บทที่ 430: ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนก็ได้ครับ
ผู้เฒ่ากู้หัวเราะอย่างอารมณ์ดีพลางรับปากแข็งขันว่าจะช่วยจับตาดูกู้หวยอันให้เป็นอย่างดี
ก่อนจะวางสาย ท่านยังเล่าเรื่องของจางเอ้อร์กูกับซ่างกวนหว่านให้ฟังด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่าเซี่ยโป๋เหวินได้เข้าไปจัดการเรื่องนี้ที่สถานีตำรวจด้วยตัวเองแล้ว
เขายืนกรานกับเจ้าหน้าที่ว่าต้องดำเนินการทุกอย่างให้ตรงไปตรงมา เพราะถึงจะเป็นคนฮ่องกง แต่ก็ยังเป็นคนจีนที่ต้องเคารพกฎหมายของแผ่นดินใหญ่
ส่วนซ่างกวนหว่านซึ่งมีชื่อเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตร แต่กลับไม่เคยไปเข้าเรียนเลยแม้แต่น้อย เซี่ยโป๋เหวินจึงจัดการให้เธอพ้นสภาพนักศึกษาไปเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังจะถูกส่งตัวกลับฮ่องกง แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องเข้ารับการอบรมทัศนคติเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ซึ่งจางเอ้อร์กูก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่มีท่าทีขัดขืนแม้แต่น้อย
ซ่งอวี้หน่วนวางสายลง พลันนึกถึงคุณตาของเธอขึ้นมา จึงตัดสินใจยกหูโทรศัพท์หาเซี่ยโป๋เหวิน
เป็นจังหวะดีที่เซี่ยโป๋เหวินกำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้าน การได้รับโทรศัพท์จากหลานสาวทำให้เขาถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย ทั้งประหลาดใจและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างบอกไม่ถูก
ในสายตาของเขา ตอนนี้ซ่งอวี้หน่วนไม่ใช่เด็กสาวธรรมดาอีกต่อไป เธอสร้างคุณูปการให้ประเทศชาติด้วยการนำทองคำกลับมามากมายมหาศาล
เขาอดนึกถึงเรื่องของเซี่ยจื้อไม่ได้ ลูกชายคนนั้นเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะถูกจางเอ้อร์กูหลอกใช้ โชคยังดีที่เขายังไม่โง่เขลาเกินไปนัก รู้ว่าใครที่ไม่ควรเป็นศัตรูด้วย และยังรู้จักไปขอความช่วยเหลือจากซ่งอวี้หน่วน
เซี่ยโป๋เหวินเคยคิดว่า เมื่อไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องพึ่งพากันอีก หลานสาวคนนี้คงไม่ติดต่อมาหาเขาอีกแล้ว แต่เขากลับคิดผิด
ตอนนี้เขากำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น เซี่ยหมิงนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรอจะคุยธุระด้วย ส่วนเซี่ยจื้อก็กำลังวางแผนจะหางานที่มั่นคงทำ เพราะบทเรียนครั้งล่าสุดสอนให้รู้ว่าการใช้ชีวิตเสเพลไปวันๆ นั้นอาจหมายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว
ฟากเซี่ยลี่อิ๋งที่เพิ่งหายป่วยก็นั่งซมอยู่บนโซฟาอย่างคนไม่มีเรี่ยวแรง ที่เธอต้องล้มป่วยไปหลายวันก็เพราะความเครียดจากเรื่องของซ่างกวนอวิ๋นฉีผู้เป็นแม่
ซึ่งไม่เพียงแต่ไม่สำนึกผิด แต่ยังก่อเรื่องไม่หยุดหย่อน แถมยังไปพัวพันกับย่าเฉียนแล้วยังแอบอ้างชื่อเธอไปหลอกลวงคนอื่นอีก
เซี่ยลี่อิ๋งกำลังกังวลว่าเรื่องอื้อฉาวของแม่จะส่งผลกระทบต่อการฝึกงานที่โรงเรียนประถมของเธอ
เมื่อเห็นว่าผู้เป็นพ่อว่างเว้นจากภารกิจเสียที ลูกๆ ทั้งสามจึงตั้งใจจะเข้ามาพูดคุยด้วย
แต่ทันทีที่เซี่ยโป๋เหวินได้ยินเสียงปลายสายว่าเป็นใคร เขาก็ขมึงตาใส่ลูกๆ ทั้งสามคน พร้อมกับโบกไม้โบกมือเป็นเชิงไล่ให้รีบออกไปให้พ้น
เซี่ยหมิง เซี่ยจื้อ และเซี่ยลี่อิ๋งมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของผู้เป็นพ่อ ก็ได้แต่คาดเดาว่าคงเป็นสายสำคัญจากผู้ใหญ่เบื้องบน จึงรีบพากันเดินย่องออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
ทว่าเมื่อพ้นประตูห้องมาแล้ว พวกเขากลับได้ยินเสียงอันอ่อนโยนของพ่อที่ดังแว่วมา "เสี่ยวหน่วนเหรอ..."
สามพี่น้องถึงกับเบิกตากว้าง นี่มันสายจากซ่งอวี้หน่วน!
เซี่ยจื้อไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก แต่ใบหน้าของเซี่ยหมิงและเซี่ยลี่อิ๋งพลันเปลี่ยนสี ทั้งคู่ได้แต่ยืนกำหมัดแน่นด้วยความขุ่นเคืองอยู่นอกห้อง ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวกลับเข้าไป
ในใจของเซี่ยโป๋เหวินนั้นสับสนซับซ้อนอย่างยิ่ง ใจหนึ่งก็ดีใจที่ได้รับสายจากเธอ เป็นความยินดีที่เอ่อล้นมาจากข้างในจริงๆ แต่อีกใจหนึ่งกลับไม่อยากจะติดต่อด้วยเลย การรักษาระยะห่างแบบนี้อาจจะดีที่สุดแล้ว
ไม่ถึงกับเป็นศัตรู แต่ก็ต้องไม่ปล่อยให้เธอเข้ามาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของเขาได้
เขาไม่เคยคิดว่าซ่งอวี้หน่วนเป็นคนดี จิตใจของเด็กสาวคนนี้แข็งแกร่งเกินวัย รอยยิ้มของเธอเกือบจะทำลายครอบครัวเขาจนพังพินาศ ทำให้เขาถูกทุกคนทอดทิ้ง สูญสิ้นทุกสิ่งอย่าง และยังทำให้เขากับตระกูลซ่างกวนต้องกลายเป็นศัตรูกัน
แต่ก็น่าแปลก ที่เขาไม่เคยรู้สึกเกลียดเธอเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม การได้รับโทรศัพท์จากเธอกลับทำให้เขารู้สึกดีใจได้อย่างน่าประหลาด
ซ่งอวี้หน่วนไม่พูดจาอ้อมค้อม เธอเข้าเรื่องทันที "คุณตาคะ หนูมีความคิดอย่างหนึ่ง ไม่ทราบว่าคุณตาสนใจจะฟังไหมคะ"
เซี่ยโป๋เหวินรีบตอบกลับอย่างกระตือรือร้น "ความคิดของเสี่ยวหน่วนยอดเยี่ยมเสมอ ตาล่ะอยากฟังอยู่แล้ว"
"ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกค่ะ" ซ่งอวี้หน่วนกล่าวอย่างถ่อมตน
"คุณตาลองฟังดูก่อนก็ได้ค่ะ คือหนูมีความคิดว่าจะตั้งบริษัทลงทุนขึ้นมา ในช่วงแรกจะเน้นลงทุนด้านภาพยนตร์แอนิเมชัน ซึ่งต้องติดต่อกับทางโรงงานผลิตสื่อศิลปะของเมืองเซี่ยงไฮ้ ส่วนเรื่องเงินทุนหนูจะจัดการเองทั้งหมดค่ะ เราไม่ต้องรีบร้อนเรื่องผลลัพธ์ แต่ทุกชิ้นงานที่ออกมาต้องเป็นผลงานชั้นเยี่ยมเท่านั้น..."
เซี่ยโป๋เหวินพอจะจับใจความได้ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดหลานสาวของเขาจึงนำข้อเสนอนี้มาบอกกับเขากัน
ซ่งอวี้หน่วนอธิบายความคิดของเธอต่อ "คุณตาคะ ถ้าคุณตาเห็นว่าแอนิเมชันมีอนาคต หนูก็จะยกโปรเจกต์นี้ให้คุณตาช่วยดูแลเลยค่ะ แต่ถ้าคุณตาว่ามันไม่น่าจะไปรอด ก็ไม่เป็นไรนะคะ ถือว่าหนูไม่ได้พูดก็แล้วกันค่ะ"
"แล้วตาต้องทำอะไรบ้างล่ะ" เซี่ยโป๋เหวินถามกลับทันทีโดยไม่ลังเล
ซ่งอวี้หน่วน “...”
คุณตาเป็นคนเด็ดขาดจริงๆ
ท่าทีแบบนี้แสดงว่าท่านสนใจอย่างแน่นอน ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะคุณตาทั้งเส้นสายดี ทั้งหัวไว เหมาะกับงานนี้ที่สุด
"คุณตาไม่จำเป็นต้องออกหน้าเองก็ได้ค่ะ แต่เรื่องการเจรจาต่างๆ ต้องรบกวนคุณตาเป็นหัวเรือใหญ่ แล้วก็หาคนที่ไว้ใจได้ที่ไม่ชอบงานในระบบมาเป็นรองผู้จัดการทั่วไปให้บริษัทนะคะ”
“ช่วงแรกเรายังไม่ต้องจ้างคนเยอะ เอาแค่ไม่กี่คนก็พอแล้วค่ะ”
“ถ้าคุณตาเห็นด้วย เราจะพยายามเข็นแอนิเมชันเรื่อง 'การผจญภัยของเสี่ยวสือโถว' ออกฉายให้ทันช่วงตรุษจีนปีนี้เลยค่ะ”
“เราจะสร้างไปฉายไป ไม่ใช่แค่ในประเทศนะคะ แต่เราจะขายลิขสิทธิ์ไปต่างประเทศด้วย"
เซี่ยโป๋เหวินยิ่งฟังดวงตาก็ยิ่งเปล่งประกาย
ที่แท้วัฒนธรรมก็สามารถส่งออกเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศได้เหมือนกันสินะ เรื่องนี้เขาไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลยจริงๆ
หากบริหารจัดการได้ดี ธุรกิจนี้มีแต่จะสร้างกำไรมหาศาล ที่สำคัญคือเมืองเซี่ยงไฮ้มีรากฐานด้านนี้ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว
ทันใดนั้น เขาก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ "เดี๋ยวนะ 'การผจญภัยของเสี่ยวสือโถว' นี่มันเรื่องที่หนูเขียนเองไม่ใช่เหรอ"
ซ่งอวี้หน่วนอมยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "ใช่ค่ะ เรื่องนี้ดังมากเลยนะคะ ถ้าได้ทำเป็นแอนิเมชัน รับรองว่าต้องออกมาดีมากแน่ๆ”
“แค่ตอนนี้จดหมายจากแฟนคลับนักอ่านตัวน้อยที่ส่งมาให้หนูก็เยอะแยะไปหมดแล้วค่ะ"
"ใช่ๆๆ" เซี่ยโป๋เหวินรีบสนับสนุน
"เรื่องที่เสี่ยวหน่วนเขียนตาก็อ่านหมดแล้ว สนุกมากจริงๆ สนุกมากๆ" เขาพูดพลางยิ้มกว้างออกมาโดยไม่รู้ตัว
หลังจากวางสาย เขาก็หันไปเห็นลูกทั้งสามคนยืนอออยู่ที่หน้าประตู จึงกวักมือเรียกให้เข้ามาข้างใน
สายตาของเขาจับจ้องไปที่เซี่ยจื้อ "บอกพ่อมาตามตรง แกไม่อยากไปทำงานที่โรงงานเหล็กใช่ไหม"
เซี่ยจื้อยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ "จริงๆ...ผมก็ไม่อยากทำหรอกครับพ่อ แต่จะให้ผมอยู่บ้านกินข้าวฟรีๆ ได้ยังไง ทำทำไปเถอะครับ"
"เสี่ยวหน่วนกำลังจะเปิดบริษัทลงทุน ถ้าแกสนใจ ก็ไปเป็นรองผู้จัดการทั่วไปที่นั่นซะ"
คำพูดของพ่อทำให้เซี่ยจื้อตกใจจนเด้งตัวลุกขึ้นจากโซฟา จ้องหน้าพ่ออย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
เมื่อเห็นว่าพ่อไม่ได้ล้อเล่น เขาก็ตื่นเต้นดีใจจนแทบอยากจะตีลังกาม้วนหน้าม้วนหลังให้รู้แล้วรู้รอด
แม้ผู้เป็นพ่อจะบอกว่าช่วงเริ่มต้นเงินเดือนอาจจะน้อย สวัสดิการก็ธรรมดา แถมงานยังหนัก แต่เซี่ยจื้ก็ตอบรับอย่างพอใจ "เสี่ยวหน่วนช่วยชีวิตผมไว้นะครับ ต่อให้ไม่รับเงินเดือนผมก็ยอม!"
เซี่ยหมิงที่ยืนฟังอยู่ถึงกับส่ายหน้าอย่างระอา "นายบ้าไปแล้วเหรอ ไม่เอาเงินเดือนก็ยังจะทำเนี่ยนะ”
“แล้วอีกอย่าง นายไม่ได้เดือดร้อนก็เพราะซ่งอวี้หน่วนหรอกเหรอ”
“พ่อครับ พ่ออยากให้เสี่ยวจื้อมีงานที่มั่นคงมาตลอดไม่ใช่เหรอครับ แล้วนี่อะไรกัน บริษัทลงทุน มันจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆไปหน่อยเหรอครับ"
เซี่ยโป๋เหวินยังคงนิ่งเงียบ
แต่เป็นเซี่ยจื้อที่ทนไม่ไหว "พี่พูดเกินไปแล้วนะ! ที่ผมซวยมันเป็นเพราะใคร ก็เพราะนังซ่างกวนหว่านที่มันเนรคุณนั่นต่างหาก!”
“ที่ผ่านมาผมดูแลมันไม่ดีตรงไหน ตอนมันทะเลาะกับลี่อิ๋ง ผมยังไม่เข้าข้างน้องสาวแท้ๆ แต่กลับไปเข้าข้างมันด้วยซ้ำ”
“แล้วดูที่มันตอบแทนผมสิ!”
“อีกอย่าง พี่ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของเสี่ยวหน่วนเลยหรือไง หลานมีบริษัทการค้านำเข้าและส่งออกเป่ยตูฟานหัวที่ขึ้นตรงกับเบื้องบนเลยนะ”
“ที่หลานให้โอกาสผม ก็เพราะเห็นว่าผมเป็นน้า พี่อย่าเข้ามายุ่งเลย ตั้งใจทำงานของพี่ไปเถอะน่า"
เซี่ยจื้อร้อนใจกลัวว่าพ่อจะเปลี่ยนใจ เขาไม่ใช่คนหลังเขาที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ใครๆก็รู้กันทั้งนั้นเรื่องที่เสี่ยวหน่วนนำทองคำและหยกมหาศาลกลับคืนสู่ประเทศ
คนที่ทั้งเก่งกาจและมีความสามารถแบบหลานสาวคนนี้ ถ้าริเริ่มทำอะไร มันก็ย่อมไม่ใช่เรื่องเล่นๆแน่นอนอยู่แล้ว
ชายหนุ่มถูมือไปมาอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะหันไปบอกบิดา "ผมจะไปศึกษาเดี๋ยวนี้เลยว่าบริษัทลงทุนเขาทำอะไรกันบ้าง แล้วก็จะอ่านนิทานของเสี่ยวหน่วนให้ขึ้นใจด้วย พ่อไม่ต้องห่วงนะครับ ผมรับรองว่าจะไม่ทำให้พ่อขายหน้าแน่นอน"
[จบบท]
ยังไม่เลิกงาน เลยทำในมือถือ สำนวนอาจจะแย่ ตอนน้อย ขอโทษล่วงหน้านะคะ พรุ่งนี้ผู้แปลหยุดยาว 5 วันมีแพลนจะลงหลายๆตอนช่วง 2 ทุ่มนะคะ เนื่องจากตื่นเช้าแล้ว