บทที่ 383: ฉันจำได้
ซ่งถิงคือตัวอย่างของนักร้องที่สะกดคนดูได้ตั้งแต่โน้ตตัวแรก น้ำเสียงของเธอเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ทุกคนต้องตกอยู่ในภวังค์
เซี่ยซินตงสังเกตเห็นว่าท่วงท่าการแสดงของซ่งถิงนั้นมั่นคงและสง่างาม การประสานงานกับเหล่านักเต้นที่อยู่ด้านหลังก็ทำได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ จนแทบดูไม่ออกเลยว่านี่คือการแสดงของนักร้องหน้าใหม่
เหนือสิ่งอื่นใด คือน้ำเสียงที่ไพเราะจับใจ และแน่นอนว่าการได้มาฟังสดๆ ในหอประชุมใหญ่นั้นย่อมให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากการฟังผ่านเครื่องรับวิทยุอย่างสิ้นเชิง
หลังจากออกมาจากหอประชุมใหญ่ จินจวี๋ก็ตั้งใจจะให้ข้อมูลที่ทำงานและเบอร์โทรศัพท์ของตนกับเซี่ยซินตง เธอบอกว่าปกติแล้วเสี่ยวหน่วนติดต่อกับเธอบ่อยๆ เลยอยากจะทิ้งช่องทางติดต่อไว้ให้ เผื่อวันข้างหน้ามีเรื่องอะไรจะได้มาหาเธอได้
เซี่ยซินตงเห็นเธอกำลังก้มหน้าก้มตาควานหาสมุดกับปากกาในกระเป๋าจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "บอกมาได้เลยครับ ผมจำได้"
จินจวี๋ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา "ฉันนี่เผอเรอไปหน่อย เสี่ยวหน่วนเคยบอกฉันแล้วนี่นา"
ชายคนนี้คืออัจฉริยะผู้มีความทรงจำเป็นเลิศ เรื่องซับซ้อนทางเทคนิคแค่ได้ฟังครั้งเดียวก็จำได้ขึ้นใจ แล้วเธอยังจะมัวมาวุ่นวายหาสมุดอยู่ทำไมกันนะ
ว่าแต่...เธอเก็บสมุดไว้ที่ไหนเนี่ย
ในที่สุดจินจวี๋ก็บอกเบอร์โทรศัพท์ทั้งที่ทำงานและที่บ้านให้กับเซี่ยซินตง
เขารับฟังแล้วพยักหน้าเป็นเชิงว่าจดจำไว้หมดแล้ว
หลังจากกล่าวลาจินจวี๋อย่างสุภาพและพูดคุยกับผู้เฒ่าจี้อีกสองสามคำ นายน้อยรองจงก็หันมามองเซี่ยซินตงด้วยแววตาเป็นประกาย "น้าเล็กครับ ผมซื้อของไว้นิดหน่อย ตอนน้ากลับอำเภอหนานซานช่วยเอาไปฝากได้ไหมครับ"
"ให้เสี่ยวหน่วนเหรอ" เซี่ยซินตงถามกลับ
นายน้อยรองจงพยักหน้ารับ
ผู้เฒ่าจี้ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ ขมวดคิ้วพลางเอ่ยเตือน "เสี่ยวหน่วนไม่ได้ขาดเหลืออะไร ไม่จำเป็นต้องซื้อของไปให้บ่อยๆ ค่ารักษาของเธอก็ไม่ใช่ถูกๆ แล้วก็อีกอย่าง..."
ผู้เฒ่าจี้เว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง
นายน้อยรองจงจึงรีบถามต่อ "คุณปู่จี้ มีอะไรอีกเหรอครับ"
ระยะหลังมานี้อาการของชายหนุ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก
เมื่อมองดวงตาอันใสซื่อของเขา ผู้เฒ่าจี้ก็ยังคงกล่าววาจาที่ตรงไปตรงมา "เอกสารพวกนั้นอย่าเอาไปให้เสี่ยวหน่วน ถึงในอนาคตเธอจะได้สืบทอดมรดกมาแล้วก็อย่าได้คิดจะยกให้ใครต่อใครเด็ดขาด”
“ของพวกนั้นคือสมบัติที่แม่ของเธอทิ้งไว้ให้ กว่าที่แม่ของเธอท่านจะรักษาของพวกนี้ไว้ได้โดยไม่ให้จงต้าเฉียวแย่งไป ไม่รู้ว่าต้องผ่านความยากลำบากมามากแค่ไหน จะนึกอยากยกให้ใครก็ยกให้ง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง”
“ถ้าท่านรับรู้จากปรโลกได้คงไม่มีความสุขหรอก ท่านกับคุณตาของเธอก็แค่หวังให้เธอใช้มรดกเหล่านั้นเพื่อมีชีวิตที่ดีต่อไปก็เท่านั้น"
นายน้อยรองจงเงียบไป
หากแม่ล่วงรู้ว่าเขาจะมอบทุกอย่างให้เสี่ยวหน่วนจริงๆ แล้วจะเป็นไรไปเล่า แม่คงมีแต่จะยินดีกับเขาเสียด้วยซ้ำไป เพราะหากไม่มีเสี่ยวหน่วน เขาก็คงไม่ได้มีชีวิตอย่างคนปกติมาจนถึงวันนี้ และคงไม่ได้สัมผัสกับการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่เหมือนสุนัขตัวหนึ่ง
ถึงจะคิดเช่นนั้น แต่นายน้อยรองจงก็ยังตอบรับอย่างนอบน้อม "คุณปู่จี้ ผมเข้าใจแล้วครับ"
เซี่ยซินตงเหลือบมองนายน้อยรองจงด้วยสายตาที่ลึกล้ำ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
จากที่นี่ไปยังมหาวิทยาลัยของเขาก็ไม่ไกลนัก
เซี่ยซินตงดึงหมวกลงมาปิดใบหน้าแล้วค่อยๆ เดินไปตามทางที่คุ้นเคย แต่เขากลับต้องแปลกใจเมื่อพบกับจินจวี๋ที่กำลังเดินทอดน่องอยู่ริมถนนเช่นกัน
เขาเห็นเธออีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้คิดจะหยุดทักทาย เพียงตั้งใจจะเดินผ่านไปข้างหน้า แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดฝีเท้าก่อนจะหันกลับไปถาม "คุณจะไปไหนเหรอครับ"
จินจวี๋ชี้ไปข้างหน้า "บ้านฉันอยู่แถวนั้นค่ะ เดิมทีว่าจะกลับไปทำงานล่วงเวลาที่หน่วยงาน แต่หัวหน้าโทรมาบอกว่าไม่ต้องแล้ว พอดีรถโดยสารหมดแล้วก็เลยว่าจะเดินกลับ"
เซี่ยซินตงไม่คุ้นชินกับการต้องมาเดินอยู่ริมถนนกับผู้หญิงที่เพิ่งจะรู้จักกัน แต่ในเมื่อบังเอิญมาเจอกันแล้ว จะให้เดินจากไปเฉยๆ ก็ดูกระไรอยู่
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
เซี่ยซินตงไม่ชอบสถานการณ์ทำนองนี้เลย ไม่ใช่เพราะรับมือไม่เป็น แต่เป็นเพราะเขาไม่ชอบที่จะต้องมารับมือกับมันต่างหาก
จินจวี๋เป็นคนฉลาดและช่างสังเกต เธอรู้ดีว่าคนที่ผ่านเรื่องราวเลวร้ายมาอย่างเซี่ยซินตง การที่เขายังคงรักษาสภาพจิตใจให้เป็นปกติได้อย่างทุกวันนี้ก็นับว่าน่าทึ่งมากแล้ว เธอจึงไม่อยากทำให้เขาต้องลำบากใจ และไม่อยากรบกวนความสันโดษที่เขาปรารถนา
จินจวี๋จึงฉีกยิ้มแล้วบอกเขา "ฉันว่าจะแวะซื้อของกินที่ร้านอาหารข้างหน้านั่นหน่อยค่ะ คุณไปก่อนได้เลย"
ถึงแม้ว่าย่านนี้จะไม่ใช่ใจกลางเมือง แต่บรรยากาศบนท้องถนนก็ยังคงคึกคัก ผู้คนเดินสวนกันไปมา แสงไฟจากเสาไฟฟ้าริมทางก็สว่างไสว
เซี่ยซินตงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาพยักหน้าให้จินจวี๋อย่างสุภาพ พร้อมกับมอบรอยยิ้มที่หาชมได้ยากยิ่ง
รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ของชายเช่นนี้ กลับสร้างความรู้สึกสั่นสะเทือนในใจได้อย่างน่าประหลาด
จินจวี๋สังเกตเห็นว่าในตัวเขามีรังสีของความเศร้าสร้อยบางอย่างแฝงอยู่ รังสีที่ดูเหมือนจะแฝงความก้าวร้าวไว้ภายใน แต่กลับถูกเจ้าตัวสะกดกลั้นเอาไว้อย่างสุดกำลัง ทว่าในบางครั้ง ดวงตาทั้งสองข้างของเขากลับดูใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับเด็กน้อย
เธอรู้เรื่องราวของเขาไม่มากนัก โดยเฉพาะเรื่องที่เขามีหลายบุคลิกนั้นเธอไม่เคยรู้มาก่อน ด้วยเหตุนี้เธอจึงมองว่าเซี่ยซินตงเป็นบุรุษที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเอง ราวกับเป็นศูนย์รวมของทุกความย้อนแย้ง
จินจวี๋ไม่อยากสร้างความกดดันให้เขาต่อ เดิมทีเธอไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไร แต่เมื่อพูดออกไปแล้วก็จำต้องแวะเข้าไปจริงๆ
เธอจึงหันตัวเดินไปทางขวา แยกตัวออกจากเขา ระยะห่างของคนทั้งสองค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนลับสายตาไปในที่สุด
***
วันรุ่งขึ้น ณ อำเภอหนานซานที่อยู่ห่างไกลออกไป ซ่งอวี้หน่วนและครอบครัวกำลังนั่งล้อมวงกันอยู่หน้าเครื่องรับวิทยุ เพื่อรอฟังรายการพิเศษงานเลี้ยงฉลองวันขึ้นปีใหม่
บรรยากาศในห้องโถงกลางของบ้านตระกูลซ่งคึกคักเป็นพิเศษ ทั้งคนของตระกูลซ่งและตระกูลเซี่ยต่างมารวมตัวกันพร้อมหน้า แม้กระทั่งอาเล็กซ่งเหนียนกับอาสะใภ้เล็กซุนจินหรงที่ทำงานอยู่ในเมืองก็ยังอุ้มเจ้าตัวเล็กหู่จื่อมาร่วมวงด้วย
ผู้คนนั่งกันจนเต็มพื้นที่ทั้งบนคังและด้านล่าง โดยมีเครื่องรับวิทยุตัวเครื่องทำจากไม้ที่ซ่งอวี้หน่วนหอบหิ้วกลับมาจากหนานเฉิงตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ นับเป็นของชิ้นใหญ่ประจำบ้านที่มีขนาดพอๆ กับโทรทัศน์ขาวดำ 14 นิ้วเลยทีเดียว
ทุกคนต่างตั้งอกตั้งใจฟังรายการ ถือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจไปในตัว เนื่องจากวันนี้เป็นวันปีใหม่ ซ่งหมิงโปเองก็กลับมาบ้านด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่างานเลี้ยงที่ซ่งถิงเข้าร่วมนั้นไม่ได้จัดขึ้นในวันปีใหม่พอดี แต่เป็นการแสดงที่จัดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก่อนที่สถานีวิทยุแห่งชาติจะนำเทปบันทึกมาออกอากาศในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ของวันปีใหม่
นี่เป็นครั้งแรกที่ทุกคนในบ้านได้ยินเสียงร้องเพลงของซ่งถิงผ่านทางวิทยุ แม้เสียงที่ออกมาจะผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่ก็ยังคงความไพเราะเอาไว้ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย
ย่าซ่งนั่งฟังอย่างเหม่อลอย พอเสียงเพลงจบลง เธอก็หันไปพูดกับซ่งอวี้หน่วนด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย "เสี่ยวหน่วน ทำไมย่ารู้สึกว่าอาของหนูเธออยู่ไกล...ไกลออกไปทุกทีเลยนะ"
ซ่งอวี้หน่วนฟังแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ "อาก็อยู่ไกลจากย่ามาตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอคะ"
"ย่าหมายถึงความรู้สึกห่างไกลแบบนั้นน่ะจ๊ะ"
"อ๋อ หนูเข้าใจแล้วค่ะ พอได้ยินเสียงอาจากวิทยุ ย่าเลยรู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริงแล้วก็รู้สึกห่างเหินใช่ไหมคะ"
ย่าซ่งพยักหน้ารับ "ใช่ๆ ความรู้สึกแบบนี้แหละ"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไว้ถ้าได้เจออาเมื่อไหร่ ย่าก็ให้เขาร้องให้ฟังสดๆ เลยสิคะ"
ทันใดนั้น หู่จื่อที่นั่งอยู่เงียบๆ ก็เบะปากเตรียมจะร้องไห้ เขามองมาทางซ่งอวี้หน่วนสลับกับมองหมิงเซิ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังเม้มปากแน่นอยู่บนเก้าอี้ ขาเล็กๆ แกว่งไปมา ไม่สนใจใครอื่นนอกจากซ่งอวี้หน่วน
ผู้ใหญ่ในบ้านก็เป็นเช่นนี้เอง คนที่เจอหน้ากันทุกวันมักไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่กับคนที่ไม่ค่อยได้เจอกลับรู้สึกผูกพันเป็นพิเศษ
ย่าซ่งจึงดึงตัวหู่จื่อเข้ามาใกล้ๆ แล้วถาม "เป็นอะไรไปล่ะเรา"
เจ้าตัวเล็กเหลือบมองซ่งอวี้หน่วนทีหนึ่ง มองหมิงเซิ่งอีกทีหนึ่ง แล้วจึงหันกลับมามองหน้าย่า ก่อนจะสะอื้นไห้แล้วฟ้องเสียงแผ่ว "ย่าครับ...ฮึก...หมิงเซิ่งไม่ให้ผมเรียกพี่เสี่ยวหน่วนว่า 'พี่' เฉยๆแล้วครับ หมิงเซิ่งบอกว่าถ้าจะเรียก ต้องเรียกว่า 'พี่เสี่ยวหน่วน' เท่านั้น ถ้าผมไม่เรียกแบบนั้น...ฮือ...ต่อไปถ้าน้องเขาได้ขนมอะไรอร่อยๆ ก็จะไม่แบ่งให้ผมกินแล้ว"
[จบบท]