บทที่ 424: ความจริงที่แท้จริง!
ราวกับมีเสียงระเบิดดังขึ้นในหัวของผู้เฒ่ากู้ ความคิดทั้งหมดขาวโพลนไปชั่วขณะ แม้ใจจะอยากหันไปมองซ่งอวี้หน่วนให้แน่ใจ แต่ร่างกายของเขากลับแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับศีรษะ
กู้หวยอันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของคุณปู่ เขารู้ในทันทีว่าท่านคงได้ยินเสียงนั้นเช่นกัน จึงรีบวางมือที่สั่นเทาของตนลงบนร่างที่สั่นสะท้านของคุณปู่เพื่อเรียกสติ
ยังไม่ทันที่สองปู่หลานจะได้ทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ผู้เฒ่าเฉียนก็ปรี่เข้ามาตวาดใส่หน้ากู้หวยอันด้วยความเดือดดาล
“กู้หวยอัน! นี่แกกับซ่งอวี้หน่วนเตี๊ยมกันมาเพื่อใส่ร้ายเมียฉันใช่ไหม! รู้หรือเปล่าว่าตอนเด็กๆ เมียฉันเอ็นดูแกขนาดไหน มีของอร่อยอะไรก็นึกถึงแกตลอด แม้แต่เนื้อคำเดียวยังเก็บไว้ให้ แล้วนี่อะไร แกกล้าทำเรื่องชั่วช้าสามานย์แบบนี้ได้ยังไง!”
【โอ๊ย...ตายแล้ว พอพูดถึงว่าแค่กินเนื้อคำเดียวยังนึกถึงพี่ชายขึ้นมานี่มันน่าขนลุกชะมัด! ชวีลี่เหมยคงไม่ได้เคี้ยวเนื้อจนละเอียดแล้วคายมาป้อนพี่ชายหรอกนะ อ๊า...น่าขยะแขยงที่สุด! แบบนี้พี่ชายก็ไม่สะอาดแล้วสิ ไม่หล่อแล้วด้วย ไม่ชอบแล้ว!】
แน่นอนว่าผู้เฒ่ากู้ไม่ได้ยินเสียงโอดครวญในใจนั้น
กู้หวยอัน “…” เขามีความทรงจำดีเป็นเลิศ และมั่นใจว่าเรื่องแบบนั้นไม่เคยเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาที่ข้าวยากหมากแพง เขาไม่เคยได้ลิ้มรสเนื้อจากบ้านตระกูลเฉียนแม้แต่ชิ้นเดียว อย่างมากก็แค่ลูกอมไม่กี่เม็ด
“คุณปู่เฉียนครับ คุณปู่ก็ทราบดีว่าผมความจำดี” กู้หวยอันเอ่ยแย้ง
“เรื่องที่บอกว่าย่าเฉียนถึงกับเก็บเนื้อไว้ให้ผมนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริงครับ ผมจำได้แม่นยำ เพราะผมเริ่มจำความได้ตั้งแต่หลังอายุครบหนึ่งร้อยวันแล้ว”
“ผมเคยกินแค่ลูกอมนมตรากระต่ายขาวที่คุณปู่ให้สองเม็ด กับลูกอมรสส้มอีกสามเม็ดเท่านั้น นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีกแล้วครับ”
พูดจบเขาก็หันไปทางซ่งอวี้หน่วนเพื่ออธิบายเสริมด้วยความเป็นห่วง “ผมไม่ได้ตั้งใจจะจำเรื่องพวกนี้หรอกนะครับ แต่มันจะนึกขึ้นมาได้เองเวลาที่มีคนพูดถึง”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เธอรู้ดีว่าพี่ชายกังวลว่าความสามารถพิเศษของเขาจะทำให้คนอื่นมองเขาเป็นตัวประหลาด
บทสนทนาที่แทรกเข้ามาทำให้อาการสั่นของผู้เฒ่ากู้ทุเลาลงบ้าง แต่กำปั้นที่บีบแน่นยังคงสั่นเทาดังเดิม
หัวใจยังคงปั่นป่วนวุ่นวายดั่งคลื่นลมในมหาสมุทร เขาได้ยินเสียงของเสี่ยวหน่วนได้ยังไง? แล้วทำไมถึงได้ยิน?
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด…
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ มู่หรงเฟิงยังไม่ตาย
เขายังมีชีวิตอยู่อย่างนั้นเหรอ?
ริมฝีปากของผู้เฒ่ากู้สั่นระริกราวกับคนจับไข้ เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะพังทลายลงมาตรงหน้า จนต้องหยิกแขนตัวเองอย่างแรงเพื่อยืนยันว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
ท่านยืนนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อน และไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกไปรบกวน
【ฉันจะบอกคุณปู่กู้กับพี่หวยอันยังไงดีนะ ว่าจริงๆ แล้วคุณมู่หรงเฟิงยังมีชีวิตอยู่...ตอนนี้ท่านอยู่ที่กองพลน้อยซิ่งฮวา ในคอมมูนเฟิ่นโต้ว ของอำเภอหลิงสุ่ย!】
【ถ้าคุณปู่รู้เรื่องนี้ ท่านก็คงไม่คิดสั้นอีกแล้ว ถึงมู่หรงเฟิงจะความจำเสื่อม แต่ก็รักษาให้หายได้นะ พอเขาหายดีเมื่อไหร่ ปริศนาคดีเก่าเมื่อสามสิบปีก่อนก็จะคลี่คลายจนหมดสิ้น ไม่อย่างนั้นต่อให้ทุกคนเหนื่อยสายตัวแทบขาดก็ไม่มีทางสืบเจอความจริงหรอก】
【อย่างเช่นตัวตนที่แท้จริงของเฉียนเฉิง ที่แท้เขาคือหนึ่งในสมาชิกของ ‘สถานี 263’ ที่ฉาวโฉ่ในอดีต ส่วนเหตุผลที่เขาร่วมมือกับชวีลี่เหมย ก็เพราะว่าเธอเคยเป็นเมียน้อยของผู้บัญชาการสถานีคนนั้นมาก่อน】
【แต่พอได้มาอยู่กับผู้เฒ่าเฉียน เธอก็ตัดขาดจากชายคนนั้นไป ประกอบกับจุดยืนที่แตกต่างกัน ทำให้ทั้งสองไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย】
【แต่ทองคำหนักแปดแสนเหลียงกับโบราณวัตถุล้ำค่าอีกมากมาย ก็ปลุกความโลภในใจของคนทั้งคู่ให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาจึงใช้เส้นสายเก่าๆ ติดต่อไปหาดีเทอร์กับพวกโจรป่า】
【จริงๆ แล้วการจะโค่นชวีลี่เหมยมันง่ายนิดเดียว...แค่ไปที่ห้องเก็บเอกสารกลางของปักกิ่ง ในโกดังหมายเลขสามจะมีห้องใต้ดินซ่อนอยู่ ที่นั่นเก็บเอกสารเก่าๆ กองสูงเป็นภูเขา ถึงจะมีคนคอยจัดระเบียบอยู่เรื่อยๆ แต่กว่าแฟ้มเอกสารสำคัญฉบับนั้นจะถูกค้นพบก็อีกยี่สิบปีข้างหน้าโน่นเลย ที่มันช้าขนาดนั้นก็เพราะเอกสารฉบับนี้ถูกจัดการเอาไว้เป็นพิเศษ แต่ข้างในนั้นแหละ...มีข้อมูลของสองคนนี้อยู่ครบถ้วน】
【เพียงแต่ว่าเมื่อถึงตอนนั้น เวลาก็ล่วงเลยไปยี่สิบปี หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว และชวีลี่เหมยเองก็อายุเกือบจะแปดสิบปีเข้าไปแล้ว】
【สมกับที่เป็นตัวหายนะจริงๆ อายุยืนเป็นบ้า】
【ที่สำคัญที่สุดก็คือ อีกสิบปีข้างหน้า ชวีลี่เหมยจะเจอทองคำส่วนที่หายไป และด้วยข้อมูลของดีเทอร์กับพวกโจรป่าที่มีอยู่ในมือ เธอก็ใจถึงพอที่จะฮุบสมบัติทั้งหมดไว้เป็นของตัวเองแต่เพียงผู้เดียว】
【...จากนั้นเธอก็ใช้ช่องทางพิเศษลักลอบขนทองคำทั้งหมดออกนอกประเทศ ไปก่อตั้ง ‘โรสกรุ๊ป’ ที่ประเทศ X ส่วนผู้เฒ่าเฉียนก็หอบผ้าหอบผ่อนตามไปอยู่ด้วยกันที่นั่น】
【จะว่าไปแล้วตาเฒ่าเฉียนคนนี้รู้ดีทุกอย่าง แต่ฝีมือการแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องของเขานี่มันระดับชั้นครูจริงๆ ดูอย่างตอนนี้สิ ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใครไม่รู้เรื่องคงหลงเชื่อว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องไปแล้ว】
เสียงในใจของซ่งอวี้หน่วนประดังเข้ามาไม่หยุดหย่อน ราวกับระเบิดนับไม่ถ้วนที่ถูกจุดชนวนขึ้นพร้อมกันในหัวของผู้เฒ่ากู้
นับว่าโชคดีอย่างยิ่งที่จิตใจของท่านแข็งแกร่งดุจหินผา จึงยังคงยืนหยัดรับความจริงอันน่าตื่นตะลึงนี้ไว้ได้
【ฉันต้องรีบหาวิธีบอกพี่ชายให้ได้ว่าทองคำซ่อนอยู่ที่ไหน...】
【ที่จริงแล้วมันอยู่ในถ้ำใต้ดิน ไม่ไกลจากจุดที่เกิดเหตุปล้นนั่นแหละ】
【ตอนนี้ยังไม่มีใครเจอถ้ำนั่นหรอก เพราะปากถ้ำมันถูกปิดตายเอาไว้】
【ข้างในมีแม่น้ำใต้ดินไหลผ่าน ตอนนั้นทองคำทั้งหมดถูกกระแสน้ำพัดเข้าไปกองรวมกันอยู่ในถ้ำเล็กๆ ที่ซ้อนอยู่ในถ้ำใหญ่อีกที】
【ส่วนพวกโบราณวัตถุอยู่บนรถอีกคัน เลยไม่มีข้อมูลว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว】
เสียงความคิดของซ่งอวี้หน่วนดังรัวเร็วในหัวของผู้เฒ่ากู้ ส่วนสถานการณ์ภายนอกก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน ผู้เฒ่าเฉียนโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ ชี้หน้ากู้หวยอันค้างอยู่อย่างนั้น อ้าปากพะงาบๆ แต่กลับไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมา
สุดท้ายเขาก็หันไปหาผู้เฒ่ากู้ พยายามปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง “เหล่ากู้... แกจะใจไม้ไส้ระกำไปถึงไหน?”
ผู้เฒ่ากู้ตวัดสายตาคมกริบมองเพื่อนเก่า เพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสงสัย เขาจึงจำต้องเล่นละครต่อไปพลางแค่นเสียงหัวเราะ “ถ้าจะพูดถึงเรื่องใจไม้ไส้ระกำน่ะ ใครมันจะไปสู้แกได้?”
“ฉันใจดำตรงไหน! แกพูดมาให้ชัดๆ!”
“แกจะใจดำหรือไม่ ตัวแกเองนั่นแหละที่รู้ดีที่สุด ยังจะให้ฉันพูดอีกทำไม ไม่ใช่เด็กอมมือแล้วนะ!”
ขณะที่ชายชราสองคนกำลังปะทะคารมกัน เสียงในใจของซ่งอวี้หน่วนก็ดังขึ้นอีกครั้ง
【เฮ้อ... ต้องรีบไปตามหามู่หรงเฟิงให้เจอก่อนดีกว่า】
【ถ้าทุกอย่างยังเป็นไปตามเดิม พอถึงฤดูร้อน ที่หมู่บ้านซิ่งฮวาจะเกิดน้ำป่าไหลหลาก ตอนนั้นแหละที่มู่หรงเฟิงจะฟื้นความทรงจำขึ้นมาได้】
【แต่โศกนาฏกรรมก็คือ... เขายังไม่ทันได้ติดต่อกลับไปหาองค์กร ก็ดันไปช่วยเด็กคนหนึ่งจนตัวเองถูกกระแสน้ำพัดจมหายไป คราวนี้แหละคือตายจริงของจริง...】
พอได้ยินถึงตรงนี้ ขอบตาของผู้เฒ่ากู้ก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ คนดี... ต่อให้ความทรงจำจะเลือนหายไป แต่จิตสำนึกที่ดีงามก็ยังคงอยู่เสมอ
ดีเหลือเกิน... ดีเหลือเกินที่มู่หรงเฟิงยังมีชีวิตอยู่
ในสมองของผู้เฒ่ากู้ยังคงอื้ออึง แต่ในอกกลับอุ่นซ่านไปด้วยความหวัง
ผู้เฒ่าเฉียนไม่รู้เลยว่ามีความลับสำคัญของโลกกำลังถูกเปิดโปงอยู่ตรงหน้า เขามองท่าทีดื้อดึงของสหายเก่าแล้วก็กัดฟันกรอด “แกมันเฒ่าไร้สัจจะ ไร้หัวใจ!”
พูดจบก็หันไปถลึงตาใส่ซ่งอวี้หน่วนอย่างมาดร้าย ตั้งใจว่ากลับไปคราวนี้จะต้องหาทางจัดการเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้ให้ได้
แต่ยังไม่ทันได้วางแผนอะไรต่อ เสียงของคนสองวัยก็ประสานขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“จ้องฉันทำไมคะ?” ซ่งอวี้หน่วนถามก่อน
“ลูกตาของแกจ้องใครหา!” ผู้เฒ่ากู้ตวาดตาม
ทั้งสองคนต่างก็ไม่ใช่ประเภทที่จะยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ
“แกยังกล้ามาจ้องเสี่ยวหน่วนของฉันผู้เฒ่าอีกรึ!” ผู้เฒ่ากู้ชิงเปิดฉาก
“คิดจะแก้แค้นรึไง! ฉันบอกไว้ตรงนี้เลยนะ เดี๋ยวฉันจะไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ทุกสถานีตำรวจ ถ้าหลังจากนี้เสี่ยวหน่วนหรือคนในครอบครัวของเธอถูกใครที่ไหนทำร้ายล่ะก็ ตระกูลเฉียนของแกนั่นแหละคือผู้ต้องสงสัยเบอร์หนึ่ง! แล้วฉันจะสู้กับแกจนตายไปข้างหนึ่ง!”
ซ่งอวี้หน่วนรีบกล่าวเสริมทันควัน “แล้วถ้าต้าหงเจ่ากับห่านขาวที่บ้านฉันเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายเล็บ ก็ถือว่าเป็นฝีมือคนของคุณเหมือนกัน!”
ผู้เฒ่าเฉียนโกรธจนตาพร่ามัว หน้ามืดราวกับโลกจะดับ... เกือบจะล้มทั้งยืนอยู่ตรงนั้น
[จบบท]