บทที่ 408: ความแค้นจากคำพูดเดียว
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนั่งเล่นของบ้านตระกูลเซี่ยโดยพลัน
เซี่ยโป๋เหวินรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่อก พยายามระงับอารมณ์ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ตอนนั้นพ่อน่าจะปล่อยให้ซ่างกวนเหิงมันฆ่าเซี่ยซินตงซะ แล้วพาพวกแกไปจัดการตระกูลซ่งกับตระกูลเซี่ยให้สิ้นซาก ถึงต้องสู้จนตัวตายพ่อก็จะปกป้องแม่ของพวกแกไว้”
“ถ้าอยู่ที่นี่มันลำบากนัก พ่อกับแม่ก็แค่พาพวกแกแอบหนีไปอยู่ที่อื่น ขอแค่แม่ไม่ต้องติดคุก จะต้องแลกด้วยอะไรพ่อก็ยอม แล้วพวกแกก็คงจะไม่มาต่อว่าพ่อแบบนี้ ใช่ไหม?”
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางวงสนทนา ทุกคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะอาหารต่างสะท้านไปทั้งตัว แผ่นหลังชื้นเหงื่อเย็นเฉียบ
ใบหน้าของเซี่ยลี่อิ๋งขาวซีดเผือด ภาพของซ่งอวี้หน่วนแวบเข้ามาในหัว
ถ้าพ่อทำอย่างนั้นจริงๆ ป่านนี้พวกเขาคงไม่มีใครรอดชีวิตมาได้สักคน
แล้วจะมานั่งกินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ได้อย่างไร ไม่มีทาง
หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาในดวงตา แต่เซี่ยลี่อิ๋งก็ข่มกลั้นเอาไว้สุดกำลัง
เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาร้องไห้ การร้องไห้ในวันปีใหม่ถือเป็นลางร้าย
หญิงสาวรีบหาทางปลอบบิดาที่กำลังเดือดดาล “พ่อคะ อย่าโกรธเลยค่ะ พี่รองเขาแค่...ช่วงนี้อารมณ์ไม่ดี ที่ทำงานก็โดนหัวหน้าตำหนิบ่อยๆ หัวหน้าขู่ว่าถ้ายังเป็นแบบนี้อีก จะย้ายเขาไปอยู่โรงอาหารแล้ว”
เซี่ยหมิงเสริมขึ้น “พวกเราไม่ได้คิดอย่างอื่นหรอกครับ แต่พอเจอเรื่องหนักๆ มาเยอะ มันก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้จริงๆ”
“คนอื่นจะมองว่าแม่เป็นคนใจร้ายยังไงก็ได้ แต่สำหรับพวกเราสี่คน ท่านคือแม่ที่ไม่เคยทำอะไรให้พวกเราเสียใจเลยสักครั้ง เราจะไปผสมโรงด่าว่าท่านตามคนอื่นได้ยังไง ที่น้องรองอยากย้ายบ้าน ก็แค่ไม่อยากรับรู้อะไรให้มันบั่นทอนจิตใจ”
เซี่ยโป๋เหวินกลับสงบลงได้อย่างน่าประหลาด
เวลานี้เขาไม่มีแก่ใจจะมาใส่ใจความรู้สึกของลูกๆ
วันเวลาหมุนไปเร็วจริงๆ เหมือนยังมีอะไรตั้งหลายอย่างที่ยังทำไม่เสร็จ เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปอีกปีแล้ว
ตอนนี้เขากำลังทุ่มเทให้กับโครงการร่วมทุนชิ้นที่สอง ซึ่งก็คือโครงการสายการผลิตรถยนต์
หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จและสร้างผลงานที่น่าพอใจได้ ต่อให้วันข้างหน้าต้องเกษียณอายุไป อย่างน้อยชีวิตนี้ก็ถือว่าได้ฝากผลงานชิ้นสำคัญเอาไว้
ชายสูงวัยลุกขึ้นยืนพลางบอก “พ่อรู้สึกไม่ค่อยสบาย พวกแกกินกันต่อเถอะ”
พูดจบเขาก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องนอนไป
เซี่ยหมิงรีบเดินตามไป เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เห็นร่างของบิดายืนหันหลังให้เขาอยู่ริมหน้าต่าง
ในความทรงจำของเซี่ยหมิง บิดาของเขามีท่วงท่าสง่างามและเปี่ยมด้วยพลังอยู่เสมอ แม้วัยจะล่วงเลย แต่ก็ยังคงความภูมิฐานไว้ได้ไม่เสื่อมคลาย
แต่ภาพที่เห็นตรงหน้า พ่อของเขาดูแก่ชราลงถนัดตา แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงกลับดูโค้งงอเล็กน้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเส้นผมที่ขาวโพลนไปกว่าครึ่งศีรษะ
ทั้งที่เมื่อก่อน พ่อของเขาแทบไม่มีผมขาวให้เห็นเลยสักเส้น
เซี่ยหมิงรู้สึกเจ็บปวดในใจ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พ่อครับ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ไปโรงพยาบาลให้หมอดูหน่อยดีกว่านะครับ”
เซี่ยโป๋เหวินส่ายหน้าโดยไม่หันกลับมามอง “กินข้าวเสร็จก็พาลูกเมียกลับบ้านไปเถอะ อั่งเปาพ่อให้หลานๆ ไปแล้ว ปีใหม่นี้ก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาสี่คนให้มีความสุข พ่อแก่แล้ว คงดูแลอะไรได้ไม่มาก แกกับเสี่ยวหมิ่นก็ทำตัวร่าเริงหน่อย อย่าให้หลานๆ ต้องตกใจไปด้วย หรือจะไปบ้านคุณตาของพวกหลานๆก็ได้ ไปเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อ ขอพ่ออยู่คนเดียวเงียบๆ สักพัก”
เซี่ยหมิงจำต้องเดินออกมาจากห้อง
เมื่อกลับมาถึงห้องนั่งเล่น ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว เขาจึงบอกทุกคน “พ่ออยากอยู่คนเดียวสักพัก ไม่เป็นไรหรอก ลี่อิ๋งกับเสี่ยวจื้อ พวกเธอคอยดูพ่อหน่อยแล้วกัน”
ผังเสี่ยวหมิ่นจึงต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาทำลายความเงียบ
เธอพูดอย่างใจเย็น “เรื่องฉลองปีใหม่ มันก็ไม่ใช่แค่ปีนี้ปีเดียวหรอกค่ะ เผลอแป๊บๆ เดี๋ยวมันก็ผ่านไปอีกปีแล้ว พอเรายุ่งๆ กันไป เดี๋ยวคุณแม่ก็ได้กลับบ้านแล้ว”
“ส่วนเรื่องขี้ปากชาวบ้าน ก็อย่าเก็บมาใส่ใจเลยค่ะ คนเราอยู่กันเป็นสังคม ตราบใดที่มีคนอื่นอยู่รอบตัว ก็หนีไม่พ้นเรื่องนินทา ขนาดพวกเราเองก็ยังพูดถึงคนอื่นอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่เหรอคะ
“เดี๋ยวพอกลับไปแล้ว ฉันจะหาเวลาไปคุยกับเสี่ยวฉินเองค่ะ จะให้เธอช่วยพูดกับเซี่ยเฉิงอีกแรง จะได้ไม่ทำให้พ่อต้องไม่สบายใจอีก”
เธอปล่อยให้ลูกทั้งสองกินข้าวกันต่อ ส่วนตัวเองลุกไปที่ห้องครัวเพื่อคุยกับเซี่ยลี่อิ๋ง เธอบอกว่าพรุ่งนี้จะพาลูกๆ มาสวัสดีปีใหม่ และกำชับน้องสามีว่าไม่ต้องเตรียมอะไรให้วุ่นวาย เพราะพรุ่งนี้เช้าเธอจะมาจัดการเรื่องอาหารการกินให้เอง
เซี่ยลี่อิ๋งซาบซึ้งจนโผเข้ากอดพี่สะใภ้ “โชคดีจริงๆ ที่บ้านเรามีพี่อยู่ด้วย ขอบคุณมากนะคะพี่สะใภ้ใหญ่”
ผังเสี่ยวหมิ่นได้แต่แค่นยิ้มในใจ
ตอนที่แม่สามียังอยู่บ้าน เรื่องวุ่นวายสารพัดไม่เคยว่างเว้น ความบาดหมางระหว่างท่านกับแม่ของเธอก็เริ่มต้นขึ้นจากคำพูดแค่ประโยคเดียว
ครั้งนั้นสองครอบครัวนัดกินข้าวกัน แม่ของเธอก็แค่เอ่ยปากถามซ่างกวนอวิ๋นฉีไปตามประสาว่า “แล้วลูกๆ ชุดก่อนของเซี่ยโป๋เหวินเขายังดูแลอยู่ไหม”
แค่ประโยคนั้น ซ่างกวนอวิ๋นฉีก็พลิกหน้าเป็นคนละคน
แม้ว่าแม่ของเธอจะรู้ตัวว่าถามคำถามที่ไม่ควรถามและรีบกล่าวขอโทษขอโพย แต่ซ่างกวนอวิ๋นฉีกลับไม่ยอมให้อภัย
เป็นเวลาหลายปีดีดักที่ไม่เคยได้รับสีหน้าดีๆ จากท่านเลยสักครั้ง
แม่สามีในตอนนั้นช่างหยิ่งผยองเสียเหลือเกิน และมักจะหาเรื่องกลั่นแกล้งเธออยู่เสมอ ซึ่งน้องสาวสามีคนนี้ก็คอยผสมโรง ไม่เคยพูดจาเข้าข้างเธอเลยสักคำ
เมื่อก่อนเธอไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นเรื่องต้องห้าม แตะต้องไม่ได้ พอเอ่ยถึงทีไรเป็นต้องบ้านแตกทุกที เพิ่งจะมาเข้าใจตอนนี้เองว่ามันคืออาการของคนร้อนตัว
แต่ที่น่าระอาคือจนป่านนี้แม่สามีของเธอก็ยังไม่สำนึกในความเลวร้ายของตัวเอง แถมยังผูกใจเจ็บเด็กสาวที่ชื่อซ่งอวี้หน่วนกับเซี่ยซินตงไม่เลิก
นี่มันเข้าตำรา ‘ทีข้าไม่ว่า ทีเอ็งอย่าโวย’ ชัดๆ
หญิงสาวยิ้มพลางตบหลังน้องสามีเบาๆ “เรื่องแค่นี้เองน่า ครอบครัวเดียวกันยังต้องมาขอบคุณกันอีก ทำอย่างกับพี่เป็นคนนอกไปได้”
ตัดภาพมาที่ห้องนั่งเล่น เซี่ยโยวโยวกำลังนั่งเล่นตัวต่อกับน้องชายอย่างสนุกสนาน ขณะที่เซี่ยหมิงหันไปพูดกับเซี่ยจื้อ “แกเลิกฝันว่าจะไปฮ่องกงได้แล้ว ซ่างกวนเหิงไม่ใช่คนดี”
เซี่ยจื้อตอบอย่างไม่ยี่หระ “เขาจะดีหรือไม่ดีมันก็แล้วแต่ว่ามองจากมุมไหน สำหรับเรา เขาคือลุงแท้ๆ ของเรานะ ดูอย่างเสี่ยวหว่านสิ ก็ยังอยู่ที่นี่ได้อย่างสบายใจไม่ใช่หรือไง”
เซี่ยหมิงไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด “ตอนนี้สถานการณ์บ้านเราไม่สู้ดีนัก แกอย่าสร้างเรื่องให้พ่อต้องปวดหัวเพิ่มอีกเลย แค่นี้ท่านก็ลำบากมากพอแล้ว”
เซี่ยจื้อนิ่งเงียบไป ไม่รู้ว่าคำพูดของพี่ชายจะเข้าหูบ้างหรือไม่
ระหว่างทางกลับบ้าน เซี่ยหมิงเอ่ยกับภรรยา “เรื่องของลี่อิ๋ง คุณต้องช่วยใส่ใจหน่อยนะ สถานการณ์บ้านเราเป็นแบบนี้ คงหาคู่ครองให้เธอลำบาก จริงๆ แล้วฉินว่างก็เป็นคนดีมาก แต่ลี่อิ๋งกลับไม่ชอบเขา”
“ตั้งแต่กลับมาจากหนานซาน พวกเขาก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันอีกเลย ซึ่งก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องมีเรื่องวุ่นวายตามมา ตอนนี้แม่ไม่อยู่บ้าน ในฐานะพี่สะใภ้ใหญ่ ถ้าเจอหนุ่มๆ ที่ดูดีมีอนาคต ก็ช่วยแนะนำให้น้องหน่อยนะ”
ผังเสี่ยวหมิ่นยิ้มรับ “ถ้าเจอคนที่เหมาะสมจริงๆ ฉันรับรองว่าจะไม่พลาดเลยค่ะ น้องลี่อิ๋งของบ้านเราทั้งสวยทั้งเรียนเก่ง ต้องหาคนที่ดีที่สุดให้สิคะ”
ทว่าในใจกลับคิดอีกอย่าง เธอเต็มใจที่จะช่วยทำงานบ้าน ทำอาหารให้ แต่เรื่องเป็นแม่สื่อแม่ชักให้ล่ะก็...ขอผ่าน
แค่นึกถึงนิสัยของซ่างกวนอวิ๋นฉี เธอก็พอจะเดาออก นอกจากว่าเธอจะไปสรรหาหนุ่มหล่อโปรไฟล์เลิศจากบ้านพักหลวงหมายเลข 01 มาแนะนำให้ลี่อิ๋งได้ ไม่อย่างนั้นแม่สามีคงได้ตราหน้าว่าเธอมีเจตนาไม่ดีอีกตามเคย
แต่ก็นั่นแหละ หนุ่มๆ พวกนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกู้หวยอัน ผู้นำแห่งวงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์คนปัจจุบันน่ะหรือ จะใช่คนที่พวกเธออาจเอื้อมได้?
เพราะฉะนั้น การรับปากก็ส่วนหนึ่ง แต่จะทำจริงหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง
***
วันที่ซ่งอวี้หน่วนเดินทางมาถึงปักกิ่ง เมืองหลวงแห่งนี้เพิ่งเผชิญกับพายุหิมะครั้งใหญ่
หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาตั้งแต่วันที่สองของเทศกาลตรุษจีน และตกต่อเนื่องยาวนานจนกระทั่งหยุดลงในวันที่เจ็ด
ทิวทัศน์ของปักกิ่งหลังหิมะตกนั้นงดงามราวกับภาพวาด ทั้งเมืองถูกฉาบไว้ด้วยสีเงินยวงของหิมะขาวบริสุทธิ์
บนชายคาโบราณ หิมะกองตัวดูราวกับปุยเมฆสีขาว ขณะที่ทิวสนริมทางยังคงยืนต้นท้าลมหนาว อวดใบสีเขียวเข้มอย่างทระนง
ท้องฟ้าหลังพายุหิมะกลับมาสดใสเป็นสีคราม ปักกิ่งในยามนี้ช่างเป็นภาพที่น่ารื่นรมย์ใจ
ฝูงนกน้อยใหญ่พากันบินว่อนอยู่บนท้องฟ้า บ้างก็โฉบลงมาเกาะบนสายไฟฟ้าเพียงชั่วครู่แล้วก็บินจากไป ราวกับกำลังมองหาไออุ่นเพื่อคลายหนาว
[จบบท]