บทที่ 423: ตะลึงงัน!
ความคิดแรกของผู้เฒ่าเฉียนคือการไปหาซ่งอวี้หน่วนเพื่อเจรจา
เขาจะสั่งให้เด็กสาวไปที่สถานีตำรวจแล้วกลับคำให้การ บอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแค่การล้อเล่นสนุกๆ ระหว่างเธอกับพวกจางเอ้อร์กู ไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่ายาหลอนประสาท หรือการทำคุณไสยมนตร์ดำใดๆ ทั้งสิ้น
ซ่งอวี้หน่วนเป็นแค่เด็กสาวบ้านนอก ในสายตาเขา เงิน 100 หยวนก็น่าจะมากพอที่จะทำให้เธอยิ้มหน้าบานยอมทำตามแต่โดยดี
ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาทำให้แผนการทั้งหมดของเขาพังทลาย ผู้เฒ่าเฉียนชะงักงันไปเล็กน้อย ก่อนจะถามกลับไปด้วยสัญชาตญาณ “เขามีหลักฐานเด็ดอะไรอยู่ในมือ?”
ซ่งอวี้หน่วนยักไหล่ “เรื่องนั้นหนูก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”
“แล้วเธอไปรู้มาจากไหน?” ผู้เฒ่าเฉียนถามอย่างไม่อาจเก็บงำความสงสัย
“ก็คุณป้าจางเอ้อร์กูเป็นคนบอกหนูเองนี่คะ”
สมองของผู้เฒ่าเฉียนหมุนคว้างไปหมด เขาสับสนจนตามไม่ทัน...เดี๋ยวนะ ก็ในเมื่อเด็กนี่เป็นคนแจ้งจับจางเอ้อร์กู แล้วจางเอ้อร์กูจะมาบอกเรื่องแบบนี้กับเธอได้อย่างไร?
เมื่อคิดหาเหตุผลไม่ได้ ผู้เฒ่าเฉียนก็เลือกที่จะปัดมันทิ้งไป เขาเปลี่ยนมาใช้สุ้มเสียงแข็งกร้าวออกคำสั่งแทน
“ซ่งอวี้หน่วน ตอนนี้เธอต้องไปที่สถานีตำรวจ แล้วบอกพวกเขาว่าทั้งหมดเป็นแค่เรื่องล้อเล่นที่เธอสร้างขึ้นมากับพวกจางเอ้อร์กู มันไม่มียาหลอนประสาทอะไรทั้งนั้น ไม่ใช่การทำไสยศาสตร์งมงายอะไรด้วย”
“บอกไปว่าเธอแค่ไม่พอใจซ่างกวนหว่าน เลยอยากจะสั่งสอนพวกหล่อนสักหน่อยก็เท่านั้น...ถ้าเธอคิดว่าทำแบบนี้แล้วตัวเองจะเสียเปรียบ ฉันยินดีจ่ายให้ 100 หยวนเป็นค่าชดเชย ว่าไงล่ะ?”
ผู้เฒ่ากู้ที่ยืนฟังอยู่ถึงกับหัวเราะหยันด้วยความโมโห ชายชราอยากจะกระโจนเข้าไปจับร่างผอมเกร็งของคนตรงหน้ากดลงพื้นแล้วระบายอารมณ์ด้วยหมัดสักสองสามที
“ไอ้แก่สารเลว! แกพูดบ้าอะไรของแก” เขาตวาดลั่นอย่างเดือดดาล
“หลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนั้น มันคือความจริง! แกยังจะกล้าพูดว่าเป็นเรื่องล้อเล่นอีกเหรอ? เรื่องแบบนี้มันล้อเล่นกันได้ที่ไหน? นี่แกกำลังจะลากเสี่ยวหน่วนของพวกเราไปซวยด้วยชัดๆ แกนี่มันเลวจริงๆ”
“ฉันจะบอกอะไรให้เอาบุญนะ เฉียนอิงเฉิน...ฉันทนแกมานานมากแล้ว อย่าคิดว่าแค่กุมความลับของฉันไว้หน่อยเดียวแล้วจะทำตัวกร่างได้ตามใจชอบ เรื่องนั้นน่ะ ฉันสารภาพกับท่านผู้นำไปหมดเปลือกตั้งนานแล้ว! ที่เรื่องมันยังเงียบอยู่ก็เพราะเหตุผลบางอย่างเท่านั้นแหละ ในใจของแกคงไม่เหลือมโนธรรมสำนึกดีชั่วอยู่เลยสินะ แกแกล้งโง่หรือโง่จริงๆ กันแน่?”
พูดจบผู้เฒ่ากู้ก็ดึงซ่งอวี้หน่วนไปหลบอยู่ด้านหลัง ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วใช้มือผลักอกผู้เฒ่าเฉียนเต็มแรง “ถ้าแกยังกล้าใช้ไอ้น้ำเสียงแบบนี้มาพูดกับเสี่ยวหน่วนของฉันอีก...เฉียนอิงเฉิน ฉันกู้เทียนเซิ่ง สาบานเลยว่าจะไม่ปล่อยแกไว้แน่!”
ผู้เฒ่าเฉียนถูกผลักจนเซถลาเกือบล้มลงไปกองกับพื้น ใบหน้าของเขาแดงก่ำ นิ้วที่ชี้ไปยังผู้เฒ่ากู้สั่นระริกด้วยความโกรธและอับอาย
สารภาพไปหมดแล้วอย่างนั้นรึ...โดยที่เขาไม่เคยเอ่ยปากบอกสักคำเนี่ยนะ? แล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมาที่เขาคอยพูดจาหยั่งเชิงอยู่เป็นระยะ มันไม่เท่ากับว่าเขาทำตัวเป็นตัวตลกที่น่าสมเพชในสายตาคนอื่นหรอกหรือ?
แล้วทำไม...ทำไมเหล่ากู้ถึงได้ปกป้องซ่งอวี้หน่วนถึงขนาดนี้?
“เหล่ากู้...แกมันเจ้าเล่ห์แสนกล! ฉันไม่ได้โง่นะ นี่แกวางแผนจะให้ฉันต้องเกษียณอายุก่อนกำหนดเหมือนแกรึไง?” เขาแผดเสียง
“ฝันไปเถอะ! ฉันจะอยู่ในตำแหน่งให้นานกว่าแกให้ได้! ฉันไม่มีวันย้ายออกจากบ้านพักหลวงนี่เด็ดขาด! แล้วเรื่องภรรยาของฉันน่ะ เธอถูกใส่ร้าย! เป็นฝีมือของตระกูลกู้แกกับซ่งอวี้หน่วนที่ร่วมหัวกันเล่นงานเธอ ใช่! ต้องเป็นพวกแกแน่ๆ!”
“แล้วก็อันน่าหลานฉันน่ะ ไม่ได้พิศวาสกู้หวยอันหลานชายแกนักหนาหรอกนะ เธอเอือมระอาเต็มทีแล้ว แกยังคิดว่าหลานชายตัวเองเป็นของวิเศษเป็นที่ต้องการของใครๆ อยู่อีกรึไง?”
“ฉันจะบอกให้ แผนชั่วของแกไม่มีวันสำเร็จ! ฉันจะไปพบท่านผู้นำ เดี๋ยวนี้แหละ! ฉันจะฟ้องไอ้เฒ่าอย่างแก! โทษฐานรู้กฎหมายแต่จงใจทำผิดกฎหมาย ปล่อยให้ญาติตัวเองใส่ร้ายป้ายสีคนบริสุทธิ์!”
ซ่งอวี้หน่วนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย...ญาติคนนั้น คงหมายถึงเธอสินะ
ผู้เฒ่ากู้แค่นเสียง “อยากฟ้องที่ไหนก็เชิญไปฟ้องเลย คิดว่าฉันจะกลัวแกรึไง? ไปเลยสิ ไปฟ้องเลย! กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ใครทำชั่วย่อมต้องได้รับผลกรรม ถ้าตัวฉันทำผิดจริง ฉันก็พร้อมจะก้มหัวยอมรับโทษแต่โดยดี”
ชายชราหรี่ตามองผู้เฒ่าเฉียนที่ปากก็พร่ำว่าจะไปฟ้อง แต่ขากลับไม่ขยับไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว “ที่แกกระวนกระวายกลัวเมียแกจะติดอยู่ในสถานีตำรวจนานขนาดนี้...คงเพราะร้อนตัวอยู่สินะ? เมียแกคงไม่ได้ทำเรื่องชั่วไว้แค่เรื่องเดียวใช่ไหมล่ะ? กลัวว่าพอเข้าไปข้างในแล้วจะถูกเค้นความจริงออกมาจนหมดเปลือกว่างั้นสิ?”
คำพูดนั้นแทงใจดำเข้าอย่างจัง ผู้เฒ่าเฉียนโกรธจนตัวสั่นกระทืบเท้าเร่าๆ “แก...แกพูดจาเหลวไหล!”
ผู้เฒ่ากู้กำลังจะเอ่ยปากโต้ตอบ แต่แล้วพลันมีเสียงเล็กแหลมเสียงหนึ่งดังขึ้นในห้วงความคิดของเขาราวกับสายฟ้าฟาด
【ก็ที่ผู้เฒ่าเฉียนหวาดกลัวจนร้อนตัวขนาดนี้ ก็เพราะเขาเห็นกับตาตัวเองว่าชวีลี่เหมยใช้หมอนอุดจมูกหลานชายจนขาดใจตาย!】
ร่างของผู้เฒ่ากู้แข็งทื่อ เข่าแทบทรุด เขารีบหันขวับไปมองซ่งอวี้หน่วนที่ยืนอยู่ข้างกาย...นี่มันเสียงของซ่งอวี้หน่วน...ใช่ คือเธอแน่ๆ
แต่...แต่เธอรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร? แล้วทำไมเด็กโง่คนนี้ถึงพูดเรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ออกมาต่อหน้าผู้เฒ่าเฉียน? ช่างเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่กลัวเสือเอาเสียเลย
ความคิดของชายชราสับสนวุ่นวาย เขาเหลือบมองไปยังเฉียนอิงเฉินอีกครั้ง แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม ผู้เฒ่าเฉียนยังคงจ้องเขม็งมาที่เขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ทว่าแววตานั้นกลับไม่มีความตื่นตระหนกจากสิ่งที่เพิ่งได้ยินแม้แต่น้อย
ไอ้แก่สารเลวนี่...มีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งดุจหินผาขนาดนี้เชียวรึ?
ยังไม่ทันที่ผู้เฒ่ากู้จะได้ข้อสรุป เสียงนั้นก็ดังขึ้นในหัวของเขาอีกครั้ง
คราวนี้เขาหันไปมองซ่งอวี้หน่วนช้าๆ และสิ่งที่เห็นก็ทำให้ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เด็กสาวเพียงแค่กะพริบดวงตากลมโตที่ฉ่ำวาวราวกับมีน้ำคลออยู่ตลอดเวลา ริมฝีปากของเธอปิดสนิท ไม่ได้ขยับพูดเลยแม้แต่น้อย
【ที่จริงแล้วผู้เฒ่าเฉียนก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมชวีลี่เหมยถึงต้องฆ่าหลานชายตัวเอง ทั้งที่เฉียนเฉิงนอนป่วยติดเตียง แต่ก็มีพยาบาลพิเศษคอยดูแลอย่างดี ไม่เคยต้องเดือดร้อนให้หล่อนขยับตัวทำอะไรเลยสักนิด】
【อีกอย่างเฉียนเฉิงก็ไม่ใช่ภาระ เขามีเงินเดือนก้อนโตจากหน่วยงานที่เบิกจ่ายให้ทุกเดือน ไหนจะค่ารักษาพยาบาลอีก เพราะยังไงเขาก็ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ】
【แต่ผู้เฒ่าเฉียนขี้ขลาดเกินกว่าจะเอ่ยปากถาม เขากลัวว่าหากถามออกไปแล้วตัวเองจะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดไปด้วย เฉียนเฉิงเองก็เป็นข้าราชการมีระดับ การที่ต้องมาถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้ ในฐานะอาแท้ๆ แต่กลับไม่สามารถนำตัวฆาตกรมาลงโทษได้ เขาก็อับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ทางเลือกที่ดีที่สุดของเขา...ก็คือการแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น】
【น่าสมเพช...เขากลับไม่รู้เลยสักนิด ว่าเหตุผลที่ชวีลี่เหมยเมียตัวเองทำลงไป มันเป็นแค่การฆ่าปิดปากเท่านั้นเอง】
ร่างกายของผู้เฒ่ากู้แข็งเป็นหิน ในสมองอื้ออึงไปด้วยเสียงของซ่งอวี้หน่วน แต่เมื่อมองไปรอบตัว...ผู้เฒ่าเฉียนกลับไม่มีทีท่าว่าจะได้ยินอะไรเลย
ผู้เฒ่ากู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั้งชีวิตและมีสติปัญญาล้ำเลิศมาโดยตลอด บัดนี้กลับรู้สึกมึนงงสับสนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นี่มันเรื่องอะไรกัน? ตกลงแล้วมันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่?
ทว่าในตอนนั้นเอง ร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งก็ก้าวฉับๆ มาจากไกลๆ
...กู้หวยอัน...
เขายังเดินมาไม่ถึงตัวด้วยซ้ำ แต่เสียงในใจของเสี่ยวหน่วนกลับดังขึ้นในความคิดของเขาแล้ว ทำให้หัวใจของชายหนุ่มดิ่งวูบลงทันที
ดวงตาคมกริบกวาดมองทุกคนที่ยืนออกันอยู่หน้าประตูร้านอาหารอย่างรวดเร็ว...มีผู้จัดการร้าน ตำรวจสองนาย ผู้เฒ่าเฉียน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของคุณปู่กับของผู้เฒ่าเฉียน
กู้หวยอันสาวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขยับตัวไปยืนบังร่างของซ่งอวี้หน่วนไว้อย่างเป็นธรรมชาติและแนบเนียน
สีหน้าของคุณปู่ดูไม่ปกติอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่คนอื่นๆ ยังคงมีสีหน้าเป็นปกติ
เสียงในใจของเสี่ยวหน่วนไม่ใช่สิ่งที่ใครก็สามารถได้ยินได้ตามใจชอบ ดูเหมือนว่า...คนที่จะได้ยินต้องเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับเธอโดยตรง และต้องเป็นคนที่มีเจตนาดีต่อเธออย่างที่สุดเท่านั้น
ซ่งอวี้หน่วนเพียงชายตามองกู้หวยอันแวบหนึ่ง ก่อนจะปล่อยให้ความคิดของตัวเองล่องลอยไปกับภาพและเรื่องราวต่างๆ ที่เธอเห็นมาอีกครั้ง
กู้หวยอันรู้ว่าห้ามไม่ได้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการยืนหยัดปกป้องเธออยู่ตรงนี้
【ถ้าพูดกันตามจริงแล้ว ผู้เฒ่าเฉียนคนนี้ก็ไม่ธรรมดา เขามีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งดุจหินผา สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชวีลี่เหมย ผู้หญิงที่ลงมือฆ่าหลานชายแท้ๆ ของตัวเองได้อย่างมีความสุขหวานชื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น】
【ต่างจากคุณปู่กู้ที่ไม่สามารถหน้าด้านหน้าทนแบบเขาได้ เพราะคดีเก่าเมื่อสามสิบปีก่อน ทำให้คุณปู่กู้ยังคงจมอยู่กับความรู้สึกผิด ไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงในใจของตัวเอง】
【มู่หรงเฟิงพยายามจะช่วยชีวิตท่าน แต่ท่านกลับเป็นคนลงมือสังหารเขา….ด้วยมือของตัวท่านเอง】
【ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับฝันร้าย ความรู้สึกผิดกัดกินใจจนยากจะทานทน กินไม่ได้นอนไม่หลับมาตลอดหลายปี】
【และในวันแรงงานที่จะถึงนี้ คุณปู่ก็ได้ตัดสินใจแล้ว...ท่านจะฆ่าตัวตาย...ด้วยการใช้ชีวิตของตัวเองชดใช้คืนอีกชีวิตหนึ่ง】
【ท่านคิดว่าทุกอย่างได้รับการสะสาง หนี้ที่ติดค้างก็ชดใช้หมดสิ้น เรื่องที่ควรจบก็ถึงกาลอวสาน ท่านจึงพร้อมที่จะลาโลกนี้ไปอย่างสงบ เพื่อไถ่บาปให้กับมู่หรงเฟิง】
【น่าเสียดาย...ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน ที่ท่านเลือกชดใช้บาปเร็วเกินไป เพราะมู่หรงเฟิงคนนั้นไม่ได้ตาย เขาแค่ความจำเสื่อมเท่านั้น!】
[จบบท]