บทที่ 429: ต้นตอแห่งความแค้น
ชายผู้นั้นมีนามว่ากัวฮ่าว วัยล่วงเลยสามสิบ จวนจะสี่สิบปีเต็มที ปัจจุบันเขาคือหนึ่งในสมาชิกของกองพลน้อยหลิวเหอวาน เพิ่งกลับมาจากหนานเฉิง แม้อายุจะปูนนี้แล้วแต่ก็ยังครองตัวเป็นโสด สถานะตามหน้าฉากของเขาคือลูกกำพร้าตัวคนเดียว
สายตาของเขาทอดมองลงไปยังหีบสมบัติที่บรรจุเครื่องประดับทองคำและเงินตรามากมาย ทว่าแววตากลับราบเรียบไร้ความยินดี นี่คือมรดกที่แม่ทิ้งไว้ให้เขาและน้องสาว
เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน เขาเดินทางไปยังหนานเฉิงเพื่อเปลี่ยนทรัพย์สินบางส่วนเป็นเงินก้อนใหญ่ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ปักกิ่งเพื่อตามหาบ้านที่แม่ทิ้งไว้ให้สองพี่น้อง หลังจากจัดการธุระที่เมืองหลวงเรียบร้อย เขาก็หวนคืนสู่หนานเฉิง
คำสั่งเสียของแม่ยังคงก้องอยู่ในหู รอให้แม่ผ่านพ้นเคราะห์กรรมความเป็นความตายไปได้เมื่อไหร่ ทั้งครอบครัวจะย้ายไปปักหลักที่ปักกิ่งทันที
แม่กำชับหนักหนาว่าห้ามหาเมียที่นี่เด็ดขาด ถ้าเกิดอยากขึ้นมาก็แค่เอาเงินไปซื้อผู้หญิงนอนด้วย แต่อย่าให้มีลูกเด็ดขาด รอให้ถึงปักกิ่งเสียก่อน แม่จะหาผู้หญิงดีๆ ให้ เพราะผู้ชายไม่เหมือนผู้หญิง ต่อให้อายุ 50 ก็ยังหาสาวพรหมจรรย์มาแต่งงานด้วยได้เสมอ
นอกจากนี้ยังมีเหตุผลปลีกย่อยอีกสารพัด
ในตอนแรกเขารู้สึกต่อต้าน แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปและอายุมากขึ้น เขาก็เริ่มเห็นคล้อยตามว่ามันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
เมื่อเห็นพี่ชายเงียบขรึม กัวไห่ฉินจึงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“พี่ใหญ่ พี่กับซ่งถิงอายุห่างกันตั้งเยอะนะ ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าตอนนี้เธอไปได้ดิบได้ดีแค่ไหนแล้ว ต่อให้เธอยังเป็นแค่ชาวนาในหมู่บ้าน ตระกูลซ่งก็ไม่มีวันยกลูกสาวให้พี่หรอก เลิกฝันกลางวันได้แล้ว แล้วถ้าไปปักกิ่งก็อย่าได้คิดไปตามหาเธอเชียว ได้ยินที่ฉันพูดไหม พวกพี่ไม่มีวันเป็นไปได้!”
ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ซ่งถิงอายุสิบแปดปี เธอได้ติดตามพี่สะใภ้รองไปยังบ้านเกิด และนั่นคือครั้งแรกที่กัวฮ่าวได้พบและตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจัง
นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เขาก็ไม่เคยลืมเธอได้เลย
มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ ยิ่งไขว่คว้าแล้วไม่ได้มา ก็ยิ่งปรารถนาจะครอบครอง
หากซ่งอวี้หน่วนได้มาอยู่ที่นี่ด้วย เธอคงจะตกตะลึงจนพูดไม่ออก เพราะกัวฮ่าวคนนี้ก็คือชายแก่คนเดียวกับที่อาหญิงซ่งถิงต้องแต่งงานด้วยในชาติที่แล้ว
จะเรียกว่าการแต่งงานก็คงไม่ถูกนัก ควรเรียกว่าการซื้อขายมากกว่า และท้ายที่สุดชีวิตของซ่งถิงก็จบลงด้วยการถูกชายคนนี้ทุบตีจนขาหักทั้งสองข้าง
สมัยที่หลิวจินชุ่ย—แม่ของพวกเขายังอยู่ เธอมักจะพูดเสมอว่าหากมีโอกาสก็อาจจะทำให้ความปรารถนานี้เป็นจริงได้ อย่างเลวร้ายที่สุดก็แค่ลักพาตัวซ่งถิงไปใช้ชีวิตด้วยกันที่อื่น
ทว่ายังไม่ทันที่แผนการจะเริ่มขึ้น หลิวจินชุ่ยก็ชิงมาเกิดเรื่องเสียก่อน
สีหน้าของกัวฮ่าวพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาและอำมหิต “เธอไปรอฉันที่ปักกิ่งก่อน ส่วนฉันจะหาโอกาสจัดการซ่งอวี้หน่วนให้สิ้นซาก”
กัวไห่ฉินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ จ้องมองพี่ชายราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง “พี่บ้าไปแล้วเหรอ! ใช้ชีวิตดีๆ ไม่ได้หรือไง ทำไมต้องไปฆ่าซ่งอวี้หน่วนด้วย เธอไปสร้างความเดือดร้อนอะไรให้พี่นักหนา แล้วอีกอย่าง การฆ่าคนมันผิดกฎหมายนะ ถ้าพี่ติดคุกขึ้นมา แล้วฉันกับเสี่ยวเป่าจะอยู่กันยังไง!”
เธออยากจะลองผ่ากะโหลกของพี่ชายออกมาดูจริงๆ ว่าข้างในมีอะไรอยู่กันแน่
ใบหน้าของกัวฮ่าวบิดเบี้ยวด้วยความเหี้ยมโหด “ฉันมีทั้งคนและเครื่องมืออยู่ในมือแล้ว ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครสาวมาถึงตัวฉันได้แน่”
“พี่... บอกฉันทีเถอะ ทำไมพี่ถึงอยากฆ่าซ่งอวี้หน่วนขนาดนั้น”
“พี่วิเคราะห์ดูอย่างละเอียดแล้ว ชีวิตของบ้านตระกูลซ่งเริ่มดีขึ้นก็ตอนที่ซ่งอวี้หน่วนกลับมานั่นแหละ เธอเติบโตในเทศมณฑล มีเส้นสายอยู่ที่นั่น ไม่นับรวมในอำเภอที่ก็มีคนคอยหนุนหลัง แถมยังได้ยินมาว่าสนิทสนมกับถิงถิงมากเป็นพิเศษด้วย เมื่อก่อนฉันก็แทบไม่มีความหวังอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย”
เมื่อเอ่ยถึงชื่อ 'ถิงถิง' ดวงตาของกัวฮ่าวก็ฉายแววหื่นกระหายออกมาอย่างน่าขยะแขยง
“ซ่งอวี้หน่วนเปรียบเสมือนดาวนำโชคของตระกูลซ่ง ถ้าเธอหายไปเมื่อไหร่ ตระกูลซ่งก็พังพินาศ ถึงตอนนั้นฉันกับถิงถิงก็สมหวังกันได้แล้วไม่ใช่เหรอ ที่จริงฉันอยากจะกำจัดนังนั่นมาตั้งนานแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะมันดึงดันจะไปส่งผู้หญิงคนนั้นที่อำเภอข้างๆ แม่ของเราก็คงไม่ถูกจับหรอก ทุกอย่างเป็นความผิดของมัน อยู่บ้านซ่งเป็นดาวนำโชค แต่สำหรับบ้านเราแล้ว มันคือตัวหายนะชัดๆ”
กัวไห่ฉินจ้องมองพี่ชายที่คล้ายกับคนเสียสติด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความรังเกียจที่เธอมีต่อซ่งถิงพลุ่งพล่านขึ้นมา พร้อมกับความทรงจำเก่าๆ ที่ไม่ได้นึกถึงมานานก็หวนคืนสู่ความคิด
จริงด้วย... เป็นเพราะผู้หญิงคนนั้น แม่ถึงถูกจับ
สองพี่น้องเลือกที่จะเมินความจริงที่ว่าแม่ของตนพยายามลักพาตัวซ่งอวี้หน่วนเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
ในสายตาของพวกเขาแล้ว คนอื่นนอกจากครอบครัวและเสี่ยวเป่า ก็ไม่ต่างอะไรจากสินค้า เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย
ทรัพย์สมบัติทั้งทองคำ เงิน และธนบัตรมากมายเหล่านี้ ก็ล้วนได้มาด้วยวิธีการสกปรกเช่นนี้ทั้งสิ้น
แม้กระทั่งกัวไห่ฉินเอง ซึ่งถูกวางตัวให้เป็นสะใภ้ตระกูลซุน ก็ยังเป็นเพียงเครื่องมือที่จะถูกส่งไปแต่งงานเพื่อใช้สามีเป็นแพะรับบาปในยามจำเป็น จิตใจของเธอจึงไม่เคยมีความเมตตาปรานีต่อหญิงสาวและเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์เหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
กัวไห่ฉินไม่ได้กังวลเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ในอนาคตเลย เพราะเธอและพี่ชายมีเรือนสี่ประสานอยู่ในปักกิ่งเป็นของตัวเองหนึ่งหลัง
แม้ว่าช่วงนี้ทางการจะเข้มงวดเรื่องการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ แต่เรือนหลังนี้แม่ของเธอใช้เส้นสายเก่าแก่และเงินจำนวนมหาศาลซื้อไว้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปีก่อนแล้ว
เหตุที่หลิวจินชุ่ยยังไม่ถูกตัดสินโทษก็เพราะเธอยอมให้การซัดทอดถึงเครือข่ายผู้สมรู้ร่วมคิดที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ การจะไล่ล่าจับกุมและรวบรวมพยานหลักฐานให้สิ้นซากนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ภายในวันสองวัน
ที่สำคัญคือหลิวจินชุ่ยยังคงปิดปากเงียบเรื่องที่อยู่ของลูกชาย และเรื่องที่ลูกสะใภ้แท้จริงแล้วก็คือลูกสาวของตัวเอง
กัวไห่ฉินขมวดคิ้วมุ่น “ไม่ได้นะพี่! ที่นี่ซ่งอวี้หน่วนมีทั้งญาติทั้งเพื่อนเต็มไปหมด พี่อย่าทำอะไรวู่วามเด็ดขาด เราไปปักกิ่งกันก่อนดีกว่า ซ่งถิงก็อยู่ที่นั่นไม่ใช่เหรอ พี่ไปหาเธอก่อนก็ได้นี่”
กัวฮ่าวครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ย “ฉันจะลองหาทางจัดการซ่งอวี้หน่วนดูก่อน ถ้ามันไม่สำเร็จจริงๆ ค่อยไปปักกิ่งเพื่อตามหาซ่งถิง”
“แต่ตอนนี้ซ่งถิงดังเป็นพลุแตกแล้วนะ เป็นถึงนักร้องโอเปร่าชั้นนำ พี่คิดว่าจะเข้าถึงตัวเธอได้ง่ายๆ เหรอ” กัวไห่ฉินท้วง
กัวฮ่าวแค่นยิ้มอย่างอำมหิต “ก็ทำให้เธอเป็นใบ้ซะสิ จะได้ดูว่ามันยังจะร้องเพลงได้อีกไหม”
***
ผู้เฒ่ากู้เลือกเวลาเที่ยงวันอาทิตย์เพื่อโทรศัพท์หาซ่งอวี้หน่วนโดยเฉพาะ
ท่านแจ้งข่าวดีว่าภารกิจแลกเปลี่ยนสิ่งของในครั้งนี้ได้รับการชื่นชมจากเบื้องบนเป็นอย่างมาก ทางการจึงตัดสินใจมอบรางวัลเป็นเงินสด 2,000 หยวน พร้อมใบประกาศเกียรติคุณเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้เธอ
แล้วท่านก็ถามต่อว่าเธอสะดวกจะรับเงินรางวัลด้วยวิธีไหน จะให้ส่งทางไปรษณีย์หรืออย่างไรดี
ซ่งอวี้หน่วนฟังแล้วก็แปลกใจ ปกติแล้วเรื่องแบบนี้ไม่น่าจะอยู่ในความรับผิดชอบของผู้เฒ่ากู้เลย บางทีท่านคงจะว่างจัดจนไม่มีอะไรทำ
ด้วยความจนใข และก็ไม่อยากทำลายความกระตือรือร้นของท่านผู้เฒ่า จึงตอบกลับไปอย่างนอบน้อมว่าให้ฝากเงินไว้ที่คุณอาตี๋ของเธอก็ได้
ผู้เฒ่ากู้ไม่ได้ติดใจอะไรและรับปากอย่างแข็งขัน
หลังจากซ่งอวี้หน่วนกล่าวขอบคุณ ท่านผู้เฒ่าก็รีบบอกปัดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปอย่างรวดเร็ว
ท่านเล่าเรื่องความคืบหน้าของคดีมู่หรงเฟิง ผู้เฒ่าเฉียน และชวีลี่เหมยให้ฟัง
“ตอนนี้สืบจนรู้ตัวตนที่แท้จริงของชวีลี่เหมยกับเฉียนเฉิงแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าทั้งคู่จะเป็นสมาชิกขององค์กร 263 ถึงแม้ว่าชวีลี่เหมยจะไม่ใช่สมาชิกระดับสูง แต่ก็เคยเป็นเมียเก็บของหัวหน้าสถานีมาก่อน เลยรู้ความลับเยอะแยะไปหมด”
“ถึงตอนนี้จะยังปากแข็งไม่ยอมรับผิด แต่หลักฐานก็มัดตัวแน่นหนาขนาดนี้ คงจะดิ้นได้อีกไม่นานหรอก”
“ยิ่งตอนนี้เรากำลังใช้เรื่องการตายของเฉียนเฉิงกดดันอยู่ ไม่ช้าก็เร็วคงได้เรื่อง”
“ส่วนเหล่าเฉียนน่ะ โดนเรื่องนี้เข้าไปก็เสียหลักไปเยอะ แต่ก็ยังอึดน่าดู ถึงจะโดนเด้งไปอยู่ฝ่ายพลาธิการแล้ว ก็ยังหน้าชื่นตาบานไปทำงานทุกวัน อ้างว่าอยากจะยืนหยัดในตำแหน่งสุดท้ายให้สมเกียรติ...”
ผู้เฒ่ากู้กล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “อะไรกันที่ว่ายืนหยัดในตำแหน่งสุดท้าย มันก็แค่หน้าหนาไม่อยากไปไหนต่างหาก! หวังจะส่งไม้ต่อให้ลูกชายตัวเองน่ะสิ ถึงจะยอมวางมือได้สนิทใจ แต่ก็ไม่ดูเลยว่าลูกชายตัวเองมีปัญญาจะมารับช่วงต่อได้หรือเปล่า คิดว่าคนอื่นเขาตาบอดมองไม่เห็นกันหรือไง”
“ถ้าชวีลี่เหมยเป็นแค่เมียเก็บจริงๆ เรื่องมันก็คงไม่ร้ายแรงขนาดนี้ แต่นี่มันเห็นกันชัดๆ ว่าเธอนั่นพัวพันกับคดีตั้งมากมาย”
“เรื่องที่ซูเมี่ยวเหลียนได้ยินมาต้องเป็นความจริงทั้งหมดแน่ๆ ไม่นานชวีลี่เหมยก็คงยอมคายทุกอย่างออกมาเอง”
“ถึงวันนั้นปู่ล่ะอยากจะเห็นปฏิกิริยาของตาแก่เฉียนจริงๆ ว่าจะยังปากแข็งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้อีกไหม”
“บางทีเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เขาก็คงพอจะเดาได้อยู่บ้าง แต่ดันยึดคติที่ว่า ‘ไม่รู้ไม่ผิด’ เอาไว้ ไอ้เฒ่านั่นมันหน้าหนา แถมหัวก็ไม่ดี ยังคิดจะมาทำร้ายเสี่ยวหน่วนของปู่อีก”
“ว่าไปแล้ว ทั้งหมดก็เป็นเพราะเจ้าเด็กเหลือขอกู้หวยอันนั่นแหละที่ลากหนูเข้ามาพัวพันกับเรื่องวุ่นวายพวกนี้ รอให้เรื่องทั้งหมดคลี่คลายก่อนเถอะ ปู่จะให้มันไปขอขมาหนูดีๆ เลยคอยดู”
ซ่งอวี้หน่วนนิ่งฟังและคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟัง “เรื่องขอโทษไม่จำเป็นหรอกค่ะ คุณปู่ต้องคอยดูแลพี่เขาให้ดีๆ นะคะ อย่าให้ทำงานหนักจนผมร่วง อย่าให้ข้ามมื้ออาหารจนผอมแห้งเป็นไม้เสียบผี แล้วก็ห้ามกินเยอะเกินไปจนพุงพลุ้ยหน้าเป็นสิวเด็ดขาด ต้องดูแลให้พี่เขากินอาหารดีๆ แล้วก็ออกกำลังกายบ่อยๆ ด้วยนะคะ...”
ผู้เฒ่ากู้ “...”
ปู่เข้าใจแล้ว!!!
[จบบท]