บทที่ 404: ให้โอกาสเธอสักครั้งเถอะ
เสียงดอกไม้ไฟยังคงดังกึกก้อง เสี่ยวอู๋กับอาเฉิงกำลังสนุกสนานกับการจุดพลุ ไม่นานซ่งหมิงโปก็อดใจไม่ไหว วิ่งเข้าไปร่วมวงด้วยอีกคน
เจ้าตัวเล็กหมิงเซิ่งถูกน้าเล็กอุ้มขึ้นขี่คออย่างเคยชิน ทันทีที่เงื้อมือป้อมๆ เตรียมจะโบกอย่างชอบใจ ฝ่ามือของแม่ก็ฟาดลงบนก้นกลมๆ ของแกเบาๆ หนึ่งที
“นี่ไม่ใช่ดูหนังดูละครนะลูก ดอกไม้ไฟลอยอยู่เต็มฟ้า นอนดูบนพื้นก็เห็นเหมือนกันนั่นแหละ อย่ารบกวนน้าเขาเลย” เซี่ยกุ้ยหลานเอ็ดลูกชาย
เด็กน้อยเบะปากอย่างน้อยอกน้อยใจ แม่ลำเอียงที่สุด! แล้วที่บอกว่านอนดูกับพื้นได้น่ะ มันจะไปเหมือนกันได้ไง แม่คงลืมไปแล้วว่านี่มันหน้าหนาว พื้นดินเย็นเฉียบจะนอนลงไปได้อย่างไรกัน ขี่คอบนคอน้าเล็กสบายกว่าตั้งเยอะ แถมก้นยังอุ่นๆ อีกด้วย
เซี่ยซินตงหันมายิ้มอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไรครับพี่ ผมชอบให้หมิงเซิ่งขี่คอ สนุกดี”
ย่าซ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ขุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย
อะไรกัน...ทีหลานชายคนโตของฉันแบกหลานคนเล็กเดินไปเดินมา เธอกลับทำเป็นไม่เห็น แต่พอน้องชายตัวเองอุ้มบ้างกลับกลัวเขาจะเหนื่อยหรือไง น้องชายจะสำคัญแค่ไหน ก็คงเทียบลูกในไส้ไม่ได้กระมัง
แต่เพราะจูเฟิ่งผู้เป็นแม่ยายของลูกชายยืนอยู่ใกล้ๆ ย่าซ่งจึงไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ ได้แต่หันไปพูดกับลูกสะใภ้อ้อมๆแทน “เป็นอะไรไป ทำไมทำหน้าหงุดหงิดอย่างนั้น ผู้หญิงดีๆ ก็ย่อมมีคนมาหมายปองเป็นธรรมดา เสี่ยวหน่วนของเราเก่งกาจขนาดนี้ เรื่องแบบนี้มันปกติจะตายไป”
เซี่ยกุ้ยหลานขมวดคิ้ว “โธ่แม่คะ ฉันกังวลนี่นา ถ้าทุกอย่างมันลงเอยด้วยดีก็แล้วไป แต่ถ้ามันไม่เป็นอย่างที่คิดขึ้นมา แม่ว่ากู้หวยอันเขาจะ...”
คราวนี้ย่าซ่งเข้าใจความกังวลของลูกสะใภ้ จึงพูดอย่างไม่ยี่หระว่า “ไม่สำเร็จก็คือไม่สำเร็จ ก็แค่ไม่มีวาสนาต่อกันเท่านั้นเอง หวยอันไม่ใช่คนธรรมดา อย่าเอาพวกหนุ่มๆ ในหมู่บ้านมาเปรียบเทียบกับเขา ต่อให้ไม่ได้ลงเอยกัน เขาก็ไม่มีทางทำตัวไร้ระดับมาทวงของคืนจากเราหรอก”
ย่าซ่งพูดพลางเหลือบมองกู้หวยอันที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะกระซิบเสียงเบาลง “อีกอย่าง แม่จดไว้หมดแล้ว ถ้าวันดีคืนดีเขามาทวงขึ้นมาจริงๆ เราก็แค่คืนเป็นเงินให้เขาไปก็จบ แต่การคิดแบบนี้กับหวยอันมันก็ออกจะใจแคบไปหน่อยนะ เขาไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกน่า เอาล่ะ...ทำหน้าให้มันสดชื่นหน่อยสิ เดี๋ยวต้องคุยกับคนอื่นเขา จะมาทำหน้าบึ้งตึงได้ยังไง”
“ฉันไม่ทำหน้าบึ้งหรอกค่ะแม่” เซี่ยกุ้ยหลานสวนกลับ “แต่ที่กังวลก็เพราะเสี่ยวหน่วนยังเด็กนัก ครอบครัวของกู้หวยอันก็แตกต่างจากเราขนาดนี้ ในสายตาพ่อแม่ของเขา ลูกชายคงเป็นคนที่วิเศษที่สุดในโลก ไม่มีใครคู่ควรด้วยซ้ำ”
“ถึงเสี่ยวหน่วนของเราจะดีที่สุดในโลกเหมือนกัน แต่พื้นเพครอบครัวเรามันเทียบกันไม่ได้เลย ถึงตอนนี้เราจะพอมีเงินอยู่บ้าง แต่เราก็มาจากบ้านนอก นอกจากน้องตงกับน้องถิงแล้ว จะมีใครที่พอเชิดหน้าชูตาได้บ้าง ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ...วันที่เราต้องไปพบหน้าพ่อแม่เขาในฐานะทองแผ่นเดียวกัน ก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเลย แค่คิด...ฉันก็กลัวแล้วค่ะ”
บทสนทนาจริงจังของสองแม่ลูกดำเนินไปท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงประทัดที่ดังต่อเนื่อง เหล่าหนุ่มสาวและเด็กๆ ในหมู่บ้านต่างแหงนหน้ามองดอกไม้ไฟหลากสีสันบนท้องฟ้า ไม่มีใครทันสังเกตเห็นความกังวลใจที่ฉายอยู่บนใบหน้าของเซี่ยกุ้ยหลาน
ย่าซ่งมองลูกสะใภ้แล้วใช้มือตบแขนเบาๆ อย่างอ่อนอกอ่อนใจ “ทำไมถึงได้ไม่เอาไหนอย่างนี้นะ ไปยกย่องคนอื่นแล้วกดตัวเองให้ต่ำลงทำไมกัน ต่อให้บ้านเขาเป็นตระกูลใหญ่แล้วยังไง ถ้าเสี่ยวหน่วนของเราได้แต่งเข้าไปจริงๆ สมัยก่อนเขาเรียกว่า ‘ลดตัวลงมาแต่ง’ ด้วยซ้ำ จะไปกลัวอะไร ถ้ามีวันนั้นขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็ ต้องเป็นฝ่ายเขาต่างหากที่ต้องมาเอาใจเรา รู้ไว้ซะ!”
ประโยคท้ายๆ ย่าซ่งพูดด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นเล็กน้อย เสียงจึงดังกว่าปกติ ทำเอาเซี่ยกุ้ยหลานสะดุ้งเฮือก รีบเอามือไปปิดปากแม่สามี
“แม่คะ! เบาๆ หน่อยสิคะ”
หากกู้หวยอันได้ยินเข้าคงได้อายกันไปทั้งบาง เรื่องยังไม่ทันไปถึงไหนเลยแท้ๆ
ซ่งถิงที่ได้ยินบทสนทนามาตลอดก็ช่วยปรามแม่อีกแรง “ใช่ค่ะแม่ เบาๆ หน่อยสิ”
จูเฟิ่งเห็นท่าทีของลูกสาวก็รีบเข้าไปดึงมือออก แล้วเอ็ดเสียงเบา “ทำไมทำนิสัยแบบนี้ พูดกันดีๆ ก็ได้ จะเอามือไปปิดปากแม่สามีทำไม ท่านพูดถูกแล้ว เสี่ยวหน่วนของเราเปรียบเหมือนหงส์บนฟ้า ถ้าบ้านไหนไม่มีวาสนาพอ หงส์อย่างหลานยายก็ไม่ชายตาไปมองหรอก”
ย่าซ่งตบเข่าฉาดใหญ่ “เห็นไหมล่ะ เธอยังมองการณ์ไกลไม่เท่าแม่ของเธอเลย มันต้องเป็นอย่างนี้สิ”
เซี่ยกุ้ยหลาน “...” แม่ของเธอนี่ก็ช่างหลักแหลมเสียจริง รู้จักยกอุปมาอุปไมยกับเขาด้วย
อีกฟากหนึ่ง ดอกไม้ไฟที่เตรียมไว้ถูกจุดจนเกือบหมดแล้ว แต่ผู้คนกลับยิ่งทยอยมามุงดูกันหนาตาขึ้นเรื่อยๆ
กู้หวยอันทอดสายตามองหญิงสาวร่างบางที่ยืนอยู่เคียงข้าง ประกายในดวงตาของเขาวูบไหวราวกับแสงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า
ซ่งอวี้หน่วนเงยหน้าสบตาเขาพลางแย้มยิ้มสดใส “ดอกไม้ไฟสวยมากเลยค่ะ ฉันชอบมาก”
ดอกไม้ไฟจะงดงามเพียงใด ก็ยังไม่อาจเทียบความงามของเธอได้แม้เพียงเสี้ยวเดียว กู้หวยอันหัวเราะในลำคอ “ชอบก็ดีแล้วครับ”
แม้จะไม่ได้ยินเสียงในใจ แต่แค่ได้เห็นดวงตาที่ทอประกายวิบวับคู่นั้น เขาก็รู้ว่าเธอมีความสุขมากจริงๆ
***
กู้หวยอันเดินทางกลับถึงบ้านพักในปักกิ่งช่วงเที่ยงของวันส่งท้ายปีเก่าพอดี
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเขาได้ไหว้วานให้ช่วยสืบข่าวคราวบางเรื่องให้
เขาเพิ่งจะวางกระเป๋าได้ไม่ทันไรก็ต้องเตรียมตัวออกไปข้างนอกอีกครั้ง ฉินซู่อวิ๋นผู้เป็นแม่จึงรีบเข้ามาถาม “จะไปไหนน่ะลูก อีกเดี๋ยวก็จะถึงเวลากินข้าวพร้อมหน้ากันแล้วนะ คุณปู่ของลูกกำลังอารมณ์ไม่ดี ไปคุยเป็นเพื่อนท่านหน่อยสิ”
เธอนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ตอนนี้อันน่ามาฝึกงานที่ทำงานของแม่ ใครๆ ก็เอ็นดูเธอทั้งนั้น นี่เป็นโอกาสดีที่ลูกจะได้ทำความรู้จักกับเธอนะ”
“หวยอัน…อันน่าเป็นเด็กดี แถมยังชอบลูกจริงๆ ลูกน่าจะลองให้โอกาสเธอ แล้วก็ให้โอกาสตัวเองด้วย ถ้ามันไม่ไหวจริงๆ ก็จะได้ตัดใจกันไปเลยไม่ดีเหรอ”
กู้หวยอันนิ่งไปอึดใจ “แม่ครับ ครั้งก่อนที่คุณปู่เฉียนมาที่บ้าน คุณปู่ผมปฏิเสธท่านไปแล้วนะครับ ท่านไม่ได้เล่าให้แม่ฟังเหรอครับ”
สีหน้าของฉินซู่อวิ๋นเจื่อนลงเล็กน้อย เผลอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
เธอเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนั้น
“แม่ครับ ก่อนที่เราจะรู้ความจริงทั้งหมด แม่ยังไม่ควรทำอะไรวู่วามจะดีกว่า” กู้หวยอันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“อีกอย่าง ครอบครัวตระกูลเฉียนก็ค่อนข้างซับซ้อน เมื่อก่อนแม่เองก็ไม่ชอบวิธีการของพวกเขาไม่ใช่เหรอครับ ทำไมตอนนี้ถึงเปลี่ยนไปได้ล่ะ”
“แต่ลูกก็โตแล้วนะ ควรจะคิดเรื่องชีวิตคู่ได้แล้ว” ฉินซู่อวิ๋นยังคงไม่ยอมแพ้
“อันน่าทั้งสวย ทั้งยังพูดได้ถึงสามภาษา สอนอะไรก็เข้าใจง่าย เหล่าเถียนที่คอยดูแลเธอยังชมไม่ขาดปาก ไหนจะเล่นไวโอลินได้ เขียนพู่กันจีนเป็น แถมยังวาดรูปเก่งอีกต่างหาก”
“ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน เธอก็คู่ควรกับลูกทุอย่าง ลองคบกันดูก่อนก็ไม่เสียหาย ถ้ามันไม่ได้จริงๆ แม่สัญญาว่าจะไม่พูดเรื่องนี้อีก”
กู้หวยอันหยิบกระเป๋าเอกสารขึ้นมาถือ คว้าเสื้อกันหนาวกับผ้าพันคอมาสวม วันนี้เป็นวันสิ้นปี เขาไม่อยากมีปากเสียงกับมารดา “ผมไม่ชอบเฉียนอันน่า และไม่เคยคิดที่จะลองคบหากับเธอ สำหรับผม เธอเป็นแค่คนอื่น”
เขากล่าวอย่างหนักแน่น “ส่วนแม่ก็เหมือนกันครับ อย่าไปสนิทสนมกับเธอจนเกินงาม อย่าทำให้เธอเข้าใจผิด ถ้าเธอเป็นคนดีจริงๆ การกระทำของแม่ก็เท่ากับทำร้ายเธอ แต่ถ้าเธอเป็นคนไม่ดีขึ้นมา วันที่ผมแต่งงาน คนที่เธอจะเกลียดที่สุดก็คือแม่นะครับ”
สิ้นคำพูดนั้น กู้หวยอันก็ก้าวฉับๆ ออกจากบ้านไป ทิ้งให้แผ่นหลังสูงสง่าของเขาค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตาของมารดา
ฉินซู่อวิ๋นยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าคล้ำลงด้วยความรู้สึกเสียหน้าและขุ่นเคือง
ถึงเธอจะไม่ได้เอ่ยชื่อซ่งอวี้หน่วนออกมา แต่ก็เห็นได้ชัดว่าลูกชายยังคงปักใจอยู่กับเด็กสาวคนนั้น
หากเด็กคนนั้นมีความสามารถได้สักครึ่งหนึ่งของอันน่า เธอก็อาจจะยอมเปิดใจพิจารณาดูบ้าง แต่นี่มันเทียบกันไม่ได้เลยสักนิด เล่นไวโอลินก็ไม่เป็น เปียโนก็ไม่ต้องพูดถึง การเขียนพู่กันหรือวาดภาพยิ่งแล้วใหญ่
อันน่ามีความรู้กว้างขวาง เฉลียวฉลาด และวางตัวได้อย่างสง่างามเสมอเวลาออกงานใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กสาวบ้านนอกคนหนึ่งไม่มีวันเรียนรู้ได้ ถ้าต้องรับเด็กบ้านนอกนั่นเข้ามาเป็นสะใภ้จริงๆ เธอจะกล้าพาไปแนะนำให้ใครรู้จักได้อย่างไร
เดิมทีเธอตั้งใจจะไปปรึกษาท่านผู้เฒ่าในเรื่องนี้ เพราะมั่นใจว่าต่อให้ท่านพ่อสามีจะไม่ชอบอันน่า แต่ก็ย่อมไม่มีทางยอมรับซ่งอวี้หน่วนอย่างแน่นอน ทว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมา ท่านผู้เฒ่ากลับมีท่าทีกลัดกลุ้มใจอย่างเห็นได้ชัด คิ้วของท่านขมวดมุ่นอยู่ตลอดเวลา
ฉินซู่อวิ๋นจึงทำได้เพียงเก็บความไม่พอใจนี้ไว้ในอกไปก่อน
[จบบท]