บทที่ 379: ตระกูลเซี่ยไม่ใช่ของเธอคนเดียว
แถมพี่ชายรูปหล่อคนนั้น(กู้หวยอัน)ยังเอ็นดูหมิงเซิ่งเป็นพิเศษ ถึงขนาดซื้อของเล่นให้ตั้งมากมายหลายอย่าง บางชิ้นก็เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะหุ่นยนต์เหล็กตัวจิ๋วที่หวงมาก ไม่ยอมให้ใครแตะต้องแม้แต่ปลายเล็บ
ตอนนั้นเสี่ยวกังโกรธจนควันออกหู ขู่ว่าจะเอาเรื่องไปฟ้อง แต่หมิงเซิ่งกลับไม่กลัวสักนิด ยังท้าให้ไปฟ้องอีกต่างหาก เพราะมั่นใจว่าถ้าพี่สาวรู้เรื่องเข้า มีแต่จะชมว่าเขาเป็นเด็กน่ารัก
ซึ่งดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้วก็คงจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้คิดจะแก้ไขความเข้าใจของน้องชาย การที่หมิงเซิ่งคิดแบบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นพี่น้องแท้ๆ กันอยู่แล้ว แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้คงพูดต่อหน้าสี่เชว่ หรือปล่อยให้หมิงเซิ่งล่วงรู้ไม่ได้
หญิงสาวผู้เป็นกาวใจชั้นเยี่ยมจึงเอ่ยขึ้นว่า “จริงๆ มันก็ไม่ได้ต่างกันหรอกนะ แต่ถ้าเธออยากจะเรียกพี่ว่าพี่เสี่ยวหน่วนก็ตามใจเลย พี่ก็ชอบฟังเหมือนกัน”
สี่เชว่ที่กำลังเศร้าใจถึงกับนิ่งไป มองหน้าซ่งอวี้หน่วนอย่างเหม่อลอย จนลืมเรื่องทุกข์ร้อนในใจไปชั่วขณะ
“วิธีที่ฉันบอกเธอไปเมื่อกี้มันง่ายมากเลยนะ” ซ่งอวี้หน่วนพูดต่อ “คือเธอต้องเลิกมองแม่ของเธอในฐานะแม่คนหนึ่ง แต่ให้มองว่าตัวเองเป็นครูของเธอแทน ถ้าเธอทำอะไรไม่ถูกไม่ควร ก็ต้องว่ากล่าวตักเตือน เราต้องเริ่มจากไม้อ่อนไปหาไม้แข็งก่อน”
สี่เชว่อ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อ ให้ทำตัวเป็นครู ไม่ใช่ลูกสาวเนี่ยนะ ทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอ
“ก็อย่างเช่น ถ้าวันๆ แม่เธอไม่ยอมทำอะไร เอาแต่เดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว เธอก็ต้องตักเตือนสั่งสอนเขาสักหน่อย วางใจได้เลย ตอนนี้เขาไม่กล้าทำกับเธอเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เธอไม่จำเป็นต้องกลัวเขาสักนิด เธอมีทั้งคุณย่า คุณพ่อ แล้วก็มีฉันอีกคน อ้อ! ยังมีน้าเล็กอีก พวกเราทุกคนอยู่ข้างเธอนะ เธอต้องให้เขาทำงานบ้าน ซักผ้า ทำกับข้าว เธอจะกตัญญูแต่กับแม่ แล้วปล่อยให้ย่าต้องมาลำบากไม่ได้ จริงไหม”
ซ่งอวี้หน่วนพูดพลางเดินไปข้างหน้า ยายอุตส่าห์ได้ใช้ชีวิตสุขสบายแล้วแท้ๆ ยังต้องมาเหนื่อยทำอาหารให้คนแบบนี้อีก คิดแล้วก็น่าเจ็บใจแทน
สี่เชว่ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะถามออกมาด้วยความกังวล “แล้ว...ถ้าแม่ไม่ยอมล่ะคะ”
“ถ้าไม่ยอมก็ไม่เห็นเป็นไร ฉันจะไปรับยายมาอยู่ด้วยกันที่อำเภอพอดี บ้านของฉันที่นั่นมีเครื่องทำความร้อน ยายจะได้ไม่ต้องลำบากแบบนี้ ฉันกับแม่จะได้สบายใจขึ้นมาหน่อย ไม่อย่างนั้นยายเพิ่งจะมีความสุขได้ไม่กี่วัน เธอก็ดันไปชักนำตัวปัญหาเข้าบ้านเสียแล้ว โชคดีนะที่ฉันกับแม่รู้จักนิสัยเธอดี ไม่อย่างนั้นคงคิดว่าเธอตั้งใจหาเรื่องมาให้ยายปวดหัวเล่นแน่ๆ”
คำพูดนั้นทำให้สี่เชว่ปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง “ฉันเปล่านะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ฉันเสียใจจะแย่อยู่แล้ว แค่นึกว่าแม่จะกลับตัวเป็นคนดีได้แล้ว ตอนที่ร้องไห้ฟูมฟายกับฉัน ท่านดูน่าสงสารมากเลยนะคะ บอกว่าถ้าฉันไม่ช่วย ไม่ยอมพูดแทนท่าน แม่ก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว”
“แม่ยังขู่อีกว่าถ้าฉันทิ้งท่านไป จะมาผูกคอตายที่หน้าประตูบ้านเรา ตอนนั้นฉันกลัวมากจริงๆ กลัวว่าท่านจะทำแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ แต่ฉันไม่คิดเลยว่าแม่จะยังทำตัวน่ารังเกียจไม่เปลี่ยน พอกลับเข้ามาอยู่บ้านได้ก็เผยธาตุแท้ออกมาทันที แถมยังจะทำตัวเหมือนเมื่อก่อนอีก”
“เลิกร้องไห้ได้แล้ว” ซ่งอวี้หน่วนปราม “น้ำตาของเธอไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้เลยนะ ตอนที่โดนแม่ขู่แบบนั้น สิ่งที่เธอควรทำคือกลับไปบอกย่ากับพ่อของเธอ ไม่ใช่ตัดสินใจอะไรเองแบบนี้ ตระกูลเซี่ยไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวนะ เธอยังไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใจแทนคนอื่นเขา เธอต้องถามความเห็นของพวกท่านก่อน ถ้าทุกคนเห็นด้วย ตอนนั้นเธอจะทำอะไรก็ไม่มีใครว่า”
“ตอนนี้เธอก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ยังต้องให้ย่ากับพ่อคอยเลี้ยงดูอยู่เลย ฉันได้ยินมาว่าเธอถึงกับคุกเข่าร้องไห้อ้อนวอนเลยไม่ใช่เหรอ ทำแบบนั้นมันไม่ต่างอะไรกับการเอามีดไปกรีดใจย่าของเธอเลยนะ”
“ท่านเลี้ยงดูเธอมาด้วยความยากลำบาก ทุ่มเทให้เธอตั้งเท่าไหร่ แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับน้ำตาจระเข้ไม่กี่หยดของแม่แท้ๆ ของเธอเนี่ยนะ”
“แล้วพ่อของเธอล่ะ เขาเคยเจ็บปวดเพราะแม่ของเธอมาแล้วครั้งหนึ่ง เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด แต่วังเสี่ยวหม่านกลับดึงดันจะหย่าให้ได้ ถึงขนาดเอายาเบื่อหนูมาขู่พวกเธอ เรื่องทั้งหมดมันเพิ่งจะผ่านมาไม่นานนี้เอง เธอไม่ควรลืมสิ”
สี่เชว่โดนซ่งอวี้หน่วนว่ากล่าวจนใบหน้าแดงก่ำ พอเห็นประตูบ้านอยู่ใกล้แค่เอื้อม ก็กลับรู้สึกละอายใจจนไม่กล้าเดินเข้าไป
ซ่งอวี้หน่วนเห็นดังนั้นจึงหยุดพูด เพราะรู้ดีว่าหากพูดมากกว่านี้อาจกลายเป็นผลเสีย ได้เท่านี้ก็ถือว่ากำลังพอดีแล้ว เธอจึงปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง “เอาเถอะ จริงๆ ฉันก็เข้าใจเธอนะว่ามันเป็นเรื่องที่ตัดสินใจลำบาก ใครเจอแบบนี้ก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน”
“แต่เรื่องแบบนั้นน่ะ รอให้เธอโตจนหาเลี้ยงตัวเองได้ก่อนดีกว่านะ ถึงตอนนั้นเธอจะรับเขาไปอยู่บ้านของเธอเอง จะดูแลเขายังไงก็ทำได้เต็มที่เลย”
สี่เชว่เม้มริมฝีปากแน่นในใจพลางคิดว่าเธอไม่เอาอีกแล้ว แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวก็เข็ดไปจนตาย
ที่คุณย่าพูดไว้ไม่มีผิด สันดานคนเรามันเปลี่ยนกันไม่ได้จริงๆ ถ้าวังเสี่ยวหม่านคิดจะกลับตัวกลับใจอย่างจริงใจ ป่านนี้คงไม่ทำตัวแบบนี้อยู่หรอก นี่เธอยังได้ยินย่าเล่าว่าไม่รู้แม่กล้าดียังไงไปคิดจับคู่พี่เสี่ยวหน่วนกับใครก็ไม่รู้อีก ช่างไม่มียางอายเอาเสียเลย!
ไอ้เอ้อร์ตั้นนั่นก็ดูทึ่มๆ ท่าทางนิสัยก็ไม่ดี ไม่คู่ควรกับพี่เสี่ยวหน่วนแม้แต่น้อย ดูท่าว่าแม่ของเธอจะเริ่มกำเริบเสิบสานอีกแล้ว ลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นใคร แถมถ้าบ้านเดิมของตัวเองดีนักหนา ทำไมไม่กลับไปอยู่ที่นั่นล่ะ ยังจะหน้าด้านมาขอร้องข่มขู่เธอทำไมกัน
สี่เชว่ให้คำมั่นสัญญากับซ่งอวี้หน่วนว่านับจากนี้ไป เธอจะคอยจับตาดูวังเสี่ยวหม่านไม่ให้คลาดสายตา
คำพูดนั้นทำให้ซ่งอวี้หน่วนยิ้มกว้างออกมา ก่อนจะเอ่ยปากชมเชยสี่เชว่ไม่หยุดปาก
กำลังใจและคำชื่นชมเหล่านั้นทำให้ความกล้าหาญของสี่เชว่เพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ซ่งอวี้หน่วนจึงรีบตีเหล็กตอนร้อน ไม่เพียงแต่ให้กำลังใจ แต่ยังสอนวิธีรับมือกับวังเสี่ยวหม่านอย่างละเอียด ตั้งแต่การตอบโต้เมื่อถูกด่าทอไปจนถึงการวางตัว
ต้องยอมรับว่ายีนของตระกูลเซี่ยนั้นดีเลิศจริงๆ เด็กทุกคนล้วนมีความจำดีเยี่ยม แค่ซ่งอวี้หน่วนบอกเพียงครั้งเดียว สี่เชว่ก็จดจำได้ทั้งหมด
อันที่จริง หากวังเสี่ยวหม่านกลับมาแล้วทุ่มเทความรักความเอาใจใส่ทั้งหมดให้กับครอบครัวและลูกสาว เพื่อชดเชยความผิดที่เคยทำไว้ในอดีต เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยนิสัยใจอ่อนของสองย่าหลาน ไม่แน่ว่าเรื่องราวอาจจะจบลงด้วยดีก็ได้
แต่เธอกลับเลือกที่จะกลับไปทำสันดานเดิม เพียงแต่รู้จักเก็บงำมากขึ้น ไม่กล้าด่าจูเฟิ่งกับเซี่ยซินซานต่อหน้าก็เท่านั้น ส่วนนิสัยอื่นๆ ก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ตอนที่เดินออกมากับซ่งอวี้หน่วน สี่เชว่ยังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสน แต่ขากลับ หลังจากได้ระบายทุกอย่างในใจออกไป เธอก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ขี้ขลาดและสิ้นหวังอย่างที่คิดอีกแล้ว
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยคุณย่ากับคุณพ่อก็ยังอยู่เคียงข้างเธอ
สี่เชว่เดินเข้าบ้าน ก็เห็นวังเสี่ยวหม่านกำลังนั่งพาดขาแทะเมล็ดแตงโมอยู่ในห้องของเธออย่างสบายอารมณ์ ขณะที่คุณย่านอนพักอยู่ในห้องของท่านเอง พอวังเสี่ยวหม่านเห็นสี่เชว่กลับมา ก็ขมวดคิ้วแล้วสำรอกคำด่าออกมาเป็นชุด
“อีเด็กขี้เกียจ หายหัวไปเริงร่าที่ไหนมา วันนี้วันหยุดแท้ๆ ไม่คิดจะช่วยงานที่บ้านบ้างเลยรึไง เอาแต่เที่ยวเตร่ไปทั่ว เดี๋ยวนี้ชักจะเหลวไหลใหญ่แล้วนะ ไปหาฟืนมาหุงข้าวได้แล้ว! แล้วก็เสื้อผ้าพวกนั้น วันนี้แดดดี รีบเอาไปซักให้หมด! มัวยืนเหม่ออะไรอยู่ แกหูหนวกรึไง ไม่ได้ยินที่ฉันสั่งเหรอ อีเด็กขี้เกียจ! วันๆ เอาแต่นอนกับเที่ยว สันดานเสียได้ใครมาก็ไม่รู้!”
คำพูดเหล่านั้นทำให้จูเฟิ่งที่นอนพักอยู่ถึงกับโกรธจนตัวสั่น เธอลุกขึ้นนั่งบนคัง จ้องเขม็งไปยังทิศทางของห้องฝั่งตะวันตกด้วยแววตาเกรี้ยวกราด ก่อนจะสวมรองเท้าเตรียมลุกไปจัดการ
แต่แล้วความคิดที่จะออกไปสั่งสอนวังเสี่ยวหม่านก็พลันหยุดชะงักลง เมื่อไม่ได้ยินเสียงของสี่เชว่ตอบกลับมาเลยสักแอะ ความน้อยใจเข้าเกาะกุมหัวใจของหญิงชรา ต่อให้เธอดีกับสี่เชว่มากแค่ไหนก็คงไม่มีความหมาย สุดท้ายสายเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ
ถึงจะโดนด่าโดนว่าอย่างไร ในใจของหลานสาวก็ยังคงเข้าข้างแม่แท้ๆ ของตัวเองอยู่ดี หากเธอออกไปอาละวาดตอนนี้ จะได้อะไรขึ้นมานอกจากการทำให้สี่เชว่เคืองใจ
น้ำตาของจูเฟิ่งคลอหน่วยขึ้นมาอีกครั้ง แต่แล้วคำพูดของซ่งอวี้หน่วนก็แว่วเข้ามาในความคิด เสี่ยวหน่วนบอกให้เธอใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อยากทำอะไรก็ทำ อยากด่าใครก็ด่า อยากตบตีใครก็ทำได้เลย มีเธอกับน้าเล็กคอยหนุนหลังอยู่ทั้งคน ถ้าตีคนไปแล้ว เธอจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลให้เอง
แค่คิดถึงคำพูดนั้น หัวใจก็พลันอบอุ่นขึ้นมา หญิงชรากำหมัดแน่น วันก่อนที่เธอตบหน้าอีผู้หญิงสารเลวคนนั้นไปฉาดหนึ่ง มันก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่นา สุดท้ายก็ยังหน้าด้านหน้าทนอยู่ไม่ยอมไปไหน แล้วเธอจะไปกลัวอะไรอีก
เธอไม่โทษสี่เชว่หรอกที่หลานเป็นแบบนี้ มันเป็นความผิดของเธอกับซินซานเองที่สอนลูกผิดๆ ตอนเด็กๆ เวลามีเรื่องทีไร เธอก็มักจะบอกให้เด็กคนนี้อดทนเข้าไว้ นานวันเข้าจึงหล่อหลอมให้กลายเป็นคนขี้ขลาดแบบนี้
จูเฟิ่งตัดสินใจแน่วแน่ กำลังจะก้าวออกไปจัดการวังเสี่ยวหม่านให้สิ้นซาก แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงหลานสาวของตัวเองดังขึ้น แม้จะสั่นเครืออยู่บ้าง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นเด็ดเดี่ยว “ที่หนูยอมให้แม่กลับมาอยู่ด้วย ก็เพราะสงสารที่เห็นแม่โดนทำร้าย เลยจำใจให้ที่ซุกหัวนอนเป็นการชั่วคราว แต่ความจริงแล้ว…แม่กับครอบครัวของพวกเราไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกันอีกต่อไปแล้ว!”
[จบบท]