บทที่ 409: ดื้อดึง
กู้หวยอันรู้กำหนดการเดินทางของซ่งอวี้หน่วนดี เขาจึงตั้งใจลางานเพื่อมารอรับหญิงสาว อาหญิงของเธอ และจงเส้าชิงที่สถานีรถไฟปักกิ่งด้วยตัวเอง
ทว่าภาพของนายน้อยรองจงที่เดินเคียงข้างซ่งอวี้หน่วนพลางส่งเสียงหัวเราะและพูดคุยกันอย่างออกรส ทำให้แววตาของกู้หวยอันฉายแวบหม่นหมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะก้าวเข้าไปหา จงเส้าชิงจึงรีบทักทายก่อน “ผู้บัญชาการกู้ สวัสดีปีใหม่ครับ”
“สวัสดีปีใหม่” กู้หวยอันตอบรับพร้อมกับยื่นซองอั่งเปาสีแดงสดให้
จงเส้าชิงรับมาอย่างงุนงง
ฟากซ่งอวี้หน่วนก็รีบส่งยิ้มหวานหยด “ผู้บัญชาการกู้ สวัสดีปีใหม่ค่ะ!”
กู้หวยอันยื่นซองอั่งเปาให้เธออีกซอง หญิงสาวรับมาแล้วเก็บใส่กระเป๋าสะพายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยขอบคุณอย่างร่าเริง “ขอบคุณค่ะ!”
จงเส้าชิงที่เพิ่งได้สติจึงกล่าวขอบคุณตามไปอีกคน
จากนั้นกู้หวยอันก็เอ่ยถามจงเส้าชิงด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลถึงการเดินทางเยือนอำเภอหนานซานในครั้งนี้ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง คงจะสนุกสนานมากสินะ
บทสนทนาของทั้งคู่ดำเนินไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรมชาติ
จงเส้าชิงเองก็อธิบายความรู้สึกในใจไม่ถูกนัก มันไม่ใช่ความอึดอัด แต่ก็ไม่ได้สบายใจเสียทีเดียว ทว่าโดยรวมแล้วอารมณ์ของเขาก็ยังดีอยู่
อาจเพราะในชีวิตนี้เขามีเพื่อนน้อยเหลือเกิน น้อยเสียจนไม่เคยมีใครใส่ใจจะถามไถ่ความรู้สึกของเขาเช่นนี้มาก่อน
ยิ่งคนที่เอ่ยถามคือ กู้หวยอัน ผู้ที่ได้รับการยอมรับนับถือในฐานะอัจฉริยะแห่งวงการวิจัย ยิ่งทำให้เขารู้สึกแปลกใจ
แล้วทั้งหมดก็พากันขึ้นรถที่กู้หวยอันเตรียมไว้ถึง 2 คัน
คันแรกมีเลขานุการเสี่ยวอู๋เป็นคนขับ ส่วนคันหลังมีเสี่ยวเทียนเป็นพลขับ พร้อมด้วยอาต้าและอาเฉิงซึ่งรับหน้าที่ขนของฝากจากหนานซานกลับมาด้วย ทั้งผักดองในขวดโหลและผลิตภัณฑ์จากป่าเขาอีกมากมาย
กู้หวยอันนั่งอยู่ในรถคันแรก เขาไม่ได้ยิน ‘เสียงในใจ’ ของซ่งอวี้หน่วนเลย อาจเป็นเพราะเขาชวนทุกคนคุยอยู่ตลอดทาง
เมื่อรถมาถึงย่านที่พักอาศัยอู๋ถง ก็เห็นผู้เฒ่าจี้ จี้ซินอี๋ อิ๋งอิ๋ง และเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งคนหนึ่งยืนรอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ กู้หวยอันส่งทุกคนลงจากรถเรียบร้อย เขาใช้เวลาพูดคุยกับผู้เฒ่าจี้เพียงครู่เดียวก็ขอตัวกลับบ้าน
ทว่าที่หน้าประตูใหญ่ของบ้านตระกูลกู้ ก็มีคนกำลังยืนรอเขาอยู่เช่นกัน
ร่างนั้นคือผู้เฒ่ากู้ ซึ่งบัดนี้เส้นผมบนศีรษะได้กลับกลายเป็นสีขาวโพลนราวกับหิมะไปแล้วเพียงชั่วข้ามคืน
ผลการสืบสวนเรื่องของมู่หรงเฟิงออกมาแล้ว ตัวตนของเขาเป็นไปตามที่ลูกสาวของมู่หรงบอกทุกประการ คุณูปการที่เขาสร้างไว้ให้ประเทศนั้นยิ่งใหญ่เหลือคณา อีกทั้งยังเข้าร่วมองค์กรก่อนหน้าผู้เฒ่ากู้ถึง 2 ปี
เดิมทีผู้เฒ่ากู้ยังคงแอบหวังลมๆ แล้งๆ อยู่ในใจ ทว่าวินาทีที่ความจริงปรากฏ เขาก็ถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะก่อนจะล้มพับหมดสติ เมื่อฟื้นคืนสติขึ้นมา สิ่งแรกที่เขาทำคือการยื่นใบลาออกจากตำแหน่งในกรมทรัพยากร จากนั้นก็เอาแต่ขังตัวเองไว้ในห้องหนังสือเพื่อจัดการกับเอกสารบางอย่าง และส่งคนออกไปสืบหาความจริงเพิ่มเติม
ช่วงที่ผ่านมาผู้เฒ่าเฉียนแวะมาหาหลายครั้ง แต่การสนทนาของสหายเก่าทั้งสองกลับจบลงด้วยความขุ่นข้องหมองใจทุกครั้งไป
ทว่าในยามนี้ ผู้เฒ่ากู้กลับมองกู้หวยอันผู้เป็นหลานชายด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความรักใคร่ เขาเอามือไพล่หลังแล้วเดินตามร่างสูงของหลานชายเข้าไปในบริเวณบ้าน
ภายในห้องนั่งเล่น สมาชิกตระกูลกู้ล้วนอยู่กันพร้อมหน้า
กู้หวยอันกลับมาจากฐานทัพก็ตรงดิ่งมายังสถานีรถไฟ เขาเดินทางไปที่นั่นตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันขึ้นปีใหม่ และนี่คือครั้งแรกที่เขาได้กลับบ้าน
บรรยากาศในบ้านดูวุ่นวาย ทุกคนกำลังช่วยกันเก็บข้าวของ
วันนี้มีเพียงผู้ใหญ่เท่านั้นที่อยู่กันครบ ทั้งลูกชายสองคน ลูกสาวสองคน พร้อมด้วยลูกสะใภ้และลูกเขยอีกอย่างละสองคน
“ไหนๆ หวยอันก็กลับมาแล้ว เรามาประชุมครอบครัวกันเลยดีกว่า” ผู้เฒ่ากู้เอ่ยขึ้น
ทุกคนในที่นั้นต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด อาจเพราะพอจะรู้เรื่องราวอยู่บ้างแล้ว หลังจากที่ผู้เฒ่ากู้เล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟัง สีหน้าของทุกคนก็ยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก แต่ไม่ใช่เพราะเรื่องตัวตนที่แท้จริงของมู่หรงเฟิง หากแต่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น
“ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร แต่เขาเป็นคนชักปืนออกมายิงก่อนไม่ใช่หรือครับพ่อ” ลูกชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ใช่ค่ะ ถ้าเขาเป็นคนยิงก่อน แล้วการที่คุณพ่อยิงตอบโต้กลับไปมันผิดตรงไหน” ลูกสาวเสริม
“อีกอย่าง เรื่องยังไม่ทันได้สืบสวนให้กระจ่างเลยว่าทำไมเขาถึงต้องยิง แต่คุณพ่อกลับชิงลาออกจากตำแหน่งที่สำคัญขนาดนั้น มันจะไม่หุนหันพลันแล่นเกินไปหน่อยหรือคะ”
ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกัน คนเรานั้นซับซ้อนเกินหยั่งถึง ใครจะรู้ว่าคนที่เคยเป็นคนดีเมื่อปีก่อน อาจจะกลายเป็นคนเลวในปีนี้ก็ได้ เขาอาจทรยศเพราะผลประโยชน์หรือเหตุผลบางอย่าง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากเลย
ผู้เฒ่ากู้ได้แต่ส่ายหน้า “ข้อมูลในแฟ้มระบุชัดเจนว่าเขาไม่ได้ทรยศ ครอบครัวของเขาถูกสังหารทั้งหมด มันไม่ใช่การฆ่าตัดตอน แต่เป็นการล้างแค้นจากฝั่งศัตรู เรื่องนี้ได้รับการยืนยันแล้ว”
กู้ซินร้อนรนจนใบหน้าซีดเผือด “ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่เขาก็ชักปืนยิงคุณพ่อนะคะ! แค่ข้อเท็จจริงข้อเดียวนี้ ก็พิสูจน์แล้วว่าคนคนนี้มีปัญหา!”
ผู้เฒ่ากู้โบกมือปรามอย่างอ่อนแรง “ตราบใดที่พิสูจน์ได้ว่าเขาบริสุทธิ์ คนที่มีปัญหาก็คือพ่อเอง นี่เป็นเรื่องของพ่อ พ่อรู้ว่าควรจะจัดการอย่างไร วันนี้ที่เรียกทุกคนมาไม่ได้จะมาถกเถียงเรื่องนี้ แต่จะมาบอกให้รู้ทั่วกันว่าการตัดสินใจย้ายออกจากบ้านพักหลวงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง บ้านเรายังมีบ้านเก่าอีกหลัง พื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก เหมาะสำหรับพ่อกับครอบครัวของเจ้าใหญ่พอดี”
ชายชราหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะหันไปสั่งการลูกๆ ที่เหลือ “ส่วนเจ้ารองก็มีบ้านของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ไกลจากบ้านเก่าเท่าไหร่ สำหรับกู้ซินกับกู้หย่า พวกแกสองคนก็เก็บข้าวของย้ายกลับไปบ้านตัวเองซะ ไม่ต้องกังวล เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ กลับจะไม่มีใครกล้าไปวุ่นวายซักไซ้อะไรพวกแก เร่งมือกันหน่อยแล้วกัน พ่อตั้งใจจะไปฉลองเทศกาลหยวนเซียวที่บ้านหลังนั้น”
เมื่อสั่งเสียเสร็จ ผู้เฒ่ากู้ซึ่งบัดนี้มีสีหน้าอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาดก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วหันไปทางหลานชาย “หวยอัน แกตามปู่ไปที่ห้องหนังสือ ส่วนคนอื่นๆ ก็แยกย้ายไปทำธุระของตัวเองได้แล้ว”
กู้หย่าซึ่งมีนิสัยอ่อนโยนและใจเย็นที่สุดในบ้าน หันไปมองเฉินชิงซานผู้เป็นสามีโดยสัญชาตญาณ สีหน้าของเขาฉายแววสับสน ประหลาดใจ และดูเหมือนจะยังยอมรับความจริงไม่ได้
ทว่าอารมณ์เหล่านั้นก็ปรากฏขึ้นเพียงชั่ววูบแล้วจางหายไปอย่างรวดเร็ว จนไม่มีใครทันสังเกต
กู้หัวกับฉินซู่อวิ๋นสบตากันแวบหนึ่ง สีหน้าของฝ่ายหญิงเองก็ไม่สู้ดีนัก
คำเตือนของผู้เป็นพ่อสามีที่เคยกล่าวไว้กับเธอดังก้องขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
‘เรื่องตระกูลเฉียน อย่าได้คิดพิจารณา อย่าแม้แต่จะคิด’
แม้จะไม่รู้ว่าเบื้องลึกเบื้องหลังเกิดอะไรขึ้น แต่ฉินซู่อวิ๋นก็เข้าใจดีว่าท่านหมายถึงอะไร ผู้เฒ่ากู้เล่าเรื่องของมู่หรงเฟิงให้ฟัง แต่กลับเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงตระกูลเฉียน ทั้งที่ในวันนั้นพวกท่านอยู่ด้วยกัน แต่คนที่เหนี่ยวไกปืนกลับมีเพียงพ่อสามีของเธอคนเดียว ส่วนลุงเฉียนกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
ฉินซู่อวิ๋นรู้สึกอับจนหนทาง ตราบใดที่ความจริงยังไม่กระจ่าง การพูดอะไรออกไปก็มีแต่จะสูญเปล่า
แต่พ่อสามีของเธอเป็นคนรักศักดิ์ศรี จึงยืนกรานที่จะย้ายออก ทั้งที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็ไม่ได้มีคำสั่งให้ย้ายออกแต่อย่างใด
เธอยืนนิ่งอยู่ในห้องนั่งเล่น พลางรู้สึกปวดหัวตุบๆ แค่คิดเรื่องย้ายบ้านก็วุ่นวายพอแล้ว
ถึงเธอจะไม่ต้องลงแรงขนของเอง แต่ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าอาภรณ์ต่างๆ ที่สะสมมานานหลายปี ไหนจะของใช้ เสื้อผ้า หรือแม้แต่ของเล่นชิ้นเล็กชิ้นน้อยของหวยอันสมัยเด็กที่เธออุตส่าห์เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีอีกเล่า
ของมากมายขนาดนั้น จะให้จัดเก็บง่ายๆ ได้อย่างไร
หวังเมิ่งตาน ภรรยาของกู้จินผู้เป็นอารองก็มีความคิดไม่ต่างกัน ทั้งสองสาวสะใภ้สบตากันอย่างเข้าใจ ก่อนจะส่งยิ้มขื่นให้กันและกัน
พวกเธอรู้ดีว่าถึงแม้เรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรง แต่สุดท้ายแล้วก็คงหนีไม่พ้นอยู่ดี ได้แต่ภาวนาให้ความจริงที่ปรากฏออกมาในท้ายที่สุด จะพิสูจน์ได้ว่าผู้เฒ่ากู้ไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด
มิฉะนั้นแล้ว พวกคนที่จ้องจะหาโอกาสซ้ำเติม คงได้กรูกันเข้ามาเล่นงานเป็นแน่
หวังเมิ่งตานขยิบตาส่งสัญญาณให้ฉินซู่อวิ๋น ทั้งสองจึงปลีกตัวเดินไปยังห้องครัว
ทันทีที่บานประตูถูกปิดลง หวังเมิ่งตานก็เอ่ยขึ้น “ช่วงเวลาแบบนี้ เราน่าจะหาแนวร่วมไว้นะคะ ถ้าช่วยกันคนละไม้คนละมือ เรื่องก็น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี ทำไมต้องทำให้มันยุ่งยากแบบนี้ด้วย”
“เรื่องราวมันซับซ้อนกว่าที่คิด พวกเราอย่าเพิ่งออกความเห็นอะไรจะดีกว่า” ฉินซู่อวิ๋นตอบกลับอย่างสุขุม
หวังเมิ่งตานรู้ว่าสิ่งที่พี่สะใภ้พูดนั้นถูกต้อง แต่ในใจก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าพ่อสามีดื้อดึงเกินไป การยิงสวนกลับไปในสถานการณ์เช่นนั้นคือสิ่งที่ควรทำแล้ว หรือท่านควรจะยืนเฉยๆ รอให้ถูกยิงกันเล่า
แต่ความคิดเช่นนี้ เธอก็ทำได้เพียงเก็บไว้ในใจเท่านั้น
ภายในห้องหนังสือ บรรยากาศเงียบสงัดผิดกับทุกที ผู้เฒ่ากู้ไม่ได้ใช้เสียงดังอย่างที่เคยเป็น เขาเอ่ยถามสารทุกข์สุกดิบของหลานชายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนอย่างยิ่ง
“วันนี้กลับมามีธุระอะไรรึเปล่า”
กู้หวยอันนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเบา “คุณปู่ครับ ผมเพิ่งไปรับเสี่ยวหน่วนกับพวกอาหญิงที่สถานีรถไฟมาครับ เธอเดินทางมาถึงปักกิ่งแล้ว”
ผู้เฒ่ากู้ชะงักงันไปในทันที มือเหี่ยวย่นกำเข้าหากันแน่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความรู้สึกผิด “...หวยอัน ปู่มีเรื่องต้องสารภาพกับหลาน เมื่อปีก่อน...ปู่เคยไปที่บ้านของคุณปู่จี้ ตอนนั้นปู่ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน แค่อยากจะไปพบหน้าซ่งอวี้หน่วนเท่านั้น แต่กลับถูกคุณปู่จี้ต่อว่าอย่างหนัก พอนึกย้อนกลับไป ปู่ถึงได้รู้ว่าตัวเองผิดไปแล้ว การกระทำของปู่มันผลีผลามและไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ไว้ปู่จะหาโอกาสไปกล่าวคำขอโทษท่านด้วยตัวเอง...”
[จบบท]