บทที่ 378: หมิงเซิ่งไม่ให้ฉันเรียกเธอว่าพี่
ซ่งอวี้หน่วนโมโหจนทนไม่ไหว เอื้อมมือไปใช้นิ้วจิ้มหน้าผากของสี่เชว่เต็มแรง เธอไม่ได้กะแรงไว้เลยแม้แต่น้อย ผลักจนร่างของสี่เชว่ล้มหงายหลังลงไปกองกับพื้นหิมะ
สี่เชว่ที่นั่งแหมะอยู่บนพื้น จ้องมองซ่งอวี้หน่วนด้วยความตกใจ ในใจก็นึกทึ่ง ‘พี่แรงเยอะเป็นบ้าเลย’
ซ่งอวี้หน่วนเท้าสะเอว “นี่! ตอนนี้แม่น้ำยังไม่แข็งตัวก็จริง แต่น้ำมันเย็นเจี๊ยบจนจะบาดกระดูกอยู่แล้วนะ กระโดดลงไปไม่ตายก็ป่วยหนักปางตาย แล้วยังไง จะให้ยายมาคอยดูแลเธออีกคนเหรอ”
พูดจบก็ยื่นมือไปฉุดแขนของเด็กสาวขึ้นมาพลางกล่าวต่อ “นิสัยขี้ขลาดของเธอ แม่เธอก็น่าจะรู้ดี ถ้าแม่เธอมีความสุขดีมันก็อีกเรื่อง แต่ดูยังไงแม่เธอก็ไม่มีความสุขเลยสักนิด พอผู้ชายคนนั้นได้ตัวแม่เธอไปแล้ว ก็ไม่เห็นค่าอีกต่อไป แถมยังได้ยินมาว่าแม่เธอเองก็ไม่ได้ดีกับลูกๆ ของผู้ชายคนนั้นเหมือนกัน”
“ตอนนี้ไม่ว่าบ้านเธอหรือบ้านเรา ชีวิตก็กำลังจะดีขึ้นเรื่อยๆ มีกินมีใช้ มีชีวิตสุขสบาย เธอกล้าทิ้งชีวิตดีๆ แบบนี้ไปได้ยังไงกัน ในเมื่อพ่อของเธอก็ไม่ได้มีความคิดที่จะกลับไปคืนดีกับแม่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ตอนนี้เธอกำลังหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวชัดๆ ยังจะมาคิดสั้นฆ่าตัวตายอีก”
“ถ้าตายไปได้มันก็จบ แต่เคยคิดถึงย่ากับพ่อของเธอบ้างไหม ว่าพวกเขาจะเป็นยังไง อีกอย่างนะ ทุกปัญหามันมีทางแก้เสมอแหละ อยู่ที่ว่าเธอจะยอมหาทางออกหรือเปล่า”
สี่เชว่เช็ดน้ำตาป้อยๆ แล้วพึมพำเสียงแผ่ว “ฉันคิดมาหลายทางแล้ว แต่รู้สึกว่าไม่มีทางไหนดีเลย”
เธอเคยคิดจะแอบไปหาผู้ชายคนนั้นเพื่อให้เขามารับแม่กลับไป แต่ก็กลัวท่าทีดุดันของเขาจนไม่กล้า นอกจากนี้ยังเคยคิดจะหาแม่เลี้ยงให้พ่อด้วยซ้ำ เผื่อว่าแม่แท้ๆ ของเธอจะยอมตัดใจแล้วจากไป แต่จะไปหาแม่เลี้ยงดีๆ จากที่ไหนกันล่ะ
อันที่จริง ตั้งแต่ที่บ้านของเธอเริ่มมีฐานะดีขึ้น ก็มีแม่สื่อมาทาบทามพ่อของเธอไม่เว้นแต่ละวัน แต่เพราะเธอไม่อยากมีแม่เลี้ยง และที่สำคัญคือยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ นอกเหนือจากวิธีเหล่านี้แล้ว ยังจะมีหนทางอื่นอีกหรือ
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิสี่เชว่จริงๆ จังๆ ก่อนจะมาที่นี่ เธอแวะไปที่ฐานทัพเพื่อปรึกษากับน้าเล็กก่อนแล้ว น้าเล็กของเธอบอกว่า สี่เชว่ไม่ได้มีแค่หน้าตาที่เหมือนย่าของเธอเท่านั้น แต่นิสัยก็ยังถอดแบบกันมาเป๊ะๆ
นิสัยของจูเฟิ่งอ่อนแอเกินไป ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ถูกทอดทิ้งหรือถูกข่มขู่ เธอก็ไม่เคยต่อต้าน ได้แต่ยอมรับชะตากรรมเงียบๆ เก็บความขมขื่นไว้กับตัว ไม่เคยปริปากระบายออกมาให้ใครฟัง ทั้งๆ ที่เป็นคนดูแลพ่อแม่ตระกูลเซี่ยมาตลอด
แต่พอเซี่ยซานหวามาถึงกลับฉกเอาความดีความชอบไปทั้งหมด เธอก็ไม่กล้าแม้แต่จะโต้แย้ง ตอนที่ซ่างกวนอวิ๋นฉีสั่งห้ามไม่ให้เธอบอกลูกๆ ว่าพ่อของพวกเขาอยู่ที่ไหน ทั้งที่ถูกแย่งสามีไปต่อหน้าต่อตาแถมยังโดนข่มขู่ เธอก็ยังเลือกที่จะอดทน ทั้งชีวิตเอาแต่ยอมเสียเปรียบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะไม่รู้ว่านอกจากอดทนแล้วจะทำอะไรได้อีก
จนกระทั่งวันที่เซี่ยซานหวาบุกมาบีบคั้นนั่นแหละ เธอถึงได้ลุกขึ้นมาตอบโต้เป็นครั้งแรก แต่ตอนนั้นเซี่ยซินตงไม่ได้พูดออกไปว่า เหตุผลที่แท้จริงน่าจะเป็นเพราะได้ยินคำทำนายของเสี่ยวหน่วนต่างหาก หากเป็นในโลกที่ไม่มีใครล่วงรู้ แม่ของเขาที่เอาแต่เก็บกดความทุกข์ระทมไว้กับตัว อาจจะต้องพบกับจุดจบที่น่าเศร้าสลดกว่านี้ก็ได้
ตอนนี้นิสัยของแม่เปลี่ยนไปมากแล้ว และดูเหมือนว่าจะเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ
แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ก็ต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต เซี่ยซินตงจึงหวังว่าซ่งอวี้หน่วนจะอดทนกับสี่เชว่ให้มากขึ้นอีกหน่อย คนเรามีนิสัยแตกต่างกัน บางคนเกิดมาก็มีความคิดเป็นของตัวเอง ฉลาดหลักแหลม และมีวิจารณญาณว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ
แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างเลื่อนลอย เมื่อโชคชะตาผลักไสให้ไปอยู่จุดไหน ก็จะปักหลักอยู่ตรงนั้น ไม่คิดต่อต้านหรือโต้แย้ง ทำได้เพียงภาวนาให้ความอดทนจะนำพาให้ผ่านพ้นไปได้ แล้วชีวิตก็จะดำเนินต่อไปจนแก่เฒ่า และชีวิตนี้ก็คงมีแค่นี้
อันที่จริง คนส่วนใหญ่ก็คิดแบบนี้กันทั้งนั้น และมักจะชอบพูดติดปากว่า ‘ชีวิตฉันก็ถูกลิขิตมาแค่นี้แหละ จะให้ทำอะไรได้อีกล่ะ’ นิสัยของสี่เชว่กับจูเฟิ่งช่างเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว
เซี่ยซินตงพูดได้สมเหตุสมผล เขาเองก็ถูกพรากจากแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก บางทีเขาอาจจะกำลังนึกถึงเรื่องราวของตัวเองอยู่ก็ได้
ซ่งอวี้หน่วนเข้าใจในทันที นี่แหละคือน้าเล็กของเธอ และนี่...ก็คือสี่เชว่
จริงอยู่ที่ยายของเธอขี้ขลาดมาทั้งชีวิตแล้ว คงจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ส่วนพ่อของสี่เชว่เองก็นิสัยอ่อนโยนเกินไป แต่ก็ไม่เป็นไร ขอแค่หาภรรยาที่เหมาะสมให้ได้สักคน เขาก็จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปได้ตลอดรอดฝั่ง ขอเพียงแค่คนคนนั้นไม่ใช่อย่างท่านยายจูเฟิ่งอีกคนก็พอ
ซ่งอวี้หน่วนจูงมือสี่เชว่ให้ลุกขึ้น แล้วพากันเดินกลับบ้านอย่างไม่รีบร้อน ระหว่างทางเธอก็เปรยขึ้นว่า “ฉันมีวิธีนึงนะ”
สี่เชว่ที่ได้ร้องไห้ระบายออกมาจนพอใจแล้วรู้สึกดีขึ้นมาก เธอมองหน้าลูกพี่ลูกน้องที่อายุมากกว่าไม่กี่ปี แต่กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายเก่งกาจและพึ่งพาได้เสมอ
“ฉันก็คิดไว้หลายวิธีเลยค่ะ อย่างเช่นหาแม่เลี้ยงให้พ่อ แต่ก็ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ ฉันเคยไปแอบดูป้าชุ่ยเฟินด้วย เธอหย่าแล้ว แต่เธอมีลูก 2 คน...ฉันไม่ได้รังเกียจลูกของเธอนะคะ แต่สามีเก่าเธอเป็นปัญญาชนจากเมืองเซี่ยงไฮ้ เป็นคนมีความรู้ แต่พ่อฉันอ่านออกเขียนได้นิดหน่อย แถมยังซื่อๆ พูดไม่เก่งอีก ป้าชุ่ยเฟินอาจจะไม่ชอบพ่อก็ได้ แต่ถ้าชอบขึ้นมา บ้านเราก็จะมีเด็กเพิ่มเป็น 3 คนเลยนะ...”
ซ่งอวี้หน่วนมองสี่เชว่อย่างแปลกใจ ไม่นึกว่าเด็กสาวที่เงียบขรึมเหมือนพ่อของเธอ จะมีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองขนาดนี้ เธอเอ่ยชม
“ความคิดของเธอดีมากเลยนะ ป้าชุ่ยเฟินเป็นคนดีจริงๆ นั่นแหละ แต่ตอนนี้คงยังไม่ได้หรอก ที่บ้านเธอยังมีแม่แท้ๆ อยู่ทั้งคนนี่ ไม่มีใครอยากเข้าไปหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวหรอก จริงไหม”
พอได้ยินคำชมจากซ่งอวี้หน่วน สี่เชว่ก็ยิ้มออกทันที ดวงตาที่บวมแดงจากการร้องไห้หยีลงจนกลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
ซ่งอวี้หน่วนยกมือขึ้นลูบผมนุ่มของเด็กสาวเบาๆ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แม่ของเธอไม่ใช่คนดีนะ เป็นคนเห็นแก่ตัว สนใจแต่เรื่องของตัวเอง ไม่เคยแคร์ความรู้สึกใครเลย ฉันขอเตือนเธอดีๆ เลยนะ ให้ระวังเธอไว้ให้ดี อย่าไปไหนมาไหนกับเธอตามลำพังเด็ดขาด เผลอๆ เธออาจจะจับเธอไปขายให้พวกตาแก่โสดๆ ในป่าในเขาก็ได้นะ...”
ใบหน้าของสี่เชว่ซีดเผือดทันควัน น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาอีกรอบ เด็กสาวมองซ่งอวี้หน่วนด้วยแววตาเหมือนจะร้องไห้ “ฉัน...ฉันรู้ค่ะ ฉันจะไม่ไปกับแม่เด็ดขาด”
อันที่จริงซ่งอวี้หน่วนก็แค่ขู่ไปอย่างนั้นเอง วังเสี่ยวหม่านในตอนนี้คงไม่โง่พอที่จะขายสี่เชว่ทิ้งหรอก สี่เชว่เปรียบเสมือนเครื่องรางนำโชคและเป็นโล่กำบังชั้นดีของเธอ เพราะมีสี่เชว่ เธอถึงได้กลับมาเหยียบบ้านตระกูลเซี่ยได้อีกครั้ง ไม่อย่างนั้น อย่าว่าแต่จะเข้ามาในบ้านเลย แค่หน้าประตูเธอก็ยังไม่มีสิทธิ์ได้เห็น
แต่เรื่องแบบนี้ขู่ไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย กันไว้ดีกว่าแก้
สี่เชว่กำมือตัวเองแน่นแล้วเอ่ยถาม “พี่...เอ่อ พี่หน่วนคะ เมื่อกี้พี่บอกว่ามีวิธี มันคือวิธีอะไรเหรอคะ”
ซ่งอวี้หน่วนอดสงสัยกับสรรพนามที่อีกฝ่ายใช้เรียกไม่ได้ เดี๋ยวก็เรียกพี่หน่วน เดี๋ยวก็เรียกพี่เฉยๆ ฟังแล้วสับสนชะมัด “เธอจะเรียกพี่ว่าพี่หน่วน หรือจะเรียกพี่เฉยๆ ก็ได้ ทำไมต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาด้วยล่ะ”
จะว่าไปแล้ว เสี่ยวกังกับเสี่ยวหรูก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
สี่เชว่โพล่งออกมา “ก็หมิงเซิ่งไม่ให้ฉันเรียกพี่ว่า ‘พี่’ นี่คะ”
ซ่งอวี้หน่วนเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึง “หมิงเซิ่งไม่ให้เรียกเหรอ”
สี่เชว่พยักหน้าหงึกๆ อย่างน้อยอกน้อยใจ “ไม่ใช่แค่ฉันนะคะ เขายังไม่ให้เสี่ยวกัง เสี่ยวหรู แล้วก็หู่จื่อเรียกพี่ว่า ‘พี่’ เหมือนกัน แต่หู่จื่อไม่ค่อยได้มาที่นี่เท่าไหร่”
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับหลุดยิ้มออกมา เจ้าตัวเล็กนี่ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง กลับบ้านไปเมื่อไหร่ต้องจับมาหยิกแก้มให้หนำใจเลย
สี่เชว่ถอนหายใจอย่างปลงตก หมิงเซิ่งพูดถูกทุกอย่าง ตอนนั้นเขาเรียกเด็กๆ ทั้งสามคนไปรวมตัวกัน พวกเธอก็นึกว่าน้องชายคนนี้จะมีของอร่อยมาแบ่งให้เหมือนเคย เพราะหมิงเซิ่งเป็นเด็กที่มีขนมเยอะที่สุด ในกระเป๋าสะพายใบเล็กของเขามักจะมีของกินซ่อนอยู่เสมอ
แต่แล้วหมิงเซิ่งกลับประกาศก้องกับพวกเธอว่า ต่อไปนี้ห้ามเรียกพี่สาวของเขาว่า ‘พี่’ เฉยๆ ให้เรียกว่า ‘พี่หน่วน’ เท่านั้น เพราะเขาเป็นน้องชายแท้ๆ ของพี่ มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่เรียก ‘พี่’ ได้ คนอื่นห้ามเรียกเด็ดขาด!
ถ้าเขารู้เข้าล่ะก็ เขาจะไม่แบ่งของอร่อยๆ ของเล่นสนุกๆ หรือหนังสือนิทานภาพสวยๆ ให้อีกเลย ซึ่งของทั้งหมดที่ว่ามานั้น หมิงเซิ่งมีเยอะที่สุด ถึงแม้พวกเธอจะมีของพวกนี้อยู่บ้าง แต่ก็เทียบไม่ได้กับของที่หมิงเซิ่งมี
ทั้งปริมาณและคุณภาพ
[จบบท]