บทที่ 377: สู้เอาไปให้หมากินยังดีเสียกว่า!
ฉู่จื่อโจวทอดสายตามองซ่งถิงเนิ่นนาน ชายหนุ่มผู้มีเค้าหน้าหมดจดเกลี้ยงเกลาครุ่นคิดในใจ ‘ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้อะไรเลยนอกจากเล่นดนตรีและร้องเพลงไปวันๆิสินะ’
ความคิดนั้นทำให้เขาเผลอมองปลายนิ้วของเธอ เขายังจำภาพตอนที่เธอเล่นหีบเพลงได้
คนบางคนก็เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ เหมือนกับว่าสวรรค์ตั้งใจป้อนพรสวรรค์นั้นให้ถึงปาก อย่างซ่งถิงที่ทั้งที่ไม่เคยจับหีบเพลงมาก่อน แต่พอลองได้จับ ได้กดคีย์อยู่ไม่กี่ครั้ง พลางไล่สายตาไปตามตัวโน้ต ก็สามารถบรรเลงท่วงทำนองอันไพเราะออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
แล้วเขาล่ะ? ตอนที่ป้าจูม่านสอนเปียโนให้ เรียกได้ว่าทุ่มเทสอนอย่างเต็มที่ แต่เพลงเดียวที่เขาเล่นได้กลับเป็นเพลงเด็กเล่นขายของ
ป้าจูม่านเคยพูดปลอบใจว่าคนเราต่างก็มีดีกันคนละอย่าง พรสวรรค์ของเขาคงไม่ได้อยู่ด้านดนตรี แต่พ่อกลับบอกว่าพรสวรรค์ของเขาคือการกินดื่มเที่ยวเล่นไปวันๆ ไม่ทำตัวให้เป็นประโยชน์
ฉู่จื่อโจวหลุดยิ้มกับความคิดของตัวเอง ก่อนจะไล่นิ้วไปตามรายชื่อบนกระดาษแล้วเอ่ยขึ้นทีละชื่อ
“คนนี้กู้หวยอัน นี่ชื่อผม ครอบครัวผู้เฒ่าจี้ แล้วก็นี่ของเซี่ยโป๋เหวิน อ้อ มีนายน้อยรองจงด้วย... อืม คนนี้คุณอย่าไปสุงสิงกับเขาจะดีกว่า เขามีปัญหานิดหน่อย ส่วนคนนี้เลขานุการฟ่านที่เจอกันตอนไปค่ายฤดูร้อน เย่เหวินจื้อ? แล้วก็เย่เหล่าซื่อ ผู้เฒ่ากงคนนี้คุณน่าจะรู้จักนะ ส่วนจินจวี๋... คนนี้น่าจะรู้จักผ่านทางกู้หวยอัน เป็นคนดีมาก นิสัยเหมือนจอมยุทธ์หญิงเลยล่ะ”
ซ่งถิงเบิกตากว้าง “นอกจากกู้หวยอัน คุณ แล้วก็ผู้เฒ่าจี้แล้ว คนอื่นฉันไม่รู้จักเลยสักคน แล้วคุณตาเซี่ยโป๋เหวินคนนั้น เราเป็นอริกันไม่ใช่เหรอคะ ถ้ามีเรื่องขึ้นมาจะกล้าไปขอให้เขาช่วยได้ยังไง?”
“เรื่องนี้คุณยังไม่รู้สินะ” ฉู่จื่อโจวกล่าว “จะบอกอะไรให้ ในบรรดาคนทั้งหมดในรายชื่อนี้ เซี่ยโป๋เหวินกลับเป็นคนที่พึ่งพาได้มากที่สุด ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนไปหาเขาจริงๆ ต่อให้ต้องทุ่มสุดตัว เขาก็จะช่วยคุณจนสำเร็จ”
“ทำไมล่ะคะ?”
“ก็เพราะคุณเป็นอาของเสี่ยวหน่วนยังไงล่ะครับ” ฉู่จื่อโจวอดทึ่งในเครือข่ายความสัมพันธ์ของซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ เอาเข้าจริง ต่อให้เป็นทังโส่วกุยกับฉินว่าง หากหลานสาวเขาเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ สองคนนั้นก็คงรีบเสนอตัวช่วยอย่างเต็มอกเต็มใจ
เพราะเป็นคนเก่งงั้นเหรอ? ก็คงใช่ คนเก่งย่อมมีเพื่อนเยอะเป็นธรรมดา
เธออดที่จะรู้สึกอิจฉาไม่ได้ นี่มันแค่ช่วงเวลาไม่นาน แต่เครือข่ายของหลานสาวกลับแผ่ขยายไปกว้างขนาดนี้
คนเราถ้าไม่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาบ้างก็คงไม่เติบโต คำพูดนี้ช่างจริงแท้เสียจริง ดูเหมือนว่าตอนนี้ซ่งถิงจะสุขุมเยือกเย็นขึ้นมาก
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังอดเลิกคิ้วอย่างภูมิใจไม่ได้ “แน่นอนอยู่แล้ว ก็ฉันเป็นอาเล็กของเสี่ยวหน่วนนี่นา เสี่ยวหน่วนบอกว่าต่อไปนี้ถ้าฉันขาดเหลืออะไรก็ให้บอกได้เลย ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น ขอแค่ฉันมีความสุขกับการร้องเพลงก็พอ”
คำพูดของซ่งถิงอาจฟังดูเหมือนคนไม่เอาไหน แต่แววตาและสีหน้าของเธอกลับสดใสเปี่ยมสุขเสียจนฉู่จื่อโจวรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปหลายจังหวะ
เธอกำลังยิ้ม...แต่ในดวงตากลับมีน้ำรื้นขึ้นมา
ซ่งถิงกำลังนึกถึงฉินซือฉี นึกถึงเด็กคนนั้นที่บอกเธอว่าไม่ต้องเขียนจดหมายไปหาอีก พร้อมกับส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังมาให้
แต่กับเสี่ยวหน่วน...เธอไม่เคยเห็นหลานสาวตอนเด็กๆ ไม่เคยอุ้ม ไม่เคยเล่นด้วย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนั้นหลานสาวตัวน้อยของเธอเป็นอย่างไร
แต่ถึงไม่ต้องคิด เธอก็รู้ว่าหลานสาวต้องน่ารักเหมือนตุ๊กตาในภาพวาดปีใหม่อย่างแน่นอน
ฉู่จื่อโจวมองดวงตาที่คลอด้วยน้ำตาของซ่งถิงแล้วก็อยากจะบอกออกไปเหลือเกินว่า ‘แค่คุณมีความสุขกับการร้องเพลง เล่นดนตรีที่คุณรัก และใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ...และแค่คุณชอบผม ผมก็จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง!’ …
***
ในที่สุดซ่งอวี้หน่วนก็หาเวลามาคุยกับสี่เชว่ได้เสียที
ช่วงที่ผ่านมา วังเสี่ยวหม่านไม่กล้ามายุ่งวุ่นวายกับเธอ แต่กลับเที่ยวเดินเพ่นพ่านไปทั่วหมู่บ้าน ทำตัวราวกับเป็นนายหญิงคนใหม่ของบ้านตระกูลเซี่ย
เดิมทีเซี่ยซินซานทำงานอยู่ที่ฟาร์มหมู แต่พอโรงงานเสื้อผ้าจือหลานงานล้นมือ เขาก็เลยย้ายมาช่วยที่นี่แทน แต่ละวันของเขาจึงยุ่งวุ่นวายไม่ต่างกัน แม้บ้านจะอยู่ไม่ไกล แต่ก็ต้องออกไปทำงานแต่เช้ามืดและกลับบ้านดึกดื่นทุกวัน
ส่วนน้าเล็กเซี่ยซินตงก็เก็บตัวอยู่ในห้องทดลองที่ฐานทัพทดสอบการบินมาหลายวันแล้ว ทำให้ตอนนี้ที่บ้านจึงเหลือเพียงจูเฟิ่ง สี่เชว่ และวังเสี่ยวหม่าน
สี่เชว่เป็นเพียงชื่อเล่น ชื่อจริงของเธอคือเซี่ยฮุ่ยลี่ เธอมีหน้าตาถอดแบบมาจากจูเฟิ่งผู้เป็นย่า และก็เติบโตมาจากการเลี้ยงดูของย่ามาโดยตลอด ปีนี้เธอเพิ่งขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นับว่าเป็นสาวน้อยแล้วคนหนึ่ง
เพียงแต่เธอมีนิสัยขี้อาย ไม่ค่อยพูดจา และชอบเม้มปากยิ้มอยู่เสมอ
เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่คือชุดบุฝ้ายฝีมือการตัดเย็บของป้าของเธอหรือเซี่ยกุ้ยหลาน ส่วนรองเท้าบูทหนังก็เป็นคู่ที่ซื้อมาจากเทศมณฑล ซึ่งเด็กๆ ทุกคนในบ้านไม่ว่าจะเป็นเสี่ยวกัง เสี่ยวหรู หรือหู่จื่อที่อยู่ในตัวอำเภอต่างก็มีกันถ้วนหน้า แน่นอนว่าของหมิงเซิ่งนั้น ซ่งอวี้หน่วนสั่งทำพิเศษจากปักกิ่งโดยเฉพาะ
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ซ่งอวี้หน่วนจึงถือโอกาสพาสี่เชว่มาคุยกันที่ชายหมู่บ้าน เมื่อสี่เชว่เห็นซ่งอวี้หน่วนก็แสดงอาการประหม่าและหวาดกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด
สี่เชว่รู้ดีว่าซ่งอวี้หน่วนจะคุยกับเธอเรื่องอะไร
ช่วงนี้ถึงแม้แม่ของเธอวังเสี่ยวหม่านจะไม่ได้ทำตัวกร่างเหมือนแต่ก่อน แต่พฤติกรรมของก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย วันๆ ไม่ยอมทำอะไร ทั้งไม่ทำกับข้าว ไม่ออกแรงทำงาน แถมยังคิดจะให้ย่าซักผ้าทำอาหารคอยรับใช้อีก
คุณย่าตบหน้าแม่ไปฉาดหนึ่งแล้วบอกว่า ถ้าไม่อยากอยู่ก็ไสหัวไปซะ! ท่านยังด่าว่าแม่เป็นพวกไม่รู้จักหลาบจำ เป็นตัวไร้ค่า ถ้าคิดว่าท่านทำไม่ถูก ก็เชิญไสหัวออกไปพร้อมกับแม่ของเธอได้เลย
คุณย่าเป็นคนอ่อนโยนใจดีมาตลอด ในสายตาของเธอ ไม่เคยเห็นย่าของใครใจดีเท่าคุณย่าของเธอมาก่อนเลย
แม้แต่ย่าซ่งเอง เอาเข้าจริงก็เป็นคนอารมณ์ร้อนใช่เล่น ตอนที่เสี่ยวกังซนจนก่อเรื่อง ท่านเคยถือไม้ฟืนไล่ตีเขาตั้งแต่ท้ายหมู่บ้านยาวไปจนถึงหัวหมู่บ้านมาแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่คุณย่าพูดจารุนแรงกับเธอแบบนี้
ชาวบ้านหลายคนก็ด่าว่าเธอไม่ได้เรื่อง มีแม่แบบนั้นแล้วจะรับกลับมาอยู่ด้วยทำไม
บางคนก็ด่าว่าเธอเป็นเด็กอกตัญญู บอกว่าความใจดีของย่าเสียเปล่า สู้เอาไปให้หมากินยังจะดีกว่า
คำพูดพวกนี้ เธอได้ยินมาหมดแล้ว
เธอเรียนอยู่ที่โรงเรียนในคอมมูน คุณครูบางคนยังเคยพูดถึงเรื่องที่เมื่อก่อนแม่ของเธอไม่ยอมให้เธอไปโรงเรียนด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้คุณย่ากับพ่อของเธอ ป่านนี้เธอก็คงเป็นแค่เด็กบ้านนอกที่ไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียว
สี่เชว่ก้มหน้าลงจนคางชิดอก เธอรักและนับถือลูกพี่ลูกน้องคนนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่ลึกๆ
เหตุผลก็เพราะเวลาที่ญาติผู้พี่คนนี้ตำหนิใคร เธอจะไม่เคยออมชอมหรือไว้หน้า สามารถใช้คำพูดเชือดเฉือนจนอีกฝ่ายรู้สึกละอายใจจนแทบแทรกแผ่นดินหนีได้เลย
เธอเคยเห็นตอนที่พี่สาวดุเสี่ยวกังกับเสี่ยวหรู และหลังจากวันนั้น ทั้งสองคนก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนและตั้งใจเรียนขึ้นมาทันที
น้ำเสียงของสี่เชว่สั่นเทา “พี่เสี่ยวหน่วน... ฉัน... ฉันรู้ค่ะว่าฉันมันไม่ได้เรื่อง ฉันทำให้คุณย่ากับพ่อต้องผิดหวัง ฉันก็เกลียดแม่... เกลียดจนไม่กล้าออกไปไหนกับแม่ตามลำพัง”
สี่เชว่ยังจำได้ดี ตอนอยู่ที่หมู่บ้านหลิ่วซู่ เธอเคยได้ยินเสียงในใจของพี่สาว และคืนนั้นเธอก็เก็บไปฝันร้าย
เธอรู้ดีว่าแม่ของเธอไม่ใช่คนดี
“ทำไมถึงไม่กล้าออกไปไหนกับแม่เธอคนเดียวล่ะ?” ซ่งอวี้หน่วนถามด้วยความแปลกใจ และในวินาทีนั้นเอง เสียงในใจของเธอก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
【สี่เชว่คงไม่รู้ว่าชาติที่แล้วถูกแม่แท้ๆ ของตัวเองขายไปที่หนานเฉิง ถ้าขายให้ชายโสดแก่ๆ สักคนก็ยังพอทำใจ】
【แต่วังเสี่ยวหม่านกลับคิดจะขายลูกสาวไปทำงานอย่างว่าที่ฮ่องกง ที่นั่นเป็นนรกบนดินที่แม้แต่อยากจะตายก็ยังทำไม่ได้】
【วังเสี่ยวหม่านไม่เคยรักสี่เชว่เลยแม้แต่น้อย อันที่จริงก็แทบจะไม่มีความผูกพันใดๆ ต่อกันด้วยซ้ำ รู้ทั้งรู้ว่าตอนนั้นสี่เชว่อายุยังไม่ถึง 14 ปี แต่กลับใจดำอำมหิตขายลูกสาวไปลงนรกได้ลงคอ เธอไม่ใช่คน แต่เป็นเดรัจฉานชัดๆ】
【แต่ก็ยังนับว่าโชคดีอยู่บ้างที่ระหว่างทาง พวกลักลอบค้ามนุษย์พยายามจะล่วงเกินเธอ เลยพลั้งมือทำเธอขาดอากาศหายใจตายไปเสียก่อน】
ซ่งอวี้หน่วนจ้องลึกลงไปในดวงตาของเด็กสาว “ในเมื่อเธอคิดแบบนั้น ทำไมถึงยังใจอ่อนอยู่ล่ะ?”
เสียงในใจของพี่สาวในวันนั้นยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำ และวันนี้มันก็ถูกย้ำเตือนขึ้นมาอีกครั้ง
ใบหน้าของสี่เชว่ซีดเผือดราวกับกระดาษ ขาสองข้างสั่นระริกด้วยความกลัวสุดขีด
ซ่งอวี้หน่วนรีบคว้าไหล่ของเธอไว้ พลางส่งผ่านพลังงานอบอุ่นสายหนึ่งจากฝ่ามือเพื่อช่วยให้เธอสงบลง สีหน้าของสี่เชว่จึงค่อยๆ กลับมามีสีเลือดอีกครั้ง
เด็กสาวปล่อยโฮออกมา “ฉัน... ฉันแค่อดไม่ได้จริงๆ วันนั้นแม่ไปหาฉันที่โรงเรียน แล้วสามีใหม่ของท่านก็ตามมาเจอ เขา... เขากดแม่ลงกับพื้นแล้วทุบตีอย่างหนัก พอมีคนเข้าไปห้าม เขาก็กระชากผมแม่ลากไปกับพื้น... เลือด... เลือดเต็มพื้นไปหมดเลยค่ะ... ฉัน... ฉันทนดูไม่ได้จริงๆ ก็เลยต้องขอร้องคุณย่ากับพ่อให้แม่อยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก”
สี่เชว่ร้องไห้จนตัวโยน ดวงตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง
“ฉัน... ฉันเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองแล้วค่ะ แม่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ยังเป็นเหมือนเดิม ไม่มีวันที่จะกลับตัวเป็นคนดีได้”
เธอร้องไห้จนน้ำตาบดบังทุกสิ่งจนมองหน้าซ่งอวี้หน่วนไม่ชัด
“ช่วงนี้ฉันพยายามหาทางให้แม่ไปจากที่นี่ แต่การจะไล่ท่านไปมันไม่ง่ายเหมือนตอนที่รับเข้ามา แม่ไม่ยอมไปเด็ดขาด... ฉัน... ฉัน... ถ้าแม่ยังเป็นแบบนี้อีก ฉันก็จะไปกระโดดแม่น้ำตาย พอฉันตายแล้วท่านก็คงต้องไปจากที่นี่เอง... ฮือ...”
[จบบท]