บทที่ 427: ฝูงหมาป่าเนรคุณ
แม้จะรู้ว่าหลักฐานยังไม่เพียงพอ แต่ครั้นจะให้ปล่อยเว่ยชิงเหมยไปง่ายๆ เขาก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี สุดท้ายจึงได้แต่ปล่อยให้เรื่องราวเป็นไปตามธรรมชาติไปก่อน
มู่หรงเฟิงเดินทางกลับมายังเป่ยตูพร้อมกับผู้เฒ่ากู้เพียงลำพัง ส่วนหวังซิ่วเหนียงได้หย่าขาดกับเขาไปเมื่อสองปีก่อนแล้ว
สาเหตุหลักก็มาจากลูกชายทั้งสองของเธอที่ไม่ต้องการจะเลี้ยงดูเขาอีกต่อไป เพราะร่างกายของมู่หรงเฟิงนับวันมีแต่จะทรุดโทรมลงจนไม่สามารถทำงานในไร่นาเพื่อหาคะแนนงานมาจุนเจือครอบครัวได้อีก
ทั้งยังต้องเสียเงินเป็นค่าหยูกยาไม่เว้นแต่ละเดือน เขาจึงกลายเป็นภาระหนักอึ้งของพวกเขาไปโดยปริยาย
ผู้เฒ่ากู้เปรยกับผู้เฒ่าจี้อย่างโล่งอก “...โชคดีที่หย่ากันไปก่อนแล้ว แถมยังไม่มีลูกด้วยกัน ไม่อย่างนั้นไอ้พวกอกตัญญู่นั่นคงไม่ขย้ำมู่หรงเฟิงจนไม่เหลือซากหรือ”
ขณะเดียวกัน อีกมุมหนึ่ง มู่หรง ลูกสาวของมู่หรงเฟิงก็กำลังปรับทุกข์กับซ่งอวี้หน่วนและจี้ซินอี๋ “ฉันไม่ได้เห็นแก่ตัวนะคะ แต่เอาจริงๆ ฉันไม่อยากให้พ่อฟื้นความทรงจำเลย ถ้าพ่อรู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้คนตายไปมากมายขนาดนั้น พ่อต้องเสียใจมากแน่ๆ แค่ตอนนี้ร่างกายก็ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว จะทนได้อีกสักกี่วันกันเชียวคะ”
ซ่งอวี้หน่วนเงียบไป ไม่ได้ออกความเห็นใดๆ
จี้ซินอี๋กลับแย้งขึ้นมา “ถ้าไม่ฟื้นความทรงจำ แล้วจะล้างแค้นให้ครอบครัวได้ยังไงล่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองอาหญิงของตน ในใจก็เห็นด้วยว่าการฟื้นความทรงจำเป็นหนทางเดียวที่จะทวงความยุติธรรมคืนมาได้ แต่น่าเสียดายที่ภาพเหตุการณ์ในความทรงจำของเธอฉายชัดว่า เว่ยชิงเหมยลงมือทำเรื่องเลวร้ายเพียงลำพัง
ในวันนั้นจี้ซินอี๋ถูกกรอกยาจนมึนงง พอได้สติขึ้นมาอีกทีระหว่างที่รถโคลงเคลงไปตามทาง ก็ถูกเว่ยชิงเหมยที่คลุ้มคลั่งใช้ก้อนหินทุบหัวจนสลบไปอีกครั้ง แม้จะพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่ฤทธิ์ยาก็ทำให้ร่างกายอ่อนแรงจนหมดหนทางสู้
สุดท้ายจึงทำได้เพียงปล่อยให้ชะตากรรมเล่นตลกอย่างน่าเจ็บใจ
แต่จะให้ปล่อยเว่ยชิงเหมยลอยนวลไปแบบนี้ ผู้เฒ่าจี้เองก็ไม่มีวันยอม ที่น่าชิงชังที่สุดคือเว่ยชิงเหมยยังกล้าหน้าด้านแวะเวียนเอาของมาเยี่ยมเยียน แล้วแสร้งถามไถ่อาการของจี้ซินอี๋ต่อหน้าทุกคนอย่างไม่รู้สึกรู้สา
ช่างเป็นพฤติกรรมที่น่าขยะแขยงเหลือเกิน สมแล้วที่เป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านตระกูลเฉียน ไม่ว่าจะเฉียนเฟิงผู้เป็นสามีที่เมินเฉยต่อความทุกข์ของมารดาผู้ให้กำเนิด หรือตัวเธอเอง ก็ล้วนเป็นคนประเภทเดียวกันทั้งสิ้น
ปัจจุบันผู้เฒ่าจี้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการแพทย์ แต่ท่านก็ได้ประกาศว่าจะเกษียณในเร็ววันนี้เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับการวิจัยอย่างเต็มที่ จึงได้มอบหมายภารกิจทั้งหมดให้รองผู้อำนวยการดูแลแทน
ซึ่งรองผู้อำนวยการก็ได้จัดสรรพื้นที่สำหรับทำการทดลองไว้ให้โดยเฉพาะ อยู่บริเวณด้านหลังของโรงพยาบาลในเครือซึ่งมีแปลงปลูกสมุนไพรจีนขนาดใหญ่อยู่ด้วย
ผู้เฒ่าจี้จึงจัดการให้มู่หรงเฟิงไปพักรักษาตัวที่นั่น ซึ่งเจ้าตัวก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนมู่หรงเองก็จะย้ายตามไปดูแลพ่อ พร้อมกับจะไปรับน้าคนที่หกมาอยู่ด้วยกัน โดยเรื่องทั้งหมดนี้มีผู้เฒ่ากู้คอยช่วยเหลือจัดการให้
และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผู้เฒ่ากู้ก็ได้ปล่อยข่าวเรื่องที่มู่หรงเฟิงยังมีชีวิตรอดออกไปให้ชวีลี่เหมยที่ถูกคุมขังอยู่ได้ทราบ แม้จะยังไม่เห็นผลลัพธ์ในตอนนี้ แต่ก็เห็นได้ชัดว่ากำแพงในใจของเธอเริ่มสั่นคลอนลงแล้ว
หลังจากจัดการเรื่องต่างๆ เรียบร้อย ฉู่จื่อโจวก็เลี้ยงส่งทุกคนด้วยมื้อค่ำเป็นบาร์บีคิวรสเลิศสมคำร่ำลือ เมื่ออิ่มหนำกันแล้ว เขาก็เตรียมตัวเดินทางกลับหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ส่วนซ่งอวี้หน่วนตั้งใจจะไปที่คณะนาฏศิลป์แห่งชาติจีนกับอาหญิงซ่งถิงเพื่อเยี่ยมชมที่ทำงานและถือโอกาสทักทายอาจารย์จูม่านไปในตัว
ทว่าซ่งถิงกลับปฏิเสธเสียงแข็ง เธอทำเสียงเข้มใส่หลานสาว “กลับไปทบทวนบทเรียนได้แล้ว อย่าลืมสิว่าปีนี้ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยนะ เหลือเวลาไม่ถึงครึ่งปีแล้ว อายังรอให้เรามาเรียนที่นี่อยู่นะ”
เมื่อเห็นว่าอาหญิงเอาจริง ซ่งอวี้หน่วนจึงไม่รบเร้าต่อ แต่ก็ยังไม่วายดึงแขนซ่งถิงไว้แล้วกระซิบกำชับเสียงเบา “ที่นี่เป็นที่ใหม่สำหรับอานะคะ ต้องระวังตัวให้มากๆ ของที่คนอื่นให้ก็อย่าไปกินส่งเดช น้ำที่ใครเอามาให้ก็อย่าดื่มง่ายๆ นะคะ”
ท้ายที่สุดแล้วลำคอและเส้นเสียงคือเครื่องมือทำมาหากินที่สำคัญที่สุดของเธอ
ซ่งถิงพยักหน้ารับทุกคำ พลางยกมือขึ้นลูบศีรษะหลานสาวด้วยความเอ็นดู ก่อนจะกำชับกลับไปสองสามประโยค แล้วจึงหันไปบอกให้กู้หวยอันช่วยขับรถไปส่งเสี่ยวหน่วนที่บ้าน ส่วนตัวเองก็เดินแยกไปขึ้นรถประจำทาง
ทันทีที่ก้าวขึ้นรถประจำทาง หยาดน้ำตาก็คลอหน่วยขึ้นมาในดวงตาของซ่งถิง แต่เธอก็พยายามสะกดกลั้นมันไว้อย่างสุดความสามารถ เมื่อถึงที่พัก เธอก็เลี่ยงไปใช้ประตูด้านหลังเพื่อกลับเข้าหอพักเขตหนึ่งอย่างเงียบเชียบ
เพื่อนร่วมห้องคนก่อนของเธอได้รับบาดเจ็บเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้จึงกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน เธอเป็นนักเต้น การบาดเจ็บครั้งนี้อาจหมายถึงการที่เธอจะไม่ได้กลับขึ้นมาบนเวทีอีกเลยตลอดชีวิต
ซ่งถิงไม่รู้ว่าเพื่อนคนนั้นบาดเจ็บเพราะตัวเองเป็นต้นเหตุหรือไม่ แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ เธอก็ไม่รู้ว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นอย่างไรต่อไป
เมื่อครั้งที่กลับมาจากอำเภอหนานซาน เธอได้แวะไปเยี่ยมเพื่อนคนนั้น หญิงสาวคนนั้นจมดิ่งอยู่ในความเศร้า เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมพูดจากับใครสักคำ แววตาที่มองมายังเธอในวันนั้นก็ดูมืดมนและเย็นชา
ซ่งถิงพยายามเสนอความช่วยเหลือ “ถ้าเธอยอม ฉันจะพาเธอไปรักษา ผู้อำนวยการจี้แห่งวิทยาลัยการแพทย์ก็คือคุณอาของฉันเอง”
แต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย บอกเพียงว่าขอพักดูอาการไปก่อน เหมือนไม่อยากจะข้องเกี่ยวกับเธออีกต่อไป
ตอนนี้ ทางหอพักได้จัดเพื่อนร่วมห้องคนใหม่มาให้เธอ คนนี้ไม่ได้ถูกใครส่งมาเป็นพิเศษ แต่เป็นฝ่ายที่สมัครใจย้ายเข้ามาเอง ท่าทางของเธอดูเป็นมิตรและน่าคบหา
ซ่งถิงถือกระเป๋าเดินไปตามทางเดินของหอพัก ไม่มีใครทักทายเธอเลยสักคน กลุ่มหญิงสาวที่เดินสวนมาพอเห็นว่าเป็นเธอก็พากันชะงักฝีเท้า ก่อนจะปรายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิกคักกันอย่างเปิดเผย
ซ่งถิงรีบเร่งฝีเท้า แต่เสียงนินทาก็ยังลอยตามลมมาเข้าหู “นึกว่าเป็นนกขมิ้นเสียงทองซะอีก ที่แท้ก็เป็นแค่นกกระจอกบ้านนอก”
“คิกๆ นกกระจอกบ้านนอกมันเป็นยังไงเหรอ”
“ก็คือนกกระจอกธรรมดาๆ ไงล่ะจ๊ะ”
“แต่นกกระจอกก็บินขึ้นไปเกาะกิ่งไม้สูงๆ ได้ไม่ใช่เหรอ อย่าได้ดูถูกไปเชียว”
“ฮ่าๆๆ...”
ใบหน้าของซ่งถิงชาวาบไปด้วยความอัปยศอดสู เธอยิ่งเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น แต่กลับดูเหมือนคนที่กำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
พอเดินมาอีกหน่อยก็พบกับผู้หญิงอีกสามคน พวกเธอเพียงแค่พยักหน้าให้เป็นมารยาท แต่ทันทีที่เธอเดินคล้อยหลังไป เสียงซุบซิบก็ตามมาเช่นกัน “ซ่งถิงจะได้ไปเรียนที่วิทยาลัยดนตรีแล้วนะ ได้ยินว่าเป็นโควตาที่อาจารย์จูม่านอุตส่าห์ไปสู้มาให้โดยเฉพาะเลย”
“น่าอิจฉาชะมัด ไม่รู้ว่ามีดีอะไรนักหนา ถึงขั้นเขี่ยต้วนฉู่ฉู่กระเด็นไปได้”
“นั่นสิ เดิมทีคนที่ถูกวางตัวให้ร้องเดี่ยวในงานปีใหม่ก็คือต้วนฉู่ฉู่แท้ๆ”
“พอได้แล้วน่า อย่าพูดไปเลย สองคนนั้นไม่มีใครที่เราจะไปมีเรื่องด้วยได้หรอก เดี๋ยวก็ได้ลงเอยเหมือนอินเฉี่ยวหมิ่นกันพอดี”
อินเฉี่ยวหมิ่น...คือชื่อของเพื่อนร่วมห้องคนแรกของเธอ
ซ่งถิงมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องพักของตัวเอง ใบหน้าของเธอซีดเผือดราวกับกระดาษ เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าเพื่อนร่วมห้องคนใหม่ไม่อยู่
พลันเกราะกำบังที่เธอสร้างขึ้นตอนอยู่ต่อหน้าซ่งอวี้หน่วนก็พังทลายลงไม่เป็นท่า ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ความโกรธ ความสับสน และความไม่มั่นคง ความรู้สึกด้านลบทั้งหมดถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนเธอไม่อาจต้านทานไหว ซ่งถิงซุกหน้าลงกับกองผ้าห่มแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างขมขื่น
เธอเป็นแค่เด็กสาวจากบ้านนอกที่บังเอิญถูกอาจารย์มองเห็นแวว การได้มาอยู่ที่ปักกิ่งควรจะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายกว่าตอนอยู่อำเภอหนานซานนับหมื่นเท่า
เพื่อนร่วมงานแทบทุกคนต่างพากันตั้งป้อมต่อต้านและกีดกันเธอ แต่พออยู่ต่อหน้าอาจารย์ พวกเขากลับสวมหน้ากากเป็นคนละคน หัวเราะต่อกระซิก ทำราวกับว่าสนิทสนมกับเธอเสียเต็มประดา
ภาพเหล่านั้นมันน่าขยะแขยงจนทำให้เธอคลื่นไส้
แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่จะแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาก็ยังไม่ได้ มิเช่นนั้นอาจารย์คงมองว่าเธอกำเริบเสิบสาน
ดังนั้นเธอจึงต้องฝืนยิ้ม พูดคุย และฝึกซ้อมไปกับคนที่ลับหลังคอยถากถางและหัวเราะเยาะเธออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
นี่คือเหตุผลที่เธอไม่ยอมให้เสี่ยวหน่วนมาพักด้วย หลานสาวของเธอฉลาดหลักแหลมขนาดนั้น ถ้ามาที่นี่จะต้องมองสถานการณ์ออกในทันที แล้วอย่างไรต่อ สุดท้ายก็คงทำได้แค่อึดอัดและเจ็บใจไปพร้อมกับเธอเท่านั้น
บางทีที่เสี่ยวหน่วนพูดก็อาจจะถูก ตราบใดที่จิตใจเราเข้มแข็งพอ อุปสรรคใดๆ ก็ไม่นับเป็นปัญหา
และก็เป็นความจริงเช่นกันที่เธอเหมือนปลาได้น้ำ ก้าวกระโดดมาไกลเกินหน้าใครๆ ทั้งยังมาแย่งโอกาสของคนอื่นเขาไปอีก
การถูกนินทาและริษยาจึงเป็นเรื่องที่ต้องเจอ แต่ให้ตายเถอะ...ใครไม่มาเจอกับตัวเองคงไม่มีวันเข้าใจ ว่ามันเจ็บปวดรวดร้าวมากแค่ไหน
ซ่งอวี้หน่วนไม่รู้เลยสักนิดว่าอาหญิงของเธอกำลังถูกกลั่นแกล้งและกีดกันจากคนรอบข้าง รอยยิ้มที่เธอบนใบหน้าของอาหญิงดูจริงใจเสียจนเธอเชื่อสนิทใจว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย
อาหญิงคงกำลังปรับตัวได้ดี และไม่ว่าเรื่องอะไรก็คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอจึงเริ่มลงมือเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวกลับไปเรียนต่อที่อำเภอหนานซาน...
[จบบท]