บทที่ 415: ไม่รู้สึกหรือว่าเธอไม่เหมือนคนปกติ?
สีหน้าของผู้เฒ่ากู้เดี๋ยวซีดเดี๋ยวเขียว มือสั่นระริก ทว่าแววตากลับฉายชัดถึงความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้
จริงอย่างที่ว่า...แม้คนจะตายจากไป แต่ความจริงและความยุติธรรมจะไม่มีวันสูญสลาย เขาต้องทวงคืนความเป็นธรรมให้มู่หรงเฟิงและซูเมี่ยวหลานให้จงได้
ถึงแม้ผลลัพธ์ที่ได้รับจะน่าเจ็บปวด แต่มันก็ได้มอบเป้าหมายใหม่ให้ผู้เฒ่ากู้ต้องสู้ต่อไป หากไม่มีเรื่องนี้ ปู่ของเขาคงยอมจบชีวิตตัวเองเพื่อชดใช้ให้มู่หรงเฟิงไปแล้ว แต่ตอนนี้กลับมีเรื่องของซูเมี่ยวหลานเข้ามาเกี่ยวข้องอีก
กู้จินครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งจึงเอ่ยถาม “...แล้วเรื่องย้ายบ้าน เรายังจะย้ายอยู่ไหมครับ”
ผู้เฒ่ากู้ถลึงตาใส่ทันควัน “ฉันไม่ใช่คนไร้ยางอายที่จะกลับคำพูดตัวเอง”
แม้จะโดนดุ แต่ทั้งสามชีวิตที่ยืนอยู่กลับลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ไม่ว่าอย่างไร ดูเหมือนว่าท่านผู้เฒ่าจะเริ่มกลับมาเป็นคนเดิมแล้ว และการสืบหาความจริงก็ยังต้องดำเนินต่อไป
***
ชวีลี่เหมยสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล เมื่อซูเมี่ยวเหลียนที่นอนป่วยเป็นผักจนร่างกายแทบจะเน่าเปื่อย ถูกคนกลุ่มหนึ่งมารับตัวไปอย่างปริศนา เธอไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นใครมาจากไหน
เรื่องราวในอดีตย้อนกลับมาในหัว ตอนที่เธอลงมือทำร้ายซูเมี่ยวเหลียน ก็ได้ซ่างกวนอวิ๋นฉีคอยช่วยเหลือ แต่ตอนนี้ซ่างกวนอวิ๋นฉีกลับไปอยู่ในคุก ส่วนชายฉกรรจ์สองคนที่ลักพาตัวซูเมี่ยวเหลียนมาในวันนั้นก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
เธอเคยเขียนหนังสือรับรองฉบับหนึ่งให้ซ่างกวนอวิ๋นฉี เพื่อยืนยันว่าเธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มาถึงตอนนี้ ชวีลี่เหมยรู้สึกเสียใจที่วันนั้นตนใจอ่อนเกินไป น่าจะฆ่านังแพศยานั่นให้ตายๆ ไปเสีย จะได้ไม่ต้องมามีปัญหายืดเยื้อจนถึงวันนี้
แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อตอนนี้เธอทั้งพูดไม่ได้ เขียนก็ไม่ได้ คงทำอะไรได้ไม่มากนัก ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องมันผ่านมาตั้ง 30 ปีแล้ว ต่อให้เป็นช่วงเวลาที่เกิดเรื่อง เธอก็ไม่เคยหวาดหวั่นเลยสักนิด
หลักฐานน่ะหรือ จะไปหามาจากไหน ในเมื่อพยานทุกคนตายกันหมดแล้ว นอกจากเธอจะโพล่งความจริงออกไปเอง แต่เธอไม่ได้แก่จนเลอะเลือนนี่ จะหาเรื่องใส่ตัวเองไปทำไม
เมื่อปรุงยาหลอนประสาทเสร็จ เธอก็นำไปมอบให้ซ่างกวนหว่านเพื่อแลกกับหนังสือรับรองฉบับนั้นคืนมา ชวีลี่เหมยจ้องมองกระดาษแผ่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อแน่ใจว่าถูกต้องทุกอย่างแล้วจึงจุดไฟเผามันทิ้งจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
จากนั้นเธอก็หันไปกำชับหลูจื้อกั๋วให้หุบปากให้สนิท ไม่เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าใครจะได้อยู่อย่างสงบสุข เพราะเธอเองก็กุมความลับของเขาไว้เช่นกัน
เมื่อยาหลอนประสาทถึงมือซ่างกวนหว่านแล้ว ก็ถึงเวลาที่เซี่ยจื้อต้องไปหาซ่งอวี้หน่วน
***
เซี่ยจื้อมีสีหน้าบึ้งตึงจนน่ากลัว ในใจอยากจะฉีกร่างคนทั้งสองเป็นชิ้นๆ เขาบุกไปถึงบ้านพักของซ่างกวนหว่าน แล้วชี้หน้าด่ากราดทันที
“นังงูเห่าเนรคุณ! ตระกูลซ่างกวนของพวกเธอไม่มีใครดีสักคน! ฉันอุตส่าห์เป็นห่วงมาเยี่ยม แต่เธอกลับร่วมมือกับคนอื่นมาลอบทำร้ายฉัน ซ่างกวนหว่าน ฉันเตือนเธอไว้เลยนะ ถ้าบีบคั้นกันให้ถึงที่สุดล่ะก็ ฉันจะลากพวกเธอทั้งหมดไปลงนรกด้วยกัน!”
ซ่างกวนหว่านเจ็บใจจนปล่อยโฮ “ทำไมต้องมาด่าฉันด้วย เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ ฉันไม่ได้ให้คุณกินอะไรผิดสำแดงสักหน่อย นั่นมันภาพหลอนของคุณเองไม่ใช่หรือไง ก็ไปหาหมอมาแล้วนี่ แล้วผลเป็นยังไง ตรวจเจออะไรบ้างไหมล่ะ”
น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นอ่อนลง พยายามเกลี้ยกล่อม “คุณป้าของฉันบอกว่าคุณเป็นโรคฮิสทีเรีย มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ...มีเรื่องหนึ่งที่ฉันยังไม่ได้บอกคุณเลยนะ ความจริงแล้วพวกพี่น้องของคุณทุกคนน่ะกำลังจะตาย แค่มีบางอย่างผิดเพี้ยนไป แต่ถึงอย่างนั้นอันตรายก็ยังอยู่รอบตัว และอาการฮิสทีเรียที่คุณเป็นอยู่ตอนนี้ก็คือลางบอกเหตุ”
“คุณป้าอยากจะช่วยรักษาคุณนะ แต่การทำแบบนั้นมันต้องแลกกับอะไรหลายอย่างเหมือนกัน”
“แล้วซ่งอวี้หน่วน...เธอเป็นคนที่แปลกประหลาดมาก คุณไม่รู้สึกบ้างหรือไงว่าเธอไม่เหมือนคนปกติทั่วไป เรื่องบางเรื่องแม้แต่เจ้าตัวยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ แต่ทำไมเธอถึงรู้ได้”
“แล้วถ้าไม่ใช่เพราะเธอ คุณอาของฉันจะติดคุกเหรอ ครอบครัวคุณจะตกอยู่ในสภาพนี้ไหม อีกอย่างนะ พวกเราไม่ได้คิดจะทำร้ายเธอสักหน่อย แค่อยากจะถามอะไรบางอย่างเท่านั้นเอง รับรองได้เลยว่าจะไม่ลากคุณเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยแม้แต่น้อย นี่เป็นกฎของสำนักเสวียนเหมินของคุณป้าเลยนะ หนึ่งเรื่องแลกหนึ่งเรื่อง ฉันสาบานก็ได้!”
มือของเซี่ยจื้อสั่นสะท้าน เขารู้สึกได้อีกแล้ว...ความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังไต่วูบวาบไปทั่วร่าง เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผากและแผ่นหลังจนเสื้อไหมพรมเปียกชื้น มันเป็นความรู้สึกที่ทรมานจนอยากจะตายให้พ้นๆ ไปเสีย
ทันใดนั้น เซี่ยจื้อก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือตัวเอง จ้องหน้าซ่างกวนหว่านเขม็งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ในตัวฉันมีแมลงตัวหนึ่งกำลังวิ่งพล่านไปทั่ว...เธอกล้าพอจะลองจับมันดูไหมล่ะ”
ในขณะที่น้องสาวของเขายืนตัวสั่นน้ำตานองหน้าด้วยความหวาดกลัว ซ่างกวนหว่านกลับก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ฝ่ามือของเธอวางทาบลงบนจุดที่เซี่ยจื้อชี้ ตรงตำแหน่งที่เขารู้สึกว่ามีหนอนตัวน้อยกำลังวิ่งวนอยู่พอดี “เห็นไหมคะ ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรทั้งนั้น!”
เซี่ยจื้อจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของซ่างกวนหว่านเพื่อจับพิรุธ แต่เธอดูไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ท่าทางไม่เหมือนคนโกหก
หรือว่าทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงภาพหลอนที่เขาสร้างขึ้นมาเองจริงๆ
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมพวกเธอถึงเจาะจงให้เขาไปพาตัวซ่งอวี้หน่วนมาด้วย
สายตาของเซี่ยจื้อจับจ้องคนทั้งสองอย่างครุ่นคิด
ครู่ต่อมา เขาก็ข่มความรู้สึกสยดสยองที่เหมือนมีบางสิ่งไต่วูบวาบไปทั่วร่าง ก่อนจะขบกรามพูดออกไป “ก็ได้! ผมจะไปหาซ่งอวี้หน่วนเดี๋ยวนี้ จะพาตัวเธอมาให้พวกคุณ แต่คุณก็ต้องทำลายภาพหลอนของผมให้ได้!”
จางเอ้อร์กูคลี่ยิ้มออกมา
เธอเปลี่ยนเป็นใช้น้ำเสียงนุ่มนวล “ไม่ต้องกังวลไป แค่เธอพาคนมาได้ ฉันรับรองว่าจะทำพิธีปัดเป่าภาพหลอนให้เธอเอง”
“เราแค่อยากจะถามอะไรเธอบางอย่างเท่านั้น ตอนนี้เธออยู่ที่ย่านที่พักอาศัยอู๋ถง ไปที่นั่นก็จะเจอ”
ความจริงแล้วจางเอ้อร์กูก็ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นเซี่ยจื้อเท่านั้น แต่จากการทำนายโชคชะตาของตัวเองเมื่อไม่นานมานี้ ผลลัพธ์กลับชี้ชัดว่าหากต้องการพบซ่งอวี้หน่วนและได้ในสิ่งที่ปรารถนา ก็ต้องอาศัยเซี่ยจื้อเป็นสะพานเชื่อมเท่านั้น แม้จะไม่เข้าใจเหตุผล แต่เธอก็เลือกที่จะเชื่อในคำทำนาย
และตอนนี้เธอก็อยากรู้นักว่าเซี่ยจื้อจะใช้วิธีไหนไปหลอกล่อเด็กสาวที่ฉลาดเป็นกรดอย่างซ่งอวี้หน่วนมาได้
เซี่ยจื้อพบซ่งอวี้หน่วนที่หน้าทางเข้าย่านที่พักอาศัยอู๋ถงจริงๆ เธอกำลังเล่นกระโดดยางกับเด็กๆ กลุ่มหนึ่งอย่างสนุกสนาน
เขารวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหา แล้วบอกเธอว่ามีเรื่องอยากจะคุยด้วยตามลำพัง
ซ่งอวี้หน่วนมองเขาด้วยความแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เธอกลับพาเขาไปยังบ้านของปู่รอง
พอได้อยู่กันตามลำพัง เซี่ยจื้อจ้องมองซ่งอวี้หน่วนที่ดูสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อน พลันนึกถึงวีรกรรมอันเลื่องลือของเธอขึ้นมา ในหัวของเขาก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที
ชายหนุ่มปาดเหงื่อที่ชื้นอยู่บนหน้าผาก ก่อนจะเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เสี่ยวหน่วน...ช่วยน้า…ช่วยผมด้วยได้ไหมครับ”
คำพูดของเขาทำให้ซ่งอวี้หน่วนถึงกับชะงักไป
เธอกะพริบตาปริบๆ “คุณพูดเรื่องอะไรคะ”
ใบหน้าของเซี่ยจื้อขาวซีด เขามองลงไปยังข้อมือของตัวเอง ที่ซึ่งเขารู้สึกว่าเจ้าตัวประหลาดนั่นเพิ่งจะเคลื่อนตัวจากหัวไหล่ลงมา...แปลกจริง ทำไมต่อหน้าคนอื่น มันถึงยังไม่หยุดเคลื่อนไหวอีก
เขากำข้อมือตัวเองไว้แน่นแล้วยื่นไปตรงหน้าซ่งอวี้หน่วน เสียงสั่นจนควบคุมไม่อยู่ “คุณ...คุณช่วยดูให้หน่อยได้ไหม...ตรงหลังมือผมนี่ มีหนอนวิ่งอยู่ใต้ผิวหนังหรือในเส้นเลือดบ้างหรือเปล่า”
ซ่งอวี้หน่วนพินิจสีหน้าตื่นตระหนกของเขา ก่อนจะก้มลงมองหลังมือที่เรียบเนียนปกติแล้วถามด้วยความสงสัย “ตรงไหนเหรอคะ”
“เหนือโคนนิ้วโป้งนี่ไงครับ มันไม่ได้นูนขึ้นมาเป็นจังหวะเหรอ”
แววตาของซ่งอวี้หน่วนวูบไหว “แล้วคุณไปหาหมอมาหรือยัง”
“ไปมาแล้วครับ ไม่เจออะไรเลย กินยาถ่ายพยาธิก็ไม่ช่วยอะไร จางเอ้อร์กูบอกว่ามันเป็นแค่ภาพหลอน...โอ๊ย! มัน...มันวิ่งหนีไปอีกแล้ว...อ๊า...”
เซี่ยจื้อร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวดระคนหวาดกลัว
ซ่งอวี้หน่วนหรี่ตาลงเล็กน้อย...จางเอ้อร์กูงั้นหรือ
เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว เซี่ยจื้อก็ตัดสินใจทิ้งไพ่ใบสุดท้าย เขาสารภาพออกมาอย่างรวดเร็ว “เสี่ยวหน่วน ผมไม่ใช่คนดี แต่หลังจากโดนคุณเล่นงานไปครั้งนั้น ผมก็ไม่กล้ายุ่งกับคุณอีกเลยจริงๆ ทั้งพ่อทั้งน้องสาวก็ห้ามไม่ให้ผมมายุ่งกับคุณ”
“แต่จางเอ้อร์กูคนนั้นสั่งให้ผมมาหลอกคุณไปที่บ้านของเธอกับซ่างกวนหว่าน เธอบอกว่าแค่จะถามอะไรนิดหน่อย รับรองว่าจะไม่ทำร้ายคุณเด็ดขาด”
“แต่ผมไม่เชื่อ ซ่างกวนหว่านก็ไม่ใช่คนดีอะไร ถ้าผมหลอกคุณไปจริงๆ มีหวังคุณได้ฆ่าผมแน่ ผมคิดไปคิดมาแล้ว ก็เลยตัดสินใจมาบอกความจริงกับคุณ ผมจะไม่หลอกคุณไปที่นั่นเด็ดขาด คุณก็อย่าไปเลยนะ พวกนั้นมีแผนชั่วร้ายอยู่แน่ๆ”
“แต่ผมโดนเล่นงานเข้าแล้วจริงๆ เสี่ยวหน่วน...คุณ...คุณเก่งขนาดนี้ ช่วยกำจัดภาพหลอนบ้าๆ นี่ให้ผมทีได้ไหมครับ”
ซ่งอวี้หน่วนถึงจะประหลาดใจ แต่เธอกลับกะพริบตาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “นั่นไม่ใช่ภาพหลอนหรอกค่ะ ตรงที่คุณชี้...มีหนอนตัวเล็กๆ กำลังวิ่งเล่นอยู่ใต้ผิวหนังของคุณจริงๆ นะคะ”
เซี่ยจื้อรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบมืดดับลงตรงหน้า ก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้นอย่างหมดแรง...
[จบบท]