บทที่ 416: ต้องมนตร์
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้เข้าไปยุ่ง แต่กลับถอยห่างออกมาสองก้าวเพื่อประเมินสถานการณ์
หญิงสาวเดาะลิ้นเบาๆ แววตาฉายแววครุ่นคิด “อาการแบบนี้เป็นมานานหรือยังคะ แล้วช่วงนี้ได้กินเนื้อบ้างไหม พอดีว่าเจ้าหนอนพวกนี้โปรดปรานเนื้อสัตว์เป็นพิเศษ ยิ่งกินก็ยิ่งโตเร็ว แถมยังขยันออกลูกออกหลานทีละเป็นครอกๆ ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่วันมันอาจจะไต่ยั้วเยี้ยไปทั่วตัวคุณก็ได้”
ใบหน้าของเซี่ยจื้อที่ทรุดอยู่กับพื้นพลันขาวซีดราวกับกระดาษ เขากุมขมับด้วยความรู้สึกใกล้บ้าคลั่ง ในใจร่ำร้องอยากตายให้มันจบๆ ไปเสีย
“คุณ... คุณอย่าขู่ผมเลยนะ ผมจะบ้าอยู่แล้ว... เสี่ยวหน่วน... คุณ... คุณพอจะมีวิธีช่วยผมบ้างไหม”
ซ่งอวี้หน่วนเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก “ขนาดเครื่องมือแพทย์ยังตรวจไม่เจอ แล้วจะมีวิธีไหนช่วยได้ล่ะคะ คงต้องรอให้มันแก่ตายไปเอง”
เซี่ยจื้อถึงกับอ้าปากค้าง “แก่ตายเหรอ แล้วมันอายุยืนแค่ไหนกัน”
ซ่งอวี้หน่วนทำทีเป็นครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตอบ “เท่าที่ฉันรู้นะคะ ก็น่าจะสัก 80-90 ปีเห็นจะได้”
เซี่ยจื้ออยากจะตายลงตรงนั้นให้รู้แล้วรู้รอด
หัวใจของเขามอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน เรี่ยวแรงทั้งหมดเหือดหายไปในพริบตา
เขาพึมพำอย่างสิ้นหวัง “...ผมรู้แล้ว... ก็คงต้องปล่อยให้เป็นแบบนี้แหละ... เอ่อ... แล้วก็... ซ่างกวนหว่านคนนั้นไม่ชอบหน้าคุณนะ เธอคอยถามเรื่องของคุณจงเส้าชิงอยู่เรื่อยเลย ส่วนจางเอ้อร์กูเคยเป็นคนปักกิ่งมาก่อน เธอมีวิชาอาคมจริงๆ ตอนที่ดูดวงให้ผมครั้งแรกก็แม่นมาก แต่ตอนหลังกลับบอกว่าผมเป็นคนที่สมควรตายไปแล้ว ถ้าจะพูดแบบนั้น การที่ผมยังมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้ก็ถือว่าเป็นกำไรแล้วล่ะ...”
แววตาของซ่งอวี้หน่วนวาวขึ้นอย่างแปลกใจ
นี่คงเป็นคำพูดที่ว่า คนใกล้ตายมักจะพูดความจริงสินะ
หญิงสาวมองเขาค่อยๆ พยุงร่างอันสั่นเทาขึ้นจากพื้น ก่อนจะใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ชุ่มหน้าผาก
“ผมไปก่อนนะ คุณเองก็ระวังตัวด้วย” เขาพูดด้วยสีหน้าขมขื่น
ยอมพูดความจริงออกไปย่อมดีกว่า อย่างน้อยก็คงไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต
“จะรีบร้อนไปไหนกันคะ” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยรั้งไว้
จากนั้นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ “ฉันแค่ล้อคุณเล่นเท่านั้นเอง จะมีหนอนที่ไหนกัน ต่อให้มีจริงก็ไม่มีทางอาศัยอยู่ในร่างกายคนแบบนี้ได้หรอก... คนไม่รู้นี่มันน่ากลัวอย่างนี้นี่เอง...”
เซี่ยจื้อ “...”
ตกลงเรื่องทั้งหมดมันยังไงกันแน่ หรือว่าจริงๆ แล้วเธอก็มองไม่เห็นเหมือนกัน
ซ่งอวี้หน่วนกล่าวต่อ “จางเอ้อร์กูพูดถูกอย่างหนึ่ง เธอทำให้คุณเห็นภาพหลอน นับว่ามีฝีมือไม่เบาเลยทีเดียว”
ในหัวของเซี่ยจื้ออื้ออึงไปหมด “นี่มันเป็นภาพหลอนจริงๆ เหรอ”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับ แม้จะไม่ได้เห็นภาพอนาคตใดๆ แต่เธอกลับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ “ถ้าภาพหลอนนี่ไม่สลายไป ภายในหนึ่งเดือนคุณได้กลายเป็นคนบ้าของจริงแน่”
เซี่ยจื้อแทบอยากจะร้องไห้
ทำไมเขาต้องมาเจอเรื่องซวยซ้ำซวยซ้อนแบบนี้ด้วย
ทั้งหมดเป็นเพราะซ่างกวนหว่าน นังคนเนรคุณนั่น
“ถ้างั้น... คุณจะให้ผมพาไปหาจางเอ้อร์กูเหรอ”
เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากลองของซ่งอวี้หน่วน เซี่ยจื้อก็รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่ ไม่ ไม่ ผมไม่มีทางทำแบบนั้นเด็ดขาด”
“งั้นภาพหลอนของคุณก็จะยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ” ซ่งอวี้หน่วนยักไหล่ “บางทีอาจจะไม่ต้องรอถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ คุณอาจจะโดนมันทรมานจนเสียสติไปก่อนก็ได้”
จู่ๆ เซี่ยจื้อก็โพล่งขึ้นมา “ถ้าผมไปเข้าโรงพยาบาลบ้าตั้งแต่ตอนนี้เลย คุณว่ามันจะช่วยได้ไหม”
คำพูดนั้นทำให้ซ่งอวี้หน่วนหลุดหัวเราะออกมาดังลั่น เพิ่งเคยได้ยินนี่แหละ ว่ามีคนอยากจะไปนอนรอในโรงพยาบาลบ้าล่วงหน้า
ซ่งอวี้หน่วนไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไป ภาพหลอนนี้น่าจะทำงานร่วมกับเครื่องหอมบางชนิดแน่นอน
หรือว่านี่จะเป็นฝีมือของภรรยารองจอมปรุงยาที่กู้หวยอันเคยเล่าให้ฟังกันนะ
ก็ไหนว่ากันว่าก่อนที่หล่อนจะไปพบซ่างกวนหว่าน ยังแวะไปเยี่ยมซ่างกวนอวิ๋นฉีในวันสิ้นปีด้วยนี่
“คุณอยากให้ฉันช่วยหรือเปล่าล่ะ” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถาม
เซี่ยจื้อนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะตื่นตัวแล้วพยักหน้าหงึกๆ “อยากสิ อยากมากเลย... เสี่ยวหน่วน คุณช่วยผมได้จริงๆ เหรอ”
“แน่นอน ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว รอฉันแป๊บหนึ่งนะ”
ซ่งอวี้หน่วนเดินกลับเข้าไปในห้องนอน หยิบยาเม็ดหนึ่งออกมา มันคือยาถอนพิษที่คุณปู่รองของเธอเป็นคนคิดค้นขึ้น ซึ่งเคยใช้รักษาจงเส้าชิงจนได้ผลดีมาแล้ว
เธอละลายยาเม็ดลงในน้ำ จากนั้นจึงเดินเข้าห้องน้ำไปตักน้ำเย็นมาครึ่งอ่าง
ตลอดเวลาที่หญิงสาวจัดเตรียมของ เซี่ยจื้อได้แต่นั่งมองตาแป๋ว
ซ่งอวี้หน่วนยกอ่างน้ำมาวางตรงหน้าเขา แล้วจึงเอ่ยขึ้น
“หลับตาลงนะคะ น้ำอาจจะเย็นจัด แล้วก็อาจจะรู้สึกเจ็บปวดนิดหน่อย คุณจะทนไหวไหม”
“ไหวครับ รับรองว่าไหวแน่นอน”
ชั่วขณะหนึ่งเซี่ยจื้อถึงกับคิดว่าตัวเองคงเสียสติไปแล้วจริงๆ ที่ฝากความหวังไว้กับเด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งซึ่งทำท่าทางจริงจังราวกับผู้เชี่ยวชาญ
แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ต้องลองเสี่ยงดูสักตั้ง
เขาตัดสินใจหลับตาลง
ซ่งอวี้หน่วนกำมือแน่น เธอไม่ได้ใช้พลังงานภายในร่างกายมาพักใหญ่แล้ว
หญิงสาววักน้ำเย็นขึ้นมาเต็มอุ้งมือ ถ่ายทอดพลังที่มองไม่เห็นลงไป ก่อนจะสาดใส่ใบหน้าของเซี่ยจื้ออย่างแรง
“อ๊าก!”
น้ำเย็นเฉียบเสียดแทงกระดูกสาดเข้าใส่ใบหน้าเต็มๆ ความเจ็บปวดราวกับมีดเหล็กขูดลงบนกระดูกทำให้เขากรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง
เขาทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง
ซ่งอวี้หน่วนไม่รอช้า สาดน้ำที่เหลืออีกครึ่งอ่างซ้ำเข้าไปจนหมด ทำให้ร่างของเซี่ยจื้อเปียกปอนราวกับลูกไก่ตกน้ำ
ทว่าท่ามกลางความหนาวเย็นที่กระตุ้นทุกโสตประสาท เขากลับได้กลิ่นยาจางๆ โชยมา สมองที่เคยขุ่นมัวพลันปลอดโปร่งขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เขารีบยกข้อมือขึ้นมาดู บริเวณหลังมือที่เมื่อครู่ยังมีแมลงเกาะอยู่ บัดนี้กลับว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย
จังหวะนั้นเอง เสี่ยวตี๋จื่อก็เดินเข้ามา พอเห็นสภาพของเซี่ยจื้อก็ถึงกับสะดุ้ง
ซ่งอวี้หน่วนรีบชิงพูดก่อน “เขาเหมือนโดนของมาน่ะค่ะ ฉันก็เลยลองช่วยแก้ดู”
“นี่มัน...” เสี่ยวตี๋จื่ออุทาน “หนูทำได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย รักษาคนก็ได้ด้วย”
“ก็แค่ลองดูน่ะค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนยิ้มตาหยี
เห็นได้ชัดว่าการทดลองครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
เสี่ยวตี๋จื่อถึงกับจนคำพูด คนหนึ่งก็กล้าเชื่อ อีกคนก็กล้าทำ!
บัดนี้เซี่ยจื้อเข้าใจถ่องแท้แล้วว่ามันไม่มีหนอนบ้าบออะไรทั้งนั้น ทุกอย่างเป็นเพียงภาพหลอนที่เกิดจากพิษซึ่งเล่นงานระบบประสาทของเขา
ความรู้สึกน่าขนหัวลุกจนแทบสิ้นสติได้จางหายไปจนหมดสิ้น
คุณอาตี๋พาเขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อกลับออกมาอีกครั้ง ซ่งอวี้หน่วนก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เตรียมพร้อมจะไปบ้านของซ่างกวนหว่านพร้อมกับเขา
ทั้งเสี่ยวตี๋จื่อและเซี่ยจื้อต่างคัดค้านทันที
แต่ซ่งอวี้หน่วนยืนกราน “เรื่องนี้พุ่งเป้ามาที่ฉันชัดๆ ฉันต้องไปดูให้เห็นกับตาว่าพวกเขาคิดจะทำอะไรกันแน่ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก”
เมื่อผู้เฒ่าจี้ที่เพิ่งกลับมาถึงบอกว่ากู้หวยอันได้ส่งคนไปจับตาดูที่นั่นไว้แล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็ยิ่งหมดห่วง
ท้ายที่สุด เซี่ยจื้อจึงต้องยอมพาเธอไปยังบ้านของซ่างกวนหว่าน
แต่ก่อนจะถึงที่หมาย ซ่งอวี้หน่วนกลับแวะที่สำนักงานคณะกรรมการชุมชนซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ
หญิงสาวเดินเข้าไปหาคุณป้าหลายคนที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ แม้จะไม่รู้จักใครเลย แต่เธอก็ทำหน้าตาจริงจังเล่าว่า ญาติผู้น้องของเธอคนหนึ่งซึ่งเพิ่งมาจากฮ่องกง ยังไม่ประสีประสาเรื่องทางโลกเท่าไรนัก กำลังถูกร่างทรงจอมปลอมหลอกลวงจนหัวปักหัวปำ
เหล่าคุณป้าผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมต่างพากันแสดงความโกรธแค้นและรับปากว่าจะร่วมมือด้วยอย่างเต็มที่เพื่อจับตัวคนทรงจอมลวงโลกคนนั้นให้ได้
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ซ่งอวี้หน่วนจึงมุ่งหน้าไปยังบ้านของซ่างกวนหว่าน
ทันทีที่ประตูรั้วเปิดออก เธอก็เห็นชายฉกรรจ์สองคนยืนคุมเชิงอยู่ในสวนหย่อม เห็นได้ชัดว่าทำหน้าที่คุ้มกันซ่างกวนหว่าน ซ่งอวี้หน่วนอดสงสัยไม่ได้ว่าซ่างกวนเหิงไปหาคนมามากมายขนาดนี้จากที่ไหน ในยุคสมัยที่ยังไม่มีใครนิยมจ้างบอดี้การ์ดกันด้วยซ้ำ
ชายทั้งสองไม่ได้ขวางทางซ่งอวี้หน่วนและเซี่ยจื้อที่กำลังสอดส่ายสายตาไปทั่ว
ดูเหมือนจางเอ้อร์กูจะรอเธออยู่แล้ว พอเห็นเธอเดินเข้ามา ประตูใหญ่ก็ถูกปิดลงทันที หญิงสูงวัยส่งยิ้มอ่อนโยนให้เธอ “คงจะเป็นซ่งอวี้หน่วนสินะ ไม่ต้องกลัวๆ ฉันแค่อยากจะถามอะไรเธอสักหน่อย”
ซ่งอวี้หน่วนกวาดตามองไปรอบๆ ตัวบ้านที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับใดๆ ได้ยินมาว่าบ้านหลังนี้ซื้อขาด เธอหมายมาดในใจว่าจะต้องหาทางยึดบ้านหลังนี้มาให้ได้ ตระกูลซ่างกวนไม่คู่ควรที่จะมีบ้านอยู่ในปักกิ่ง
ซ่งอวี้หน่วนรัวคำพูดออกมาเป็นชุด “ฉันไม่กลัวหรอกค่ะ ฉันรู้ว่าคุณป้าอยากทำความดีสะสมบุญบารมีเพื่อจะได้บรรลุเป็นเซียน แต่การเป็นเซียนมันทั้งยากและดูไม่สมจริง คุณก็เลยเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการสร้างบุญไว้เผื่อชาติหน้า หรืออย่างน้อยก็ขอให้ชาตินี้อายุยืนเป็นร้อยปี”
“แต่คุณรู้ความหมายที่แท้จริงของจักรวาลแล้วหรือยังคะ เคยคิดบ้างไหมว่าในอีกมิติเวลาหนึ่ง ตัวคุณอาจจะบรรลุเป็นเซียนแล้วเดินทางไปยังโลกในมิติที่สูงกว่าก็ได้ ตัวตนของคุณที่อยู่ที่นี่คือคุณจริงๆ หรือ ไม่ใช่ว่าเป็นเพียงเศษเสี้ยวจิตสำนึกที่คุณในภพเซียนส่งลงมาเพื่อเผชิญด่านเคราะห์หรอกหรือ แล้วแบบนี้คุณจะยังต้องการบุญกุศลไปเพื่ออะไรกันอีก”
[จบบท]