บทที่ 389: หาแพะรับบาป
พี่ชายของหลัวจือซ่านปฏิเสธเสียงแข็ง โยนความผิดทั้งหมดให้น้องชายว่าเป็นคนปากสว่างพูดออกไปเอง ไม่อย่างนั้นเรื่องจะแพร่งพรายไปถึงหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอได้อย่างไร ก็เพราะนิสัยชอบโอ้อวดของเจ้าตัวนั่นแหละ
ว่าแล้วสองพี่น้องก็ลงไม้ลงมือกัน
กว่าผู้เป็นแม่จะทราบเรื่องแล้วรุดมาดู เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาถึงบ้านเสียก่อนแล้ว
หลังจากการซักถาม หลัวจือซ่านก็ยังคงปากแข็งไม่ยอมรับผิดแต่โดยดี เพราะหากยอมรับ ก็เท่ากับตีตราตัวเองว่าเป็นขโมย
ชายหนุ่มอ้างว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาส่วนตัวระหว่างเขากับอดีตภรรยา ทั้งสองจะตกลงกันเอง แล้วจะให้คำตอบกับทางตระกูลเซี่ยในภายหลัง
เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้แจงถึงผลได้ผลเสียอย่างเคร่งขรึม ถ้าหากเป็นคนเอาไปจริงแล้วยอมรับสารภาพแต่โดยดี โทษหนักก็จะกลายเป็นเบา แต่ถ้ายังปากแข็ง แล้วถูกสืบสวนจนเจอความจริงขึ้นมา โทษก็จะยิ่งหนักขึ้นไปอีก
ยุคนี้หากลักขโมยเงินทองเป็นจำนวนมากพอ จะต้องโทษจำคุกและมีประวัติอาชญากรรมติดตัวไปตลอดชีวิต อนาคตลูกๆ ของหลัวจือซ่านจะหมดสิทธิ์รับราชการทหารทันที
กำไลเงินทั้งสองวงมีน้ำหนักไม่น้อยเลย ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วจนถึงสิ้นปี ราคาของเงินพุ่งสูงขึ้นถึง 8 เท่า แม้มูลค่าของกำไลสองวงนี้อาจยังไม่ถึงขั้นต้องติดคุก แต่ก็หนักหนาพอที่จะทำให้ถูกควบคุมตัว ถูกปรับ และต้องไปใช้แรงงานปฏิรูป ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะถูกบันทึกเป็นประวัติอาชญากรรมอยู่ดี
ตำรวจจึงหวังให้ทุกคนคิดทบทวนให้ดี
พอเจ้าหน้าที่ตำรวจคล้อยหลังไป ทั้งแม่และลูกชายอีกสองคนต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียด
“ราคาขึ้นมา 8 เท่า งั้นฉันก็โดนตัดสินจำคุกได้เลยสิ” หลัวจือซ่านพึมพำกับตัวเอง
กำไลเงินสองวงนั้นมีน้ำหนักพอสมควร
จากเดิมที่เคยมีมูลค่าแค่ 90 กว่าหยวน ตอนนี้กลับกลายเป็น 700 กว่าหยวนแล้วอย่างนั้นหรือ ใบหน้าของหลัวจือซ่านซีดขาวเป็นกระดาษ
พี่ชายของเขาก็ร้อนใจไม่แพ้กัน เขามีน้องชายอยู่แค่คนเดียว หากต้องไปติดคุกติดตารางขึ้นมา เขาก็คงต้องอับอายขายขี้หน้าไปด้วย
เขาจึงรีบเสนอความคิด "แกก็ไปหาวังเสี่ยวหม่านสิ ไปเกลี้ยกล่อมให้เธอบอกตำรวจว่าเธอเป็นคนโกหกเอง จริงๆ แล้วกำไลอยู่กับเธอนั่นแหละ แค่ไม่อยากคืนให้ตระกูลเซี่ย ไม่นึกว่าพวกนั้นจะจริงจังถึงขั้นแจ้งความ"
แววตาของหญิงชราทอประกายขึ้นมา ลูกชายคนโตของเธอยังคงฉลาดหลักแหลมเสมอ
หลัวจือซ่านมีท่าทีลังเล "เธอจะยอมเหรอครับแม่ ตอนนี้เธอเกลียดผมจะตายอยู่แล้ว ผมพูดอะไรไปเธอก็ไม่เคยฟัง ไม่อย่างนั้นเราจะหย่ากันทำไมล่ะครับ"
หญิงชราเบ้ปากอย่างดูแคลน "ก็ดูจากการที่บ้านตระกูลเซี่ยแจ้งความนั่นแหละ เห็นได้ชัดว่าเซี่ยซินซานไม่คิดจะคืนดีกับมันแล้ว นี่มันเป็นแผนการที่จะไล่มันออกมา หรือไม่ก็หาเรื่องจับผิดมันให้ได้ แกแค่ต้องไปพูดจาหว่านล้อมดีๆ แล้วก็รับปากกับมัน..."
เมื่อเห็นว่าแม่หยุดพูดไปดื้อๆ หลัวจือซ่านจึงเอ่ยถาม "รับปากเรื่องอะไรครับ"
หญิงชรากัดฟันกรอด ตอนนี้เรื่องราวมันกลับตาลปัตรจนน่าปวดหัวไปหมด
เพราะความจริงแล้วกำไลเงินอยู่ที่เธอนั่นเอง ตอนนี้เธอจึงไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม เผลอๆ อาจจะมีตำรวจคอยซุ่มดูอยู่ก็ได้ ในหนังเขาก็ทำกันแบบนี้ไม่ใช่หรือ หากถูกจับได้ขึ้นมาจริงๆ ด้วยมูลค่าของกลางขนาดนี้ ลูกชายของเธอต้องถูกส่งตัวไปใช้แรงงานปฏิรูปแน่นอน
ถึงตอนนั้นทุกอย่างก็คงจบสิ้น
ตอนนี้เรื่องหาคู่ครองให้ลูกชายคนเล็กก็ช่างยากเย็นแสนเข็ญ
เมื่อวานเพิ่งจะเจอคนที่น่าสนใจ แถมยังเป็นสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่วันนี้กลับได้ข่าวว่าหล่อนมีคู่หมายอยู่แล้ว พ่อแม่ของหล่อนเพียงแค่ต้องการให้ลูกสาวไปแต่งงานเพื่อแลกกับการหาภรรยาให้ลูกชายคนโตที่สติไม่สมประกอบ
ถ้าแต่งเข้ามาจริงๆ ก็คงไม่ต่างอะไรกับวังเสี่ยวหม่านอีกคนหรอก แถมยังเรียกค่าสินสอดตั้ง 500 หยวน เธอจะไปหาเงินจากที่ไหนมา หญิงชรากัดฟันพูด
"ยังไงแกกับวังเสี่ยวหม่านก็เคยรักกันมาก่อน แกต้องไปง้อเธอกลับมาให้ได้ พอทำแบบนั้นเรื่องกำไลก็จะจบไปเอง ตอนนี้บ้านตระกูลเซี่ยก็ร่ำรวยแล้ว ถ้าวังเสี่ยวหม่านยอมย้ายออกมา พวกเขาก็คงไม่ติดใจเอาความต่อหรอก"
หัวใจของหลัวจือซ่านพลันสั่นไหว อันที่จริงเขายังคงมีความรู้สึกดีๆ ให้กับเสี่ยวหม่านอยู่ และไม่เคยลืมเธอได้เลย
สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ขอเพียงเสี่ยวหม่านยอมเอ่ยปากช่วยเหลือและรับผิดแทนเขา ตำรวจก็จะไม่มาวุ่นวายกับเขาอีกต่อไป
หลัวจือซ่านใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก
เขาคิดได้ดังนั้นก็ตัดสินใจจะรีบไปที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอเพื่อตามหาวังเสี่ยวหม่านทันที ขนาดข้าวกลางวันก็ยังไม่คิดจะกิน ขอแค่เกลี้ยกล่อมวังเสี่ยวหม่านได้สำเร็จ เขาก็จะพ้นผิดจากเรื่องทั้งหมดนี้
ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็คงไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไป
กลับไปคืนดีกันน่าจะดีที่สุด อย่างน้อยๆ วังเสี่ยวหม่านก็ยังมีใจให้เขา และไม่เคยเรียกร้องเงินทองอะไร ไม่เช่นนั้น ด้วยฐานะอย่างเขาตอนนี้คงไม่มีปัญญาไปขอใครแต่งงานแน่
เขาต้องไปพูดจาดีๆ รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ เพื่อให้เธอกลับมาคืนดีให้ได้
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือ กลัวว่าเซี่ยซินซานจะใจอ่อนยอมให้อภัยอดีตภรรยา หากถึงตอนนั้น วังเสี่ยวหม่านก็คงจะเลือกอยู่ฝั่งตระกูลเซี่ยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะตอนนี้ครอบครัวของเซี่ยซินซานทั้งร่ำรวยและมีอิทธิพล แถมเขากับวังเสี่ยวหม่านก็ยังมีลูกสาวด้วยกันอีกหนึ่งคน
เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้ฉุดกระชากลากถูอย่างไร วังเสี่ยวหม่านก็ไม่มีวันหวนกลับมาหาเขาแน่
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลัวจือซ่านที่ร้อนรนดั่งไฟลนก้นก็รีบมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ
ในขณะเดียวกัน ซ่งอวี้หน่วนก็เดินทางมาถึงบ้านยายของเธอพอดิบพอดี เธอเรียกน้าใหญ่และน้าเล็กให้กลับมาบ้านพร้อมหน้ากัน
วังเสี่ยวหม่านกำลังสับสนวุ่นวายใจ ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกนั้นยากจะอธิบาย รู้แต่เพียงว่ามันคือความเจ็บแค้นชิงชัง ไอ้คนสารเลวหลัวจือซ่าน กล้าดียังไงมาหลอกลวงเธอ
เธออยากจะไปลากคอเขามาคิดบัญชีให้รู้เรื่อง แต่พอนึกถึงท่าทีอันธพาลตอนที่เขาลงไม้ลงมือ เธอก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สิ้นความพยายาม เธอตัดสินใจว่าจะต้องไปถามเขาให้กระจ่างให้ได้
ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ด้านนอก
เป็นเสียงของเด็กสาวที่ชื่อซ่งอวี้หน่วนดังขึ้น "ยายจ๋า น้าซาน น้าตง หนูไปแจ้งความเรียบร้อยแล้วนะ ป่านนี้ตำรวจคงไปถึงหมู่บ้านเสี่ยวซานถุนเพื่อสอบสวนหลัวจือซ่านแล้วล่ะค่ะ”
“พวกน้าไม่รู้ล่ะสิว่าปีที่แล้วราคาเงินมันพุ่งขึ้นสูงมากเลยนะ ขึ้นมาตั้ง 8 เท่าแน่ะ กำไลเงินสองวงของยายน่ะอาจจะมีค่าหลายร้อยหยวนเลยก็ได้”
“ถ้ากำไลอยู่ที่หลัวจือซ่านจริงๆ ยายกับน้าซานคงต้องเจ็บใจมากแน่ๆ เขาเป็นศัตรูกับเรานะ แต่กลับจะเอากำไลของยายไปใช้เป็นทุนแต่งงานใหม่เนี่ยนะ"
เซี่ยซินซานโกรธจนหน้าดำหน้าแดง "แค่ตำรวจสืบเจอความจริงเมื่อไหร่ น้าจะไปจัดการมันเอง!"
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถามขึ้นมาว่า "แล้ววังเสี่ยวหม่านอยู่บ้านไหมคะ"
ทุกอย่างเป็นไปตามบทละครที่เตี๊ยมกันไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
ยายจูเฟิ่งตอบ "เมื่อกี้เหมือนจะเห็นว่าออกไปข้างนอกนะ"
วังเสี่ยวหม่านที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องถึงกับชะงักค้าง
ซ่งอวี้หน่วนแสร้งทำเป็นถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะพูดต่อ "พวกน้าก็ต้องระวังตัวไว้หน่อยนะ ตอนหนูเดินมาที่นี่ได้ยินคนเขาพูดกันให้แซ่ดว่าหลัวจือซ่านสำนึกผิดแล้ว อยากจะง้อขอคืนดีกับวังเสี่ยวหม่าน ก็เลยจงใจยึดกำไลเงินไว้เป็นข้อต่อรอง เขาว่ากันว่าหลัวจือซ่านรักมั่นคงมาก อุตส่าห์รอวังเสี่ยวหม่านมาตั้งสามปี ผู้ชายทั่วไปทำแบบนี้ไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะ"
คำพูดเหล่านั้นทำให้หัวใจของวังเสี่ยวหม่านเต้นระรัว ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาทันใด ก่อนจะปรากฏรอยยิ้มอย่างพึงพอใจประดับอยู่บนมุมปาก
ก็เพราะสิ่งที่ซ่งอวี้หน่วนพูดมามันคือความจริง
ตอนนี้ความรู้สึกที่เธอมีต่อเซี่ยซินซานนั้นช่างซับซ้อน จากที่เคยรู้สึกรังเกียจขยะแขยง ตอนนี้ความรู้สึกเหล่านั้นกลับเลือนหายไป
แต่ถึงอย่างนั้น เซี่ยซินซานก็ยังคงเกลียดชังเธอ สายตาที่เขามองมาราวกับกำลังมองสิ่งปฏิกูล ทำให้เธอโกรธจนแทบกระอักเลือด โดยเฉพาะถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามที่เขาเคยพูดใส่หน้าเธอ
แล้วเธอก็อดที่จะหวนนึกถึงข้อดีของหลัวจือซ่านขึ้นมาไม่ได้
อันที่จริง เรื่องทั้งหมดมันก็เป็นความผิดของเธอเอง ถ้าเธอไม่ไปหยิกลูกสาวของเขา เขาก็คงไม่โกรธจนพลั้งมือทำร้ายเธอ
วังเสี่ยวหม่านกุมมือตัวเองแน่น ความเคียดแค้นชิงชังในใจลดน้อยลงไปกว่าครึ่ง
แล้วเธอก็ได้ยินซ่งอวี้หน่วนพูดต่อ "...แต่นี่ก็เป็นแค่ข่าวลือนะคะ ไม่เกี่ยวกับเราเลย ที่หนูอยากจะเตือนพวกน้าก็คือเรื่องเงินแต๊ะเอียของสี่เชว่ต่างหาก วังเสี่ยวหม่านเป็นแม่แท้ๆ ของน้องสาว ถ้าเกิดเธอหยิบเงินของลูกตัวเองไป ถึงเราจะไปแจ้งความตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เจ็บใจฟรีๆ”
เธอคงไม่กล้าขโมยเงินของพวกน้าหรอก แต่ถ้าได้รู้ว่าสี่เชว่ยังมีเงินแต๊ะเอียเก็บไว้อีกเป็นร้อยหยวน ก็ไม่แน่ว่าเธออาจจะคิดไม่ซื่อขึ้นมา แต่หนูว่าคงไม่หรอกมั้ง เพราะอย่างน้อยเธอก็ยังต้องอาศัยสี่เชว่เป็นข้ออ้างเพื่ออยู่ที่นี่ต่อไป"
พูดจบ ซ่งอวี้หน่วนก็เปลี่ยนเรื่อง "หนูหิวแล้วล่ะ ต้องกลับบ้านไปกินข้าวแล้ว พวกน้าก็ไปกินข้าวบ้านหนูด้วยกันนะ ไปเถอะค่ะ แม่ทำเกี๊ยวไส้ผักกาดดองไว้ อร่อยมากๆ เลยนะ"
พูดจบยายจูเฟิ่งก็เดินไปล็อกประตูห้องของตัวเอง แล้วพากันเดินออกไปจากบ้าน โดยไม่ได้ล็อกประตูรั้ว เพราะคนในหมู่บ้านยุคนี้ยังไม่มีใครทำกัน
ตลอดการสนทนา เซี่ยซินตงไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรเลยสักคำ
เพราะฮั่นเฉินในร่างของเขากำลังจะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาอยากรู้ว่าเสี่ยวหน่วนกำลังวางแผนจะทำอะไรกันแน่
เซี่ยซินตงตอบกลับฮั่นเฉินในใจอย่างเรียบเฉย 'จะทำอะไรได้อีก ก็ขุดหลุมดักควายน่ะสิ!'
[จบบท]