บทที่ 421: คุณน้าคะ ทำไมถึงเลือกหนูล่ะคะ
ซ่งอวี้หน่วนได้แต่คิดในใจว่าทักษะแบบนี้คงต้องผ่านการฝึกฝนมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก
ปลายนิ้วของหญิงวัยกลางคนขยับไหวรวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทัน ไม่ว่าจะตอนที่เทบะหมี่ร้อนๆ ลงกล่อง หรือตอนที่ปิดฝา ก็ไม่มีการสอดไส้สิ่งใดลงไปอย่างน่าสงสัย แม้กระทั่งตอนที่ห่อผ้าก็ยังดูเป็นปกติทุกอย่าง
เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เธอยังยื่นกล่องข้าวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนคุมเชิงอยู่ตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งผลก็คือไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ
แต่แล้วตอนที่ไม่มีใครคาดคิด หญิงคนนั้นก็ปล่อยกำไลหยกที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อให้ร่วงลงมา แล้วยัดมันเข้าไปในผ้าขนหนูอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครทันสังเกต
ภายในกล่องข้าวยังคงมีเพียงบะหมี่ไข่กับน้ำซุปร้อนกรุ่นส่งกลิ่นหอมน่ากิน
แต่ผ้าขนหนูสีขาวที่ดูเหมือนผ้าเช็ดเหงื่อธรรมดาของเหล่าคนงานกลับมีลับลมคมในซ่อนอยู่ เพราะหลังจากยัดกำไลหยกเข้าไปแล้ว ผืนผ้ากลับเรียบสนิทจนมองไม่ออกเลยว่ามีวัตถุซุกซ่อนอยู่ภายใน
ฝีมือของหญิงผู้นี้ช่างคล่องแคล่วว่องไวนัก เธอยังแสร้งทำเป็นคนบะหมี่ในกล่องให้ทุกคนดูอีกสองสามครั้ง ก่อนจะปิดฝา ใช้ผ้าขนหนูผืนนั้นห่อทับ แล้วจึงใช้ผ้าลายห่อเป็นชั้นสุดท้าย
ขั้นแรกของการลักลอบนำของกลางออกไปถือว่าลุล่วงไปด้วยดี ขั้นตอนต่อไปคือการหาคนที่จะเป็นพาหะนำกำไลหยกออกไปข้างนอก
ซ่งอวี้หน่วนจ้องมองการกระทำทั้งหมดด้วยความสนใจ
ทันใดนั้น หญิงวัยกลางคนก็หันมาสบตากับเธอพอดิบพอดี เธอล้วงเงิน 5 เหมาออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร "หนูจ๊ะ คุณแม่สามีของน้ายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนนั่นเอง หญิงชราที่ขายน้ำตาลปั้นนั่นแหละจ้ะ ช่วยเอากล่องข้าวนี้ไปให้ท่านทีได้ไหม น้าจะให้ค่าเสียเวลา 5 เหมานะจ๊ะ ได้โปรดเถอะนะ ช่วยน้าหน่อยได้ไหมจ๊ะ"
หากเป็นเด็กสาวทั่วไปที่เจอคำขอร้องอ้อนวอนเช่นนี้ ก็คงจะใจอ่อนรับปากโดยง่าย ยิ่งปลายทางอยู่แค่ฝั่งตรงข้ามถนน ไม่ได้ลำบากอะไรเลย
ซ่งอวี้หน่วนซึ่งยืนดูเหตุการณ์อยู่แถวหน้าสุดพอดีจึงกลายเป็นเป้าหมายที่เหมาะเจาะที่สุด เพราะประตูร้านบานหนึ่งกำลังเปิดแง้มอยู่ และกล่องข้าวเจ้าปัญหาก็ถูกยื่นมาตรงหน้าเธอแล้ว
ในความคิดของซ่งอวี้หน่วน แผนการนี้อาจไม่ซับซ้อน แต่ก็ถือว่าสมเหตุสมผลในสถานการณ์เช่นนี้
หากเธอเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบกว่าขวบที่ไร้เดียงสาจริงๆ ก็คงรับปากอย่างเต็มใจ พร้อมกับรับกล่องข้าวไปส่งให้หญิงชราที่ขายน้ำตาลปั้นฝั่งตรงข้ามโดยไม่ลังเล และอาจจะไม่ยอมรับเงิน 5 เหมานั้นด้วยซ้ำ เพราะการช่วยเหลือผู้อื่นคือสิ่งที่โรงเรียนพร่ำสอนอยู่เสมอ
คนอื่นๆ ที่มุงดูก็ไม่เห็นความผิดปกติใดๆ
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ มองหญิงคนนั้นด้วยดวงตาใสซื่อ ก่อนจะยื่นมือไปรับกล่องข้าวที่ห่อไว้อย่างเรียบร้อยมาถือไว้ ทำทีเป็นเขินอาย
เมื่อของมาอยู่ในมือ เธอลองขยับดู แต่กลับไม่รู้สึกถึงน้ำหนักหรือรูปทรงของกำไลหยกเลยสักนิด ดูท่าว่าใต้กล่องข้าวใบนี้คงจะมีกลไกพิเศษซ่อนอยู่อีกเป็นแน่
น่าเสียดายที่หญิงวัยกลางคนคนนี้ดูคนผิดไปหน่อย อันที่จริงแค่เธอยื่นกล่องข้าวให้ใครก็ได้ในกลุ่มคนมุง กำไลหยกก็คงถูกนำออกไปอย่างง่ายดายแล้ว
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าหญิงชราที่ขายน้ำตาลปั้นคือพวกเดียวกันกับแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้ การขโมยกำไลหยกน่าจะเป็นการลงมือแบบเฉพาะหน้า ความจริงแล้วเป้าหมายของพวกเขาคงเป็นเงินสด แต่ดูเหมือนจะยังไม่ทันได้ลงมือ เพราะหากมีใครรู้ตัวว่าเงินหาย ป่านนี้คงโวยวายลั่นร้านไปแล้ว และพวกเขาทั้งหมดที่ยังอยู่ที่นี่ก็จะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยทันที เหมือนกับชายชราเจ้าของกำไลหยก
แผนของพวกเขาคงเป็นการฉกชิงวิ่งราวหลังจากกินอิ่ม แล้วค่อยเดินลอยนวลจากไป ตามปกติแล้วก็น่าจะได้เงินติดมือไปหลายสิบหยวน และต่อให้ไม่ส่งเงินของกลางไปให้หญิงชราคนนั้น แค่ก้าวเท้าออกจากร้านไป ตำรวจก็คงตามจับได้ยาก
หญิงวัยกลางคนมั่นใจว่าเด็กสาวผิวขาวนวลหน้าตาสะสวยที่ดูใสซื่อคนนี้ จะต้องรีบนำกล่องข้าวไปให้พรรคพวกของเธอที่อยู่อีกฝั่งถนนอย่างแน่นอน
แต่แล้วเธอก็ต้องประหลาดใจ เมื่อซ่งอวี้หน่วนไม่ได้เดินออกไป กลับถือกล่องข้าวเดินผ่านประตูที่แง้มอยู่เข้ามาด้านใน แล้วมายืนอยู่ต่อหน้าทุกคน
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มหวาน แต่แววตากลับฉายแววรู้ทัน "คุณน้าคะ มีคนอยู่ตั้งเยอะแยะ ทำไมถึงเลือกให้หนูช่วยส่งกล่องข้าวให้ล่ะคะ"
หญิงวัยกลางคนถึงกับหน้าเผือดสี ลางสังหรณ์ร้ายกาจพลันแล่นวาบขึ้นมาในใจ
แต่ซ่งอวี้หน่วนไม่ปล่อยให้เธอได้แก้ตัว "คุณน้าคงเห็นว่าหนูยังเด็ก ท่าทางซื่อๆ ไม่ทันคนสินะคะ ถึงได้เลือกให้หนูเอากล่องข้าวไปให้หญิงชราที่ขายน้ำตาลปั้นคนนั้น"
"แล้วคุณน้าคิดว่าหนูดูโง่เง่ามากหรือคะ"
พูดจบ ซ่งอวี้หน่วนก็หันไปโบกไม้โบกมือให้ผู้เฒ่ากู้ที่ยืนอยู่ไม่ไกล "อ๊ะ! คุณปู่ผู้ผดุงความยุติธรรม เราเจอกันอีกแล้วนะคะ"
ผู้เฒ่ากู้หรี่ตามองเด็กสาวอย่างพิจารณา เขารู้สึกได้ว่าคำพูดของเธอมีนัยยะบางอย่างซ่อนอยู่
ชายชราพยักหน้ารับอย่างใจเย็น พลางแย้มยิ้มอย่างเอ็นดู "ไม่คิดว่าจะได้เจอหนูที่นี่อีกนะสาวน้อย มากินข้าวเหรอ"
"เปล่าค่ะ หนูมาดูเรื่องสนุก" ซ่งอวี้หน่วนตอบตามความจริงอย่างไม่อ้อมค้อม
แล้วเธอก็หันไปพูดกับผู้เฒ่ากู้อีกครั้ง "โชคดีนะคะที่คุณน้าคนนี้สายตาไม่ค่อยดี ดันมาเลือกหนูเข้า ไม่อย่างนั้นป่านนี้กำไลหยกของคุณปู่คงจะลอยนวลออกไปพร้อมกับกล่องข้าวแล้วล่ะค่ะ!"
สิ้นเสียงของเธอ ร้านอาหารที่เคยจอแจก็พลันเงียบสงัดลง บรรยากาศเงียบเชียบจนน่าอึดอัด แม้แต่กลุ่มจีนมุงที่หน้าประตูก็พากันเงียบเสียงไปโดยไม่ได้นัดหมาย
เหตุการณ์ทั้งหมดมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป
สายตาของทุกคนพร้อมใจกันจับจ้องไปยังกล่องข้าวในมือของซ่งอวี้หน่วน นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน กำไลหยกที่หายไปอยู่ในกล่องข้าวนั่นน่ะหรือ
แต่ก็ไม่น่าใช่ เมื่อครู่ทุกคนต่างก็จ้องตาไม่กะพริบ ในชามบะหมี่ไม่มีกำไลหยกแน่นอน อีกอย่างกำไลหยกไม่ใช่วงแหวนเล็กๆ ต่อให้เป็นวงที่เล็กที่สุดก็คงไม่มีทางยัดลงไปได้โดยไม่มีใครเห็น
แล้วเหตุใดเด็กสาวคนนี้ถึงพูดเช่นนั้น
หญิงวัยกลางคนหน้าเปลี่ยนสี แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น เธอไม่รอช้า พุ่งเข้าใส่ซ่งอวี้หน่วนหมายจะแย่งชิงของกลาง
แต่ซ่งอวี้หน่วนไวกว่า เธอขยับร่างหลบไปอยู่ด้านหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อย่างฉิวเฉียด ทำให้หญิงคนนั้นเสียหลักถลาไปข้างหน้า
ผู้เฒ่ากู้ซึ่งตั้งสติได้ก่อนใครก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขาคว้าแขนของชายผู้เป็นสามีที่กำลังจะฉวยโอกาสหลบหนีไว้ได้ทันควัน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มากประสบการณ์ก็เข้ารวบตัวหญิงวัยกลางคนพร้อมกับสวมกุญแจมืออย่างรวดเร็ว
ซ่งอวี้หน่วนเองก็ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า
เธอวางกล่องข้าวลงบนโต๊ะ แล้วจัดการแกะห่อผ้าชั้นนอกออกอย่างคล่องแคล่ว
ทว่า...ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้เปิดฝากล่องข้าว แต่กลับหยิบผ้าขนหนูสีขาวผืนนั้นขึ้นมาแทน เธอใช้มือคลำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระชากผ้าผืนนั้นออกจากกันในคราวเดียว!
ภาพที่ปรากฏทำเอาทุกคนตกตะลึงจนอ้าปากค้าง บางคนถึงกับหลุดเสียงอุทานออกมา เพราะผ้าขนหนูที่ดูธรรมดาผืนนั้นกลับเป็นแบบสองชั้น และเมื่อถูกฉีกออก กำไลหยกงดงามวงหนึ่งก็กลิ้งหลุนๆ ออกมา
เป็นจังหวะเดียวกับที่แสงแดดสาดส่องเข้ามาพอดี กำไลหยกวงนั้นจึงสะท้อนประกายสีเขียวมรกตสดใสแวววาวจับตา
ในกลุ่มคนมุงมีผู้ที่ดูของเป็นอยู่ด้วย เขาเอ่ยขึ้นมาทันทีว่านี่คือหยกชั้นเยี่ยม หายากและมีราคาสูงลิบลิ่ว ไม่แปลกใจเลยที่ผู้เฒ่าจะหัวเสียได้ถึงเพียงนั้น
เมื่อสองสามีภรรยาหัวขโมยถูกจับกุมได้คาหนังคาเขา เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีก็ดังขึ้นทั่วทั้งร้าน และในตอนนั้นเองกำลังเสริมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาถึงพอดี
ผู้เฒ่ากู้กันตัวซ่งอวี้หน่วนออกมา เขาไม่อยากให้เธอต้องไปให้การที่สถานีตำรวจให้เสียเวลา และตั้งใจจะไปส่งเธอกลับบ้านด้วยตัวเอง แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอรู้เรื่องทั้งหมดได้อย่างไร
"ความเคลื่อนไหวของเธอรวดเร็วมากก็จริงค่ะ แต่พอดีว่าสายตาหนูดีมากเหมือนกัน ก็เลยมองเห็น" ซ่งอวี้หน่วนตอบง่ายๆ
ง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ คนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ใกล้กว่าและสายตาก็ดีไม่แพ้กันกลับไม่มีใครมองทันเลยสักคน
ผู้เฒ่ากู้มองเด็กสาวตรงหน้าด้วยแววตาชื่นชมและเปี่ยมด้วยความเมตตา เธอไม่เพียงฉลาดหลักแหลม แต่ยังมีจิตใจที่รักความยุติธรรมอีกด้วย ถึงกระนั้นเขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้จึงกำชับเธอเป็นการใหญ่ว่าโลกนี้ยังมีคนชั่วอีกมาก ก่อนจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือใคร ต้องรู้จักประเมินสถานการณ์และดูแลตัวเองให้ปลอดภัยเป็นอันดับแรกเสมอ
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับฟังอย่างว่าง่าย ขณะที่ผู้เฒ่ากู้กำลังจะเอ่ยถามชื่อและที่อยู่ของเธอ รถยนต์คันหนึ่งที่ขับผ่านมาก็เบรกกะทันหันแล้วจอดลง
ผู้เฒ่าเฉียนก้าวลงมาจากรถด้วยใบหน้าเคร่งขรึมแล้วเดินตรงมายังผู้เฒ่ากู้
ผู้เฒ่ากู้จึงหันไปบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง "ฝากไปส่งนักเรียนคนนี้กลับบ้านด้วย"
แต่ซ่งอวี้หน่วนกลับยังไม่ขยับไปไหน
เพราะใครจะคาดคิดว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอจะไปกระตุ้นเส้นเรื่องของนิยายเข้าโดยบังเอิญ...
[จบบท]