บทที่ 41: แหม ช่างเป็นหนุ่มหล่อเสียจริง
ซ่งเหลียงสบตากับพ่อของเขาก่อนจะหันไปมองหน้าแม่ ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าเสี่ยวหน่วนไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด แต่ก็น่าแปลกที่พวกเขาไม่ได้ยินเสียงในใจของเธอเลย
หรือจะเป็นเพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาโดยตรงกันนะ
แต่แล้วในวินาทีนั้นเอง เสียงในใจของซ่งอวี้หน่วนก็ดังขึ้นมาเสียดแทงความคิด
【ยายซุนคนนั้นมีประวัติที่ซับซ้อนเกินไป แถมยังเป็นบุคคลในบัญชีดำอีกด้วย ให้คนในครอบครัวรู้เรื่องน้อยที่สุดน่าจะดีกว่า】
【ถ้าวันนี้ฉันไม่รีบลงมือก่อน ในอนาคตยายแก่คนนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ตระกูลซ่ง แต่ยังจะทำร้ายผู้คนอีกนับไม่ถ้วน】
【คราวนี้แหละ ยายซุนจะถูกจัดการจนสิ้นซาก ไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีกต่อไป】
"อาสะใภ้เล็กคะ คนนั้นเป็นเฒ่าลักเด็กตัวจริงเสียงจริงเลยค่ะ เพราะฉะนั้น อาสะใภ้ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเธอแน่นอน ไม่ว่าเธอจะก่อเรื่องเลวร้ายอะไรไว้ มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับอาสะใภ้แม้แต่น้อย"
ซุนจินหรงพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยถามซ่งอวี้หน่วนด้วยความไม่แน่ใจ "แล้ว…แล้วอายังต้องเปลี่ยนนามสกุลอยู่ไหมจ๊ะ"
"คงจะเปลี่ยนยากน่าดูเลยค่ะ ไหนจะเอกสารประวัติ ไหนจะทะเบียนบ้านอีก ยุ่งยากวุ่นวายจะตายไป ที่สำคัญ คนที่แซ่ซุนก็ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวนี่คะ"
ย่าซ่งที่เพิ่งผ่านเรื่องน่าตกใจมาก็รู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาทันที จึงอยากจะกลับบ้านเต็มแก่แล้ว หญิงชราผลักซุนจินหรงออกอย่างไม่สบอารมณ์ "อย่ามัวแต่ดึงเสี่ยวหน่วนพูดจาเรื่อยเปื่อยน่ารำคาญสิ ว่าแต่เสี่ยวหน่วน แล้วหมิงเซิ่งไปไหนล่ะ"
เข้ามาตั้งนานสองนาน เพิ่งจะนึกได้ว่าต้องถามถึงหลานชายคนเล็ก
พอรู้ว่าหลานชายไปไหน ย่าซ่งก็ไม่คิดจะอยู่ต่อหรือแวะเข้าบ้านอีก โดยให้เหตุผลว่าเป็นการเสียมารยาท พร้อมทั้งกำชับหลานสาวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าห้ามวิ่งเล่นซุกซนไปไหนไกลเด็ดขาด
ก่อนจะก้าวเท้าออกจากบ้าน ย่าซ่งยังหันมาบอกซ่งอวี้หน่วนอีกว่า ไม่ต้องลำบากผู้เฒ่าจี้ไปส่ง เมื่อหมิงเซิ่งกลับมาแล้ว ก็ให้พากันไปที่สี่แยกใหญ่ทางใต้ของเมือง เพราะปู่ซ่งจะไปยืนรอรับทั้งสองคนอยู่ที่นั่น
ซุนจินหรงเอ่ยปากชวนให้ทุกคนแวะไปที่บ้านของเธอ ซึ่งคราวนี้เป็นคำเชิญที่ออกมาจากใจจริง
ย่าซ่งเหลือบตามองอย่างดูแคลน "ไม่ไปหรอก บ้านเธอเล็กเท่ารูหนูจะให้ไปอยู่ตรงไหนกัน อีกอย่างนะ ข้าวปลาอาหารบ้านเธอก็มาจากบ้านฉันทั้งนั้น ฉันไม่พิสมัยการกินข้าวของบ้านตัวเองหรอก"
คำพูดตรงไปตรงมานั้นทำให้ซุนจินหรงหน้าแดงก่ำ เธออ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเข้าไปดึงแขนย่าซ่งไว้ พร้อมกับสารภาพว่าที่ผ่านมาตนเองทำตัวไม่ดี แต่จากนี้ไปจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว
หลังจากที่ทุกคนในครอบครัวซ่งเดินทางกลับไปแล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็เหลือบมองนาฬิกา ก่อนจะลงมือจุดไฟในเตาเพื่อเตรียมทำอาหาร
บ้านในแถบนี้ยังไม่มีเตาแก๊สหรือหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใช้ เนื่องจากเป็นย่านบ้านพักชั้นเดียว ทุกหลังคาเรือนจึงยังคงใช้เตาฟืนดินแบบดั้งเดิมกันอยู่
ซึ่งสำหรับเธอแล้ว การทำอาหารด้วยเตาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
เมื่อกลุ่มคนตระกูลซ่งไปถึงสี่แยก ย่าซ่งก็หันไปกำชับลูกชายและลูกสะใภ้ด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แม่จะบอกอะไรพวกแกไว้อย่างนะ เสี่ยวหน่วนยังเด็ก ยังต้องเรียนหนังสือ ต่อไปนี้ห้ามใครหาคู่ให้หลานเด็ดขาด ได้ยินที่แม่พูดไหม"
ซุนจินหรงรีบรับคำทันที "ได้ยินแล้วค่ะแม่ เสี่ยวหน่วนของบ้านเราสวยหยาดเยิ้มราวกับนางฟ้าตัวน้อยๆ ต้องหาคนที่คู่ควรกับหลานถึงจะถูกค่ะ"
ย่าซ่งหรี่ตาลงเล็กน้อย พลันภาพของชายหนุ่มรูปงามที่เห็นในลานสถานีตำรวจเมื่อครู่ก็แวบเข้ามาในความคิด ตอนนั้นเธอมัวแต่ใจคอไม่ดี เลยไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก แต่พอมานึกย้อนดูตอนนี้…แหม ช่างเป็นหนุ่มหล่ออะไรอย่างนี้
น่าเสียดายที่ไม่รู้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แต่ดูจากรูปพรรณสัณฐานแล้ว ไม่น่าใช่คนแถวนี้เป็นแน่
ย่าซ่งจิ๊ปากเบาๆ อย่างนึกเสียดาย
ในขณะเดียวกัน หนุ่มหล่อคนนั้นก็ได้ส่งตัวหลิวจินชุ่ยและซุนต้าจ้วงให้กับหัวหน้าสถานีเหอเป็นที่เรียบร้อย
มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากที่ว่าการอำเภอเดินทางมาสมทบด้วย แต่เมื่อเห็นท่าทีที่ดูคุ้นเคยสนิทสนมระหว่างหัวหน้าสถานีเหอกับกู้หวยอัน พวกเขาก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซง รอจนกระทั่งกู้หวยอันจากไปแล้ว จึงค่อยเข้าไปหารือในรายละเอียด
หัวหน้าสถานีเหอปฏิบัติตามคำสั่งของกู้หวยอันอย่างเคร่งครัด โดยจงใจปกปิดเรื่องราวของซ่งอวี้หน่วนเอาไว้
เขาชี้แจงกับทุกคนว่าทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่ประจวบเหมาะกันพอดี
ทว่าในใจของเขากลับรู้สึกว่าซ่งอวี้หน่วนเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จึงตั้งใจว่าจะแอบหาทางให้เธอได้รับเงินรางวัลเป็นกรณีพิเศษ
——
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับกระพริบตา
หลังจากที่ไปรอเก้อที่อำเภอในวันนั้น ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่ได้ออกไปตามหาหลินฉิงอีกเลย เธอเชื่อว่าหากถึงเวลาที่ต้องเจอกัน โชคชะตาก็จะนำพาให้พวกเขามาพบกันเอง
อาการบาดเจ็บที่ขาของปัญญาชนหลินยังคงต้องได้รับการรักษาจากผู้เฒ่าจี้ต่อไปอีกสักพัก
ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้เฒ่าจี้จะยังคงพำนักอยู่ที่นี่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ท่านได้วางแผนไว้แล้วว่าจะพาลูกสาวและครอบครัวของลูกเขยเดินทางออกจากอำเภอหนานซานเพื่อกลับไปยังปักกิ่งในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง
ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดเตรียมและวางแผนไว้เป็นอย่างดี
ผู้เฒ่าจี้ได้ตอบรับคำเชิญจากเบื้องบนให้กลับไปดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ที่วิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ได้ยื่นข้อเสนอว่าจะต้องนำทีมทดลองของตนเองกลับไปด้วย ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดสำนักรับศิษย์อีกครั้ง
ส่วนเหตุผลที่ยังไม่เดินทางกลับไปในทันที ก็เพราะหลานชายของเขากำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่สองแล้ว การจะย้ายโรงเรียนกลางคันจึงไม่ใช่เรื่องที่สมควรทำ
ดังนั้น ไม่ช้าก็เร็ว จะต้องมีวันหนึ่งที่เธอได้เผชิญหน้ากับหลินฉิงอย่างแน่นอน
เช้าตรู่ของวันใหม่ ครอบครัวซ่งก็เริ่มสาละวนอยู่กับภารกิจของตนเอง
ปู่ซ่งออกไปยืมรถม้ามาอีกครั้ง โดยยืนกรานที่จะจ่ายค่าจ้างเพื่อไม่ให้เป็นการเอาเปรียบของส่วนรวม ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้น ในเมื่ออีกไม่นานบ้านเขาก็จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านแล้ว จึงไม่มีอะไรต้องกังวลให้มากความ
ปู่ซ่งรับหน้าที่เป็นคนขับรถม้า โดยมีซ่งเหลียง ซ่งอวี้หน่วน และหมิงเซิ่งเจ้าเงาตามตัวเป็นผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้
ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน ทั้งพรวนดินยกแปลงในสวนผัก และขบคิดว่าจะปลูกพืชชนิดใดลงบนที่ดินส่วนตัวผืนเล็กๆ ดี
มีข่าวลือหนาหูว่าหลายพื้นที่ทางภาคใต้ได้เริ่มใช้นโยบายการแบ่งที่ดินทำกินให้แต่ละครัวเรือนแล้ว แต่สำหรับมณฑลตงนั้นยังไม่มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ มีเพียงบางกองพลน้อยเท่านั้นที่ได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่ดำเนินโครงการนำร่อง
และแน่นอนว่าหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้รับเกียรตินั้น
เซี่ยกุ้ยหลานกำลังเตรียมทำอาหารเช้า แต่เมื่อเห็นแป้งข้าวโพดที่เหลืออยู่เพียงก้นโอ่ง คิ้วของเธอก็ขมวดเข้าหากันด้วยความกังวล ในขณะที่เสบียงบรรเทาทุกข์ยังคงไร้วี่แวว หากต้องทนรอไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว ก็คงไม่แคล้วต้องขูดเปลือกไม้กินเพื่อประทังชีวิต
ที่น่ากังวลที่สุดคือคำพูดของเสี่ยวหน่วนที่ว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งหายนะครั้งใหญ่
ของเยี่ยมที่ผู้เฒ่าจี้มอบให้ในวันนั้นมีทั้งขนมเค้ก อาหารกระป๋อง นมมอลต์สกัด และสุราอีก 2 ขวด หากของเหล่านั้นเป็นข้าวสารสักกระสอบก็คงจะดีไม่น้อย
เมื่อคืนนี้ ย่าซ่งได้นำเงินที่ได้จากการขายผักจี้ไช่มาแบ่งให้ลูกสะใภ้รอง เนื่องจากครอบครัวของลูกชายคนรองได้ออกแรงช่วยเหลือ เธอจึงแบ่งเงินให้ไป 8 หยวน ตอนนี้ย่าซ่งอาศัยอยู่กับครอบครัวของลูกชายคนโต แม้ในอดีตเธอจะเป็นผู้กุมอำนาจการเงินทั้งหมด แต่จากเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้หญิงชราตัดสินใจที่จะแยกเงินรายได้ออกจากกัน
ดังนั้น เธอจึงแบ่งให้บ้านรอง 8 หยวน และบ้านใหญ่ 9 หยวน
เงินก้อนนี้เป็นน้ำพักน้ำแรงของเสี่ยวหน่วน การจะแบ่งให้เท่ากันย่อมเป็นไปไม่ได้ ส่วนเงิน 1 หยวนที่เพิ่มขึ้นมานั้น เธอตั้งใจจะให้เสี่ยวหน่วนเก็บไว้เป็นเงินค่าขนม สำหรับค่าแป้งสาลีอีก 7 หยวน หญิงชราจะเป็นคนออกให้ไปก่อน
เหลียนเซียงเห็นด้วยกับการตัดสินใจนี้อย่างเต็มใจ เธอยังนำเงิน 2 หยวนออกมามอบให้แม่สามี โดยหวังว่าจะได้แบ่งแป้งสาลีสัก 20 จิน และเงินส่วนต่างอีก 6 เหมาที่เหลือนั้นก็ขอมอบให้เสี่ยวหน่วน ซึ่งสร้างความพึงพอใจให้แก่ย่าซ่งเป็นอย่างมาก
ขณะนั้นเอง ย่าซ่งก็หันไปพูดกับเซี่ยกุ้ยหลานว่า "เดี๋ยวรอสักครู่นะ แม่จะไปเอาบะหมี่แห้งมาให้"
เซี่ยกุ้ยหลานถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ บะหมี่แห้งงั้นเหรอ ที่บ้านจะมีของดีเช่นนั้นได้อย่างไรกัน
อันที่จริงแล้ว ช่วงต้นทศวรรษที่ 80 กับปลายทศวรรษที่ 70 นั้น สภาพความเป็นอยู่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก สิ่งของอย่างบะหมี่แห้งยังคงถูกจัดว่าเป็นของหรูหราในสายตาของชาวบ้านในบางพื้นที่ คนเฒ่าคนแก่บางคนกระทั่งสิ้นอายุขัยก็ยังไม่เคยได้ลิ้มลอง
ย่าซ่งถือบะหมี่แห้งห่อใหญ่ออกมา "นี่เป็นของที่เสี่ยวหน่วนเอามาให้แม่วันนั้น เขาบอกว่าเป็นของที่ตาเฒ่าจี้ให้มา มีน้ำหนักตั้ง 5 จินแน่ะ"
"หนูไม่เห็นรู้เรื่องเลยค่ะ" เซี่ยกุ้ยหลานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
ย่าซ่งถลึงตาใส่ลูกสะใภ้ "แม่เป็นคนสั่งเสี่ยวหน่วนเองว่าห้ามบอก แกมันใจอ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไฟ ขืนรู้เรื่องเข้าก็ไม่แคล้วคิดจะแบ่งไปให้บ้านรอง ไหนจะบ้านแม่ของแกอีก พ่อแม่พี่น้องแกจะไม่ให้หรือไง พอแบ่งไปแล้วมันจะเหลืออะไร ตอนนี้ชีวิตมันลำบาก ก็ต้องหัดใจแข็งไว้บ้าง รอให้วันข้างหน้าดีขึ้นแล้ว ตอนนั้นจะทำอะไรก็ไม่มีใครว่า"
เซี่ยกุ้ยหลานจนด้วยคำพูด เพราะเธอรู้ดีว่าทุกคำที่แม่สามีเอ่ยมานั้นถูกต้องทั้งหมด
การที่น้องสาวสามีจะไปสัมภาษณ์ ก็เปรียบเสมือนการลงสนามแข่งขัน การกินบะหมี่ถือเป็นเคล็ดที่ดีที่สุด เพราะมันหมายถึงความราบรื่น
ที่บ้านเลี้ยงไก่ไว้ 2 ตัว แต่ไม่มีปัญญาจะเลี้ยงหมูเพราะขาดแคลนอาหาร ทว่าย่าซ่งก็ได้สั่งจองลูกห่านไว้แล้ว 10 ตัว ซึ่งอีกไม่กี่วันก็คงจะพร้อมนำมาเลี้ยงได้
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ย่าซ่งจะต้มไข่ให้ซ่งอวี้หน่วนกินทุกวัน แต่หลานสาวก็ไม่เคยเก็บไว้กินคนเดียว เธอมักจะแบ่งปันให้หมิงเซิ่งและซ่งถิงได้กินด้วยกันเสมอ ตอนนี้มีไข่ไก่สะสมไว้ถึง 6 ฟอง ย่าซ่งจึงตัดสินใจนำไข่ทั้งหมดใส่ลงไปในหม้อบะหมี่
ไข่ 6 ฟองเป็นเคล็ดเลขมงคล 66 จะได้ราบรื่นสมปรารถนา
แน่นอนว่าด้วยฐานะที่เป็นอยู่ พวกเขาคงไม่สามารถกินบะหมี่แบบล้างน้ำเย็นได้ ทำได้เพียงต้มเป็นบะหมี่น้ำร้อนหม้อใหญ่ๆ เท่านั้น หลังจากที่ทุกคนกินกันจนอิ่มหนำแล้ว ทันทีที่ซ่งเหลียงและคนอื่นๆ กำลังจะก้าวเท้าออกจากบ้าน สมุห์บัญชีหลี่ที่เข้าเวรอยู่ที่ทำการกองพลน้อยก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมกับข่าวใหญ่ "มีเอกสารจากเบื้องบนลงมาแจ้งว่า ทั่วทั้งอำเภอหนานซานจะเริ่มใช้ ‘ระบบสัญญาจ้างเหมาการผลิตตามครัวเรือน’ อย่างเต็มรูปแบบ"
ซ่งเหลียงถึงกับตกตะลึง ทำไมถึงได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันเช่นนี้
ยังไม่ทันที่จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง เขาก็ต้องรีบเดินทางไปประชุมที่คอมมูนเสียแล้ว
ซ่งเหลียงจึงต้องรีบจากไปอย่างเร่งด่วน
[จบบท]