บทที่ 397: อย่าไปเลย เชื่อผมสักครั้ง!
หากไม่ใช่เพราะต้องการฝึกฝนให้ลูกชายได้เรียนรู้โลกกว้าง ผู้เฒ่าเจมค์คงไม่มีวันยอมให้เขาไปสุงสิงกับซ่งอวี้หน่วน เด็กสาวจากประเทศจีนคนนั้นเป็นอันขาด
เขาพอจะทราบข้อมูลมาบ้างว่าซ่งอวี้หน่วนไม่ได้มีภูมิหลังที่โดดเด่นหรือมาจากตระกูลที่ยิ่งใหญ่อะไรเลย ได้ยินมาว่าเป็นเพียงเด็กสาวบ้านนอกธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
คนชนบทในประเทศจีนกับคนชนบทในประเทศ X นั้นเทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย และพวกเขาก็ไม่เคยคิดที่จะนำมาเปรียบเทียบให้เสียเกียรติ เพราะคนชนบทในประเทศจีนเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความยากจน
ในขณะที่คนชนบทในประเทศของพวกเขาคือเจ้าของฟาร์มผู้ครอบครองที่ดินกว้างใหญ่ไพศาล หรือต่อให้เป็นแค่คนงานในฟาร์ม รายได้ต่อปีก็ยังมากกว่ารายได้ตลอด 30 ปีของคนชนบทในจีนเสียอีก แล้วแบบนี้จะนำมาเทียบกันได้อย่างไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตระกูลเจมค์อันทรงเกียรติของพวกเขา การจะลดตัวลงไปคบค้าสมาคมกับคนระดับนั้นถือเป็นเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้น
แต่ในเมื่อลูกชายยืนกรานอย่างหนักแน่น เขาก็ไม่อยากจะขัดใจ เพราะเขาคือพ่อที่เชื่อมั่นในแนวทางประชาธิปไตย
เขามองว่าตอนนี้ลูกชายคงแค่กำลังเห่อของใหม่ เดี๋ยวพอความตื่นเต้นจางลง ทุกอย่างก็คงกลับสู่ภาวะปกติ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลอะไรมากมาย เด็กหนุ่มวัยนี้ย่อมสนใจสิ่งแปลกใหม่เป็นธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้ยินมาว่าเด็กสาวชาวจีนคนนั้นมีหน้าตาสะสวยมากอีกด้วย
แต่แล้วภาพของลูกชายที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาก็ทำให้เจมค์ฮานส์ต้องหุบรอยยิ้มลง ในหัวของเขาครุ่นคิดหาวิธีปฏิเสธอย่างนุ่มนวลเพื่อไม่ให้ลูกชายเสียความรู้สึก แต่ก็ยังต้องสอดแทรกบทเรียนให้เขาได้คิดตามไปด้วย
ยังไม่ทันจะคิดหาคำพูดได้ดี เจมค์ก็พรวดพราดมาหยุดอยู่ตรงหน้าผู้เป็นพ่อด้วยสีหน้าซีดเผือด "พ่อครับ! พ่อจะไปเวสต์แคนยอนไม่ได้นะ! ซ่งอวี้หน่วนวิเคราะห์มาแล้วว่าอีกไม่นานที่นั่นจะเกิดภูเขาไฟระเบิด..."
ฮานส์ถึงกับนิ่งไปชั่วครู่ "อะไรนะ เวสต์แคนยอนจะเกิดภูเขาไฟระเบิดงั้นเหรอ" นี่เป็นเรื่องที่ตลกขบขันที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมาในชีวิต
เขาเปล่งเสียงหัวเราะดังลั่น ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมในชั่วพริบตา "เจมค์! ลูกกำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ ทำไมถึงปล่อยให้เด็กสาวบ้านนอก...จากประเทศจีนมาปั่นหัวได้ง่ายๆ แบบนี้ เรื่องโกหกตื้นๆ แค่นี้ลูกก็ยังเชื่ออีกเหรอ พ่อผิดหวังในตัวลูกจริงๆ"
เจมค์มีท่าทีลังเลไปวูบหนึ่ง จริงอยู่ที่แม้ซ่งอวี้หน่วนจะเก่งกาจเพียงใด แต่การคาดการณ์เรื่องภูเขาไฟระเบิดดูจะเป็นเรื่องที่เกินความสามารถไปหน่อย
ทว่าเพียงชั่วครู่ เขาก็กลับมาหนักแน่นดังเดิม ซ่งอวี้หน่วนไม่ใช่คนพูดจาพล่อยๆ การที่เธอกล้าพูดออกมาแสดงว่าต้องมีความเป็นไปได้สูงมาก เธอเห็นเขาเป็นเพื่อนจึงยอมเสี่ยงบอกความจริง ทั้งที่รู้ดีว่าจะต้องถูกเยาะเย้ยและโดนวิจารณ์ แต่เธอก็ยังเลือกที่จะเตือนเขา คนแบบนี้ช่างน่านับถือเหลือเกิน
ใบหน้าของเจมค์แดงก่ำด้วยความตื่นเต้น "พ่อครับ ซ่งอวี้หน่วนเป็นคนที่เก่งมากจริงๆ พ่อไม่เคยเจอเธอเลยไม่รู้ แต่เธอไม่เคยพูดอะไรเลื่อนลอย ขอร้องล่ะครับ เชื่อผมสักครั้งเถอะ ยกเลิกงานเลี้ยงแล้วก็อย่าไปปีนเขาเลย ถ้าภูเขาไฟมันเกิดระเบิดขึ้นมาจริงๆ ถึงตอนนั้นจะมานั่งเสียใจก็ไม่ทันแล้วนะครับ!"
ฮานส์ขมวดคิ้วมุ่น "นี่ลูกโดนซ่งอวี้หน่วนล้างสมองไปแล้วรึไง เธอพูดอะไรก็เชื่อไปซะหมด ปกติลูกเป็นเด็กมีความคิดเป็นของตัวเองไม่ใช่เหรอ ทำไมแค่ไปประเทศจีนเที่ยวเดียวถึงได้กลายเป็นคนแบบนี้ไปได้"
"เจมค์ พ่อผิดหวังในตัวลูกมาก พ่อตัดสินใจแล้วว่าจะไม่อนุญาตให้ลูกแลกเปลี่ยนของกับซ่งอวี้หน่วนอะไรนั่นอีก โชคยังดีที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญา ทุกอย่างยังแก้ไขทัน ส่วนประเทศจีนลูกก็ไม่ต้องไปแล้ว กลับไปตั้งใจเรียนหนังสือที่โรงเรียนซะ อนาคตจะได้มาสืบทอดธุรกิจของพ่อ"
เจมค์ใจหายวาบ เรื่องที่ตกลงกันไว้ดิบดีแล้ว จู่ๆ จะมากลับคำกันง่ายๆ แบบนี้ได้อย่างไร การทำธุรกิจแบบนี้ไม่เคยมีใครทำกัน ยิ่งเป็นการกระทำที่กลับกลอกไม่รักษาคำพูด ยิ่งไม่สมควรเกิดขึ้นกับคนของตระกูลเจมค์เลยสักนิด
เจมค์เถียงกลับ "จะกลับคำแบบนี้ไม่ได้นะครับ! ถึงเราจะยังไม่ได้เซ็นสัญญา แต่ก็มีข้อตกลงปากเปล่ากันแล้ว พ่อทำแบบนี้ไม่ได้ และเรื่องที่ผมเพิ่งพูดไป พ่ออย่าคิดว่าผมล้อเล่นนะ เธอไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาโกหกพ่อเรื่องแบบนี้เลย พ่อครับ เชื่อผมสักครั้งเถอะ การที่พ่อไม่ไปร่วมงาน มันไม่ได้เสียหายร้ายแรงอะไรเลยไม่ใช่เหรอครับ"
ฮานส์ถึงกับหัวเราะหยันออกมาด้วยความโมโห "ที่ว่าไม่เสียหายร้ายแรงมันหมายความว่ายังไง ถ้าพ่อไม่ไป แล้วคนพวกนั้นรู้ว่าพ่อไปหลงเชื่อคำทำนายเหลวไหลของเด็กสาวบ้านนอกชาวจีน พ่อของลูกก็จะกลายเป็นตัวตลกให้คนเยาะเย้ยถากถาง มันจะกลายเป็นความอัปยศอดสูครั้งใหญ่ในชีวิตของพ่อ! พ่อบ้าน! พาตัวเจมค์ไปส่งที่โรงเรียน ช่วงนี้ห้ามให้เขากลับมาเด็ดขาด รอจนกว่าฉันจะกลับมาจากเวสต์แคนยอนแล้วค่อยปล่อยตัวเขา!"
ยังไม่ทันขาดคำ พ่อบ้านก็นำคนเข้ามาควบคุมตัวเจมค์ไปยังรถลีมูซีนที่จอดรออยู่ทันที
สีหน้าของเด็กหนุ่มย่ำแย่ ขอบตาแดงก่ำด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความน้อยใจที่พ่อไม่เชื่อใจ ความอับอายที่ถูกหักหน้า และความโกรธที่พ่อดูแคลนซ่งอวี้หน่วน
หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นแบบนี้ เขาคงเลือกใช้วิธีอื่นเพื่อยับยั้งพ่อไปแล้ว แต่จะให้ทำอะไรได้ นอกจากแกล้งเป็นลมหมดสติ ซึ่งก็คงใช้ไม่ได้ผล เพราะพ่อของเขาเป็นหมอ แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเขาเสแสร้ง ไม่อย่างนั้นเขาคงทำไปตั้งนานแล้ว
แต่ก่อนที่เขาจะได้คิดหาวิธีอื่น พ่อบ้านพร้อมกับบอดี้การ์ดร่างใหญ่สองคนก็เข้ามาล็อคตัวเขาไว้ ก่อนจะยัดเขาเข้าไปในรถและกดไหล่ไว้แน่นจนขยับไม่ได้
เจมค์ร้อนใจราวกับไฟสุม ตะโกนสุดเสียงออกมาจากรถ "พ่อครับ! ได้โปรดเชื่อผมสักครั้งเถอะ พ่อไปที่นั่นไม่ได้จริงๆ! ผมขอร้องล่ะครับพ่อ ถ้าพ่อเชื่อผมสักครั้งมันจะเสียหายอะไรนักหนา ถ้าพ่อไม่อยากบอกความจริง ก็อ้างว่าผมป่วยไปก็ได้ ผมแกล้งนอนโรงพยาบาลสักสองสามวันก็ได้ พ่อครับ...ผมขอร้องล่ะ อย่าไปเลยนะ เชื่อผมสักครั้ง!"
ทว่าท้ายที่สุด เขาก็ถูกนำตัวไปส่งที่โรงเรียนสำหรับชนชั้นสูงอันเลื่องชื่อในละแวกนั้น และตามคำสั่งของมิสเตอร์ฮานส์ โทรศัพท์มือถือและข้าวของส่วนตัวทั้งหมดของเขาถูกยึดไปจนหมด
เจมค์ไม่คาดคิดว่าเรื่องราวจะลงเอยเช่นนี้ ในใจของเขารู้สึกสับสนปนเปไปหมด จนถึงขั้นภาวนาให้คำเตือนของซ่งอวี้หน่วนเป็นเพียงเรื่องโกหก แต่ก็น่าแปลกที่ลึกๆ แล้ว เขากลับยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นความจริง
เขาจะยอมจำนนนั่งรอชะตากรรมอยู่เฉยๆ ไม่ได้!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจมค์จึงตัดสินใจแอบหนีออกจากโรงเรียน แล้ววิ่งสุดฝีเท้ากลับไปยังบ้านของตน
พ่อบ้านชราถึงกับพูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นเจมค์กลับมาอีกครั้ง แต่ในเมื่อหนีกลับมาแล้ว การจะส่งตัวกลับไปอีกก็ดูจะใจร้ายเกินไป เพราะช่วงนี้ก็เป็นช่วงปิดเทอมพอดี
เมื่อรู้ว่าพ่อของตนออกเดินทางไปแล้ว เจมค์ก็กระวนกระวายใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่เดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูบ้าน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจแอบหารถคันหนึ่ง จัดเตรียมของใช้จำเป็นเพียงเล็กน้อย แล้วขับมุ่งหน้าไปยังเวสต์แคนยอนด้วยความเร็วสูง แต่เวลาก็ได้ล่วงเลยไปนานถึง 8 ชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่ที่ฮานส์ออกเดินทาง การจะไล่ตามให้ทันนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
***
หลังจากที่ได้เตือนเจมค์ไปแล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่ได้เก็บเรื่องนั้นมาใส่ใจอีก เธอมีเรื่องอื่นที่ต้องจัดการ โดยเฉพาะการวางแผนเรื่องเวลาให้ลงตัว
ในตอนนี้ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนทองคำและอัญมณีเป็นหลัก เพราะสถานการณ์ทางฝั่งของเจมค์นั้นพร้อมจะพลิกผันได้ทุกเมื่อ เผลอเพียงพริบตาเดียว ตระกูลเจมค์ก็อาจจะหายวับไปกับตาก็เป็นได้
เธอเริ่มต้นด้วยการไปตรวจดูโรงงานเสื้อผ้า ตอนนี้เป็นช่วงฤดูหนาว แต่ในปีหน้ามีแผนที่จะสร้างโรงงานแห่งใหม่และรับสมัครพนักงานเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก ขณะนี้เธอได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว แต่ในความเป็นจริง เธอก็รู้ดีว่าเรื่องพวกนี้ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก
ในอนาคตเมื่อการค้าเปิดเสรีเต็มรูปแบบ พวกของลอกเลียนแบบก็จะผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด แค่เธอเปิดตัวสินค้าใหม่ไปได้ไม่นาน ก็จะมีของแบกะดินราคาถูกที่ลอกเลียนแบบออกมาวางขายเกลื่อนตลาด ซึ่งก็มีกลุ่มลูกค้าที่พร้อมจะซื้อของเหล่านั้นอยู่ไม่น้อย
จากนั้นซ่งอวี้หน่วนก็แวะไปที่ร้านของตัวเอง ภาพร้านที่สะอาดเป็นระเบียบและพนักงานหญิงในเครื่องแบบสองคนที่กำลังสาละวนอยู่กับการบริการลูกค้าทำให้เธอพอใจ แต่เธอเลือกที่จะไม่เข้าไปรบกวนเพราะเห็นว่าลูกค้าค่อนข้างเยอะ
แม้ทุกคนจะเข้าแถวรอคิวอย่างเป็นระเบียบ แต่ก็มีเสียงพูดคุยที่ดังจอแจอยู่บ้าง ซึ่งยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศดูคึกคักและบ่งบอกว่ากิจการกำลังรุ่งเรืองเป็นอย่างดี
[จบบท]