บทที่ 420: โจรป่าวร้องจับโจร
ผู้จัดการเจิ้งเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาในร้าน ก่อนจะหันไปพูดกับชายชราที่ยืนขวางประตูทางออกไว้ “คุณปู่ครับ ตอนนี้เราจะขอปิดร้านชั่วคราวแล้วล็อกประตู เชิญคุณปู่เข้ามาข้างในก่อนนะครับ”
จังหวะนั้นเอง ซ่งอวี้หน่วนที่กำลังเดินทอดน่องชมเมืองก็พลันสังเกตเห็นกลุ่มคนมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ข้างหน้า
ด้วยนิสัยที่ชอบรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านเป็นทุนเดิม เด็กสาวจึงไม่รอช้ารีบสาวเท้าเข้าไปร่วมวงกับเขาทันที
เธอยืนอยู่รอบนอกสุด เขย่งปลายเท้าจนสุดความสูง พลางชะเง้อคอมองเข้าไปในวงล้อมอย่างสงสัยใคร่รู้
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ”
คุณป้าใจดีคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ หันมากระซิบ “ได้ยินเขาว่ากันว่ามีคุณปู่คนหนึ่งทำกำไลหยกราคาหลายหมื่นหยวนหาย ท่านก็เลยมายืนขวางประตูไว้ไม่ให้ใครออกไปไหน นี่ไง ตำรวจเพิ่งจะมาถึง”
“โหย...นี่มันคดีใหญ่เลยนะเนี่ย มูลค่าขนาดนี้ติดคุกหัวโตแน่” ชายอีกคนในวงสนทนาให้ความเห็น
แต่หญิงวัยกลางคนอีกคนกลับแย้งขึ้นด้วยความไม่เชื่อ “จะจริงเหรอ ฉันว่ามันแปลกๆ นะ คุณปู่อายุปูนนี้แล้ว ทำไมถึงพกกำไลหยกแพงๆ ติดตัวออกมาข้างนอกด้วยล่ะ”
“ท่านอาจจะมีธุระสำคัญก็ได้มั้ง แต่ในเมื่อแจ้งความแล้ว ก็น่าจะเป็นเรื่องจริงนั่นแหละ หรือไม่ท่านก็อาจจะหลงๆ ลืมๆ ไปแล้ว”
“แล้วแบบนี้คนที่อยู่ในร้านก็เดือดร้อนกันหมดสิ ไอ้พวกหัวขโมยนี่มันน่าโมโหนัก คิดแต่จะสบายทางลัด ไม่ทำงานทำการ น่าจะตัดมือมันทิ้งซะให้เข็ด!”
ดูเหมือนว่าจะมีคนเคยตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพมาก่อน จึงสบถออกมาด้วยอารมณ์ร่วมเต็มที่
เพียงแวบเดียวที่ซ่งอวี้หน่วนมองลอดช่องว่างระหว่างผู้คนเข้าไป เธอก็เห็นผู้เฒ่ากู้ยืนอยู่กลางวง
ในใจพลันสว่างวาบขึ้นมา ถึงว่าทำไมก่อนหน้านี้ที่เจอกันถึงรู้สึกคุ้นหน้านัก ที่แท้ก็เคยเห็นภาพของท่านในฉากเหตุการณ์ที่แวบเข้ามาในหัวนี่เอง
ท่านผู้นี้คือคุณปู่ของกู้หวยอัน และยังเป็นวีรบุรุษที่เคยเข้าช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่คิดชีวิตในครั้งนั้น ทำให้ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกประทับใจในตัวท่านไม่น้อย
ขณะนั้นเอง สีหน้าของผู้เฒ่ากู้ดูไม่สู้ดีนัก เขาไม่คาดคิดว่าเรื่องราวจะบานปลายใหญ่โตถึงเพียงนี้ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ นอกจากปิดประตูขวางไว้ เขาก็ยังคิดหาวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ไม่ออก
ซ่งอวี้หน่วนค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปใกล้ประตูร้านมากขึ้น แต่ก็ยังคงยืนเงียบๆ เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ
เธอเชื่อว่าด้วยความสามารถของคุณปู่ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้คงจัดการได้อย่างแน่นอน แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมท่านถึงต้องพกกำไลหยกออกมาด้วย
และแล้ว ในจังหวะนั้นเอง สายตาของผู้เฒ่ากู้ก็ประสานเข้ากับสายตาของซ่งอวี้หน่วนพอดิบพอดี
ผู้เฒ่ากู้หรี่ตามองเล็กน้อย...เอ๊ะ นั่นมันเด็กสาวคนเก่งที่จับพวกค้ามนุษย์ได้ไม่ใช่หรือ ช่างบังเอิญเสียจริงที่มาพบกันที่นี่ แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่าแถวนี้อยู่ไม่ไกลจากย่านที่พักอาศัยอู๋ถง จึงพอจะเดาได้ว่าบ้านของเด็กสาวคงอยู่ละแวกนี้ เขาจึงละสายตาไปอย่างรวดเร็ว
ชายชราหันไปให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ากำไลหยกของเขานั้น หากนำไปให้ร้านรับซื้อของเก่าประเมินราคาในปัจจุบัน ก็น่าจะได้เงินไม่ต่ำกว่า 20,000 หยวน
เมื่อได้ยินจำนวนเงิน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของคดี จึงวิทยุเรียกกำลังเสริมทันที โดยกำชับให้มีเจ้าหน้าที่หญิงมาด้วยหนึ่งนาย ส่วนเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็ต้องรีบดำเนินการโดยด่วน
บรรดาลูกค้าในร้านต่างเริ่มแสดงสีหน้าไม่พอใจ หลายคนอิ่มแล้วและมีธุระต้องไปต่อ แต่เมื่อได้ยินมูลค่าของที่หายไป ก็ไม่มีใครกล้าโวยวายเพราะไม่อยากตกเป็นผู้ต้องสงสัย
ฝ่ายหัวขโมยตัวจริงสองคน เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะไม่เป็นไปตามที่คิด ตำรวจดูจะเอาจริงเอาจังถึงขั้นเรียกกำลังเสริม ทั้งคู่ก็เริ่มกระสับกระส่าย แม้จะพยายามเก็บอาการอย่างเต็มที่ แต่ในใจกลับร้อนรนหาทางหนีทีไล่กันให้วุ่น
ผู้เฒ่ากู้เห็นบรรยากาศเริ่มตึงเครียด จึงหันไปกล่าวกับทุกคนด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล“วันนี้ต้องขออภัยทุกท่านด้วยที่ทำให้ต้องมาเดือดร้อนเพราะหัวขโมยคนหนึ่ง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราจะรีบตรวจสอบให้เร็วที่สุด คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็จะสามารถกลับได้ทันที ส่วนค่าอาหารมื้อนี้ ไม่ว่าใครจะจ่ายเงินแล้วหรือไม่ก็ตาม ผมขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงเองครับ พูดตามตรง กำไลหยกวงนั้นเป็นของดูต่างหน้าของภรรยาผมที่ล่วงลับไปแล้ว มันมีความหมายกับผมมากจริงๆ ครับ”
เดิมทีทุกคนต่างก็รู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้างที่ต้องมาเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่พอได้ยินคำพูดของผู้เฒ่า ทุกคนก็พากันใจอ่อน ความเห็นอกเห็นใจเข้ามาแทนที่ความหงุดหงิด
ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง คนที่ให้ความสำคัญกับความรักความผูกพัน ย่อมได้รับความนับถือจากผู้อื่นเสมอ
คำพูดที่จริงใจของชายชราทำให้ผู้คนยิ่งนับถือ
ชายคนหนึ่งในร้านจึงเอ่ยขึ้นอย่างแข็งขัน “ในเมื่อเป็นของสำคัญขนาดนี้ พวกเราก็ยินดีให้ความร่วมมือครับ ให้ทำอะไรก็บอกมาเลย คนที่บริสุทธิ์ใจอย่างผมไม่กลัวการตรวจค้นอยู่แล้ว”
แต่ก็มีบางคนที่พูดจาเหน็บแนมขึ้นมาลอยๆ “ใจคนยากแท้หยั่งถึง สำนวนที่ว่าโจรป่าวร้องจับโจรก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยไม่มีมูล”
บรรยากาศในร้านพลันกลับมาจอแจวุ่นวายอีกครั้ง
สองสามีภรรยาหัวขโมยอาศัยจังหวะชุลมุน ค่อยๆ แฝงตัวขยับเข้าไปใกล้ประตูอย่างแนบเนียน
ซ่งอวี้หน่วนยังคงยืนปะปนอยู่กับกลุ่มจีนมุงที่หน้าประตูร้าน ซึ่งเป็นประตูไม้สองบานที่กรุกระจกไว้ช่วงบน สองสามีภรรยาคู่นั้นขยับมือทำบางอย่างด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ แต่เพราะผู้คนเบียดเสียดกันจึงไม่มีใครสังเกตเห็น
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดในใจ ความจริงแล้วคดีนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย ขอเพียงแน่ใจว่าคนร้ายยังอยู่ในร้าน ก็แค่ตรวจค้นทีละคนเดี๋ยวก็เจอ กำไลหยกวงใหญ่ขนาดนั้น ไม่ใช่แหวนวงเล็กๆ ที่จะกลืนลงท้องเพื่อซ่อนได้ ถึงจะทำได้จริงๆ ก็คงเอาชีวิตไม่รอด ขอแค่มีขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีเจ้าหน้าที่มาเพียงพอ และมีตำรวจหญิงมาช่วยตรวจค้นผู้หญิงด้วยกัน ไม่นานก็น่าจะเจอ
เธอเหลือบไปเห็นพนักงานร้านยืนคุมเชิงอยู่ตามหน้าต่างและประตูห้องครัว แสดงว่าทุกทางออกถูกปิดไว้หมดแล้ว สถานีตำรวจก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก ไม่ช้ากำลังเสริมคงมาถึง
เธอนึกว่าตัวเองจะได้ยืนดูละครฉากใหญ่สบายๆ แต่หารู้ไม่ว่าตอนนี้เธอถูกสองสามีภรรยาหัวขโมยหมายหัวเข้าให้แล้ว
อาจเพราะในบรรดาจีนมุงทั้งหมด มีเพียงซ่งอวี้หน่วนที่ยังเป็นเด็กสาวอายุน้อย ผิวพรรณขาวสะอ้านสะอาดตา ท่าทางดูไม่ทันคน ใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับผ้าขาว
หญิงหัวขโมยยกชามบะหมี่ร้อนๆ เดินไปยังโต๊ะใกล้ประตู จากนั้นก็เทบะหมี่น้ำลงในกล่องข้าวอะลูมิเนียมต่อหน้าทุกคน แล้วชูกล่องข้าวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เฒ่ากู้ดู ก่อนจะเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มซื่อๆ “ในกล่องของฉันไม่มีอะไรใช่ไหมคะ”
เจ้าหน้าที่และผู้เฒ่ากู้พยักหน้ารับ ไม่มีอะไรผิดปกติจริงๆ
จากนั้น หญิงคนนั้นก็หยิบผ้าห่อของซึ่งเป็นที่นิยมในยุคนั้นออกมา พร้อมกับผ้าขนหนูอีกผืน ขณะที่ค่อยๆ บรรจงห่อกล่องข้าว เธอก็เล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงน่าเห็นใจ “แม่สามีฉันขายพุทราเคลือบน้ำตาลอยู่ฝั่งตรงข้ามโน้นค่ะ เดิมทีท่านว่าจะเข้ามากินข้าว แต่พอเห็นคนเยอะๆ ก็ตกใจ ท่านขี้กลัวน่ะค่ะ ไม่กล้าเข้ามาดู ฉันเลยจะซื้อบะหมี่นี่ออกไปให้ท่าน”
ใบหน้าของเธอดูซื่อเซียวไร้พิษสง เธอหันไปสะกิดสามีที่ยืนทำหน้าซื่ออยู่ข้างๆ “ที่รัก เราคงติดอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่ ปล่อยให้แม่หิวไม่ได้หรอกนะ ฉันว่าจะวานให้คนใจดีช่วยเอาบะหมี่ไข่น้ำร้อนๆ นี่ออกไปส่งให้แม่หน่อย คุณว่าดีไหม”
ชายผู้เป็นสามีพยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นดีเห็นงาม “ดีเลยจ้ะ ที่รักคิดได้รอบคอบจริงๆ”
หญิงสาวจึงหันไปขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ทุกอย่างเกิดขึ้นต่อหน้าธารกำนัล บะหมี่ร้อนๆ ถูกเทลงกล่องข้าวอย่างเปิดเผย เรื่องราวที่กุขึ้นก็ฟังดูสมเหตุสมผล เจ้าหน้าที่จึงไม่เห็นว่ามีอะไรน่าสงสัย เพราะการปล่อยให้คนแก่ต้องทนหิวอยู่ข้างนอกก็ดูจะใจร้ายเกินไป
หญิงสาวยังกล่าวเสริมเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ “ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันกับสามีไม่หนีไปไหนหรอกค่ะ เราจะรออยู่ที่นี่ ไม่ได้ขโมยอะไรไปซะหน่อย จะค้นเมื่อไหร่ก็ได้ ขอแค่เอาบะหมี่ไปให้แม่สามีก่อนก็พอ”
เธอส่งห่อผ้าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้งพลางเอ่ยว่า “คุณตำรวจกับคุณปู่ช่วยตรวจดูอีกรอบก็ได้ค่ะ”
เจ้าหน้าที่ตำรวจรับมาตรวจสอบอย่างละเอียด...ไม่มีอะไรซ่อนอยู่
ผู้เฒ่ากู้ก็มองดูแล้ว...ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
แม้แต่ซ่งอวี้หน่วนที่มองอยู่ก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ
ผู้เฒ่ากู้ถอนหายใจยาว “ไม่มีของที่ไม่ควรจะมีอยู่จริงๆ”
ซ่งอวี้หน่วนได้แต่ยืนมองเงียบๆ ในใจอดทึ่งไม่ได้...ผู้หญิงคนนี้ฝีมือร้ายกาจอย่างไม่น่าเชื่อ
[จบบท]