสวี่ยจู พูดความจริงมาเถอะ คุณรักผมจริงๆ น่ะเหรอ”
“รักสิคะ” หลินเสวี่ยจูตอบกลับแทบจะในทันที
แต่หลิ่วหยวนกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไร “แต่ก่อนหน้านี้คุณดูเย็นชากับผมมาตลอด ไม่เห็นจะพอใจอะไรผมเลย แล้วความรักของคุณมันเกิดขึ้นปุบปับขนาดนี้เลยเหรอ”
พูดจบเขาก็ยกมือขึ้นเพื่อห้ามไม่ให้เธอพูดอะไรต่อ ก่อนจะหยิบใบเสร็จสองใบออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ “ดูวันที่ สถานที่ แล้วก็ตราประทับนี่ซะ ของแบบนี้ไม่มีใครกล้าปลอมแปลงหรอก”
หลินเสวี่ยจูมองเห็นใบเสร็จค่าผ้าพันคอสีแดงกับรองเท้าบูทหนังสีดำที่ประทับตราสีแดงชาดของห้างสรรพสินค้ามณฑลเป่ยฉวน
ถูกต้อง นี่คือของจริง
แต่ของเหล่านั้นกลับถูกเธอทำลายจนพังยับเยินไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
ทว่าวินาทีต่อมา หลิ่วหยวนก็คว้าใบเสร็จคืนแล้วฉีกมันเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าต่อตา ก่อนจะเก็บเศษกระดาษยัดใส่กระเป๋ากางเกง
“หลินเสวี่ยจู ผมไม่เคยโกหกคุณเลยสักครั้ง ผมพยายามอดทนอธิบายทุกอย่าง แต่คุณกลับเอาแต่โป้ปดมดเท็จ หลายวันที่ผ่านมาผมทั้งเหนื่อยทั้งเพลียกับเรื่องที่คุณก่อไว้ พูดอะไรไปคุณก็ไม่เคยเชื่อ แล้วคุณคิดว่าความสัมพันธ์ของเรามันจะเดินต่อไปได้ยังไงอีก”
หลินเสวี่ยจูรีบคว้าแขนเขาไว้ น้ำตาไหลพราก “พี่หยวนคะ ฉันยอมรับผิดแล้วไง ฉันขอโทษต่อหน้าทุกคนในที่ประชุมแล้วด้วย ยกโทษให้ฉันเถอะนะ ฉันไม่อยากถอนหมั้น ไม่เอานะคะ ฉันไม่ยอม”
หลิ่วหยวนมองเธอด้วยสายตาที่เย็นชายิ่งกว่าเดิม แฝงไปด้วยความเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด
ภาพของหลินเสวี่ยจูในความทรงจำของเขาคือหญิงสาวผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี ทำตัวราวกับคุณหนูสูงศักดิ์ที่ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา เธอทั้งร้องเพลงและเต้นรำได้อย่างงดงาม ท่วงท่าลีลาอ่อนช้อยราวกับผีเสื้อที่กำลังโบยบินเริงระบำ
อันที่จริง เขากับเธอรู้จักกันมาตั้งแต่ยังเด็ก
ตอนที่ตกหลุมรักเธอนั้น ความรู้สึกรักก็เป็นของจริง
แต่เขาไม่รู้เลยว่าเธอไปเรียนรู้นิสัยแย่ๆ แบบนั้นมาจากที่ไหน
ช่วงที่เขายังมีความอดทน เขาก็พร้อมจะเล่นไปตามเกมของเธอ แต่เมื่อความอดทนหมดลง เขาก็ไม่สามารถฝืนไปต่อได้อีก อย่างน้อยที่สุด เธอก็ควรจะรักษาความหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเองไว้ ไม่ใช่มาเว้าวอนขอความเห็นใจอย่างน่าสมเพชเช่นนี้
และที่สำคัญที่สุดคือ หลินเสวี่ยจูผู้เคยสง่างามและหยิ่งทะนง กลับกลายเป็นคนที่ทั้งอาละวาด ด่าทอ และลงไม้ลงมือได้อย่างคล่องแคล่ว
หลิ่วหยวนไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนดีเลิศประเสริฐศรี และไม่เคยเอามาตรฐานทางศีลธรรมสูงส่งมาตีกรอบให้ชีวิตตัวเองเช่นกัน
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะพิศวาสคนที่มีท่าทางน่ารังเกียจอย่างหลินเสวี่ยจูได้ลงคอ
เขารู้สึกผิดหวังในตัวเธออย่างมาก
เมื่อเห็นแววตาเย็นชาและท่าทีตัดรอนไร้เยื่อใยของหลิ่วหยวน หลินเสวี่ยจูก็รู้สึกเคว้งคว้างทำอะไรไม่ถูก เธอควรจะทำยังไงดี จะทำยังไงถึงจะรั้งหัวใจของเขากลับมาได้ เรื่องนี้จะโทษเธอฝ่ายเดียวได้ยังไง ก็แค่เพราะเธอขี้หึงมากเกินไปเท่านั้นเอง อีกอย่าง ซ่งถิงก็ไม่ได้เป็นอะไรหนักหนาสักหน่อย
แค่มีรอยข่วนบนใบหน้า แต่เธอสิ ทั้งโดนตบหน้า ทั้งโดนกระชากผมเลยนะ
หญิงสาวถูกหลิ่วหยวนสะบัดแขนออกอย่างไม่ใยดี ก่อนที่เขาจะสาวเท้าก้าวยาวๆ จากไปอย่างรวดเร็ว เขาไม่อาจทนอยู่ที่นี่ให้ได้อับอายไปมากกว่านี้อีกแล้ว
หลินเสวี่ยจูวิ่งไล่ตามไปทั้งน้ำตา แต่ฝีเท้าของหลิ่วหยวนนั้นเร็วเกินกว่าที่เธอจะตามทันได้
ภาพแผ่นหลังที่จากไปอย่างเด็ดเดี่ยวนั้น บาดลึกเข้าไปในหัวใจของหลินเสวี่ยจูจนเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด เธอปล่อยโฮออกมาหนักกว่าเดิม
ลมเหนือในยามเหมันต์พัดโกรกปะทะใบหน้า ให้ความรู้สึกราวกับถูกคมมีดกรีดเฉือน
หลินเสวี่ยจูไม่เคยต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสเช่นนี้มาก่อนในชีวิต
เธอกัดฟันแน่น จ้องมองไปยังทิศทางที่หลิ่วหยวนเดินจากไป แม้พยายามจะกลั้นแล้ว แต่น้ำตาก็ยังคงไหลรินออกมาไม่ขาดสาย
หญิงสาวปาดน้ำตาทิ้งอย่างลวกๆ พลันในดวงตาก็ปรากฏประกายแห่งความอาฆาตแค้นขึ้นมาวาบหนึ่ง หลิ่วหยวน คิดจะสลัดเธอทิ้งเพื่อไปหาคนรักใหม่อย่างนั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!
ชีวิตนี้มีแต่หลินเสวี่ยจูที่เป็นฝ่ายทิ้งคนอื่น จะไม่มีวันยอมให้ใครมาทิ้งเธอเด็ดขาด!
หลินเสวี่ยจูไม่ได้สวมผ้าพันคอและไม่คิดจะกลับเข้าไปข้างในอีก วันนี้เธอขายหน้ามากพอแล้ว
ทั้งที่เธอควรจะเป็นฝ่ายกำชัยชนะแท้ๆ แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงกลับตาลปัตรไปได้
เธอต้องไปหาพ่อ พ่อของเธอรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่มากมาย ต้องขอให้ท่านช่วยพูดกับหัวหน้ากู่ให้เธอ
แต่โชคร้ายที่ครั้งนี้หัวหน้ากู่ตัดสินใจแน่วแน่และยึดมั่นในหลักการอย่างถึงที่สุด เขาชี้แจงเรื่องราวทั้งหมดตามความเป็นจริงให้พ่อของหลินเสวี่ยจูฟังอย่างไม่มีตกหล่น จากนั้นหลิ่วหยวนเองก็เดินทางไปที่บ้านตระกูลหลินเพื่อแจ้งความประสงค์ ว่าเขาต้องการถอนหมั้น และยินดีชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดตามที่ตระกูลหลินต้องการ
ขณะเดียวกัน ซ่งอวี้หน่วนก็กลับไปใช้ชีวิตนักเรียนตามปกติ
เมื่อปัญหาของอาหญิงคลี่คลายลง ประกอบกับเป็นช่วงที่ฉู่จื่อโจวต้องเดินทางกลับปักกิ่งพอดี เธอจึงฝากให้อาหญิงเดินทางกลับไปพร้อมกับเขาเสียเลย
สำหรับเรื่องอื่นๆ ย่าซ่งไว้วางใจในตัวของฉู่จื่อโจวเป็นอย่างยิ่ง ท่านคิดว่าไม่ว่าจะยังไง หากชายหนุ่มต้องการเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็ต้องกลับมาเริ่มต้นไต่เต้าจากที่นี่ไปทีละขั้น ถึงครอบครัวของท่านจะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่ก็เป็นคนเก่าแก่ของหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ หรือถ้าจะให้พูดแบบที่เสี่ยวหน่วนว่าไว้ ก็คือ ‘งูเจ้าถิ่น’ นั่นแหละ
มังกรที่แข็งแกร่งเพียงใด ก็มิอาจสยบงูเจ้าถิ่นได้ คำกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล
การเดินทางกลับบ้านของฉู่จื่อโจวล่าช้ากว่ากำหนดเพราะต้องรอซ่งถิงไปด้วย แต่เขาก็ไม่ได้ปิดบังและเล่าความจริงให้ผู้เป็นแม่ฟัง
หลังจากกัวเสียได้รับรู้เรื่องราว เธอก็ไม่ได้ตำหนิอะไร
เธอเป็นคนรู้จักแยกแยะเรื่องราวได้เป็นอย่างดี เรื่องของจูม่านก็ให้เป็นเรื่องของจูม่านไป แม้ว่าเธอจะไม่ชอบจูม่าน แต่ลูกชายก็ไม่ควรจะไปเกลียดชังจูม่านจนเห็นเป็นศัตรูไปด้วย ส่วนเรื่องของซ่งถิงนั้นเป็นอีกกรณีหนึ่ง เธอคือลูกสาวของพี่ใหญ่ตระกูลซ่ง ถึงแม้ตัวเธอจะไม่เคยเจอหน้า แต่ก็พอรู้มาว่าคนบ้านนั้นมีบุคลิกที่แตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป
อีกประการหนึ่ง ลูกชายของเธอยังต้องทำงานที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหออีกตั้งครึ่งปี ผู้เฒ่าของตระกูลเคยบอกไว้ว่า แต่ก่อนคนที่ท่านดูแคลนที่สุดก็คือจื่อโจว แต่มาบัดนี้ เขาอาจจะเป็นคนที่เดินไปบนเส้นทางชีวิตได้อย่างมั่นคงที่สุดก็เป็นได้
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น เธอก็ยิ่งพอใจและไม่อยากทำอะไรที่เป็นการขัดขวางอนาคตของลูกชาย อีกทั้งตอนอยู่ที่หมู่บ้าน เสี่ยวหน่วนก็ดูแลเอาใจใส่พวกเธอเป็นอย่างดี
ดังนั้นเธอจึงเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายกำชับให้ลูกชายดูแลหญิงสาวตระกูลซ่งระหว่างการเดินทางให้ดี
คำพูดของแม่ทำให้ฉู่จื่อโจวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
***
ทางด้านย่าซ่งและเซี่ยกุ้ยหลานต่างก็วุ่นวายอยู่กับการจัดเตรียมข้าวของให้ซ่งถิง ราวกับว่าการจากไปในครั้งนี้จะไม่ได้กลับมาอีกเป็นเวลานาน
ซ่งอวี้หน่วนซึ่งกลับไปเรียนแล้ว ได้นำกุญแจดอกหนึ่งมามอบให้ซ่งถิง บอกว่าเป็นบ้านที่เธอซื้อไว้ในปักกิ่ง อันที่จริง บ้านหลังนี้ซื้อด้วยเงินของน้าเล็กเซี่ยซินตงของเธอ แต่ซ่งอวี้หน่วนไม่อยากจะแบ่งแยกให้วุ่นวาย เธอเป็นคนประเภทที่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้อยู่แล้ว
เธอบอกอาหญิงไปว่าบ้านหลังนี้เป็นของเธอ จะเข้าไปอยู่เมื่อไหร่ก็ได้ตามสะดวก ที่สำคัญยังอยู่ไม่ไกลจากบ้านของผู้เฒ่าจี้อีกด้วย
วันที่ต้องเดินทาง ซ่งอวี้หน่วนไปส่งอาหญิงที่สถานีรถไฟ เธอยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ผู้เป็นอา
ซ่งถิงรับมากางดูก็ถึงกับประหลาดใจ ทำไมถึงมีรายชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของผู้คนมากมายขนาดนี้? เมื่อรถไฟเริ่มเคลื่อนขบวน เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยื่นกระดาษแผ่นนั้นส่งให้ฉู่จื่อโจว “คุณดูนี่สิคะ คนพวกนี้...เป็นคนที่เสี่ยวหน่วนรู้จักทั้งหมดเลยเหรอ?”
[จบบท]