บทที่ 431: หมากตัวใหม่ในสนามของเธอ
แม้เซี่ยโป๋เหวินจะไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา แต่รอยยิ้มที่เปี่ยมสุขบนใบหน้าก็ฟ้องความรู้สึกในใจของเขาได้เป็นอย่างดี
เซี่ยลี่อิ๋งเหลือบมองเซี่ยจื้อที่วิ่งแน่บออกไปอย่างเคืองๆ พลางนึกถึงความลำเอียงอย่างเห็นได้ชัดของพี่ชายแล้วแค่นเสียงออกมา “น่าสมเพช!”
ในขณะที่เซี่ยหมิงกลับรู้สึกใจหายวาบ เขายืนนิ่งงันด้วยความรู้สึกที่หลากหลายปะปนกันอยู่ภายใน
ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวผุดขึ้นมาในหัวของเขาโดยไร้สาเหตุ...วันที่แม่กลับมา บ้านหลังนี้คงจะเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมอีก
การฆ่าคนแล้วยังทำลายหัวใจกันด้วย คงเป็นแบบนี้สินะ
****
ทางด้านซ่งอวี้หน่วน แค่ยกหูโทรศัพท์เพียงครั้งเดียว เธอก็สามารถเนรมิตบริษัทลงทุนขึ้นมาได้หนึ่งแห่ง แต่ดูเหมือนว่าในช่วงเริ่มต้นกิจการจะยังมองไม่เห็นผลกำไร
แน่นอนว่าเธอไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นเด็ดขาด คนของเธอไม่มีใครต้องลงแรงฟรีๆ หรอก
ในเมื่อเซี่ยโป๋เหวินอุตส่าห์ส่งเซี่ยจื้อมาให้ถึงที่ เธอก็ควรจะใช้งานเขาให้คุ้มค่าเสียหน่อย
หญิงสาวจึงมอบหมายหน้าที่ให้เซี่ยจื้อไปจัดการ ทั้งการรวบรวมข้อมูล การเดินสำรวจไปตามตรอกซอกซอยเพื่อมองหาโครงการที่น่าลงทุน ก่อนจะนำทั้งหมดมาสรุปและจัดทำเป็นแผนงานหรือรายงานเสนอเธออีกที
อันที่จริง ซ่งอวี้หน่วนรู้ดีว่าช่วงเวลานี้เป็นโอกาสทองในการเฟ้นหาของดีราคาถูก เธออยากจะลงมือทำมาตั้งนานแล้ว แต่ติดตรงที่ยังไม่มีคนที่ไว้ใจได้มาช่วยงาน พอได้เซี่ยจื้อที่คุ้นเคยกับทุกพื้นที่เป็นอย่างดีมาช่วย ก็ถือว่าเหมาะสมลงตัว
หากซ่างกวนอวิ๋นฉีรู้ว่าลูกชายคนเล็กของตัวเองถูกเธอใช้งานเยี่ยงนี้ มีหวังได้อกแตกตายแน่ๆ...ซ่งอวี้หน่วนนึกในใจอย่างขบขัน
***
เซี่ยโป๋เหวินถึงกับลงทุนเดินทางไปเมืองเซี่ยงไฮ้ด้วยตัวเอง แม้ว่าขั้นตอนการขออนุมัติจัดตั้งบริษัทในยุคนี้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กลับมีผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลไปยื่นคำร้องขอเปิดกิจการกันอย่างคึกคัก
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยใส่ใจเรื่องพวกนี้มาก่อน แต่เมื่อได้ลองศึกษาดูก็ต้องประหลาดใจที่พบว่า ในปี 1981 นี้เอง มีบริษัทน้อยใหญ่ผุดขึ้นในปักกิ่งเป็นจำนวนมาก แถมยังมีธุรกิจครบทุกแขนง
เซี่ยโป๋เหวินมั่นใจว่าคำร้องของซ่งอวี้หน่วนจะต้องผ่านการอนุมัติอย่างแน่นอน เพราะดูเหมือนว่า ‘เบื้องบน’ จะมีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับตัวเธอ และดูจะพอใจที่เห็นเธอสร้างความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา อาจจะถึงขั้นที่ว่า ยิ่งเธอก่อเรื่องมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น
เมื่อไปถึงเมืองเซี่ยงไฮ้ เขาจึงมุ่งตรงไปยังโรงงานผลิตสื่อศิลปะเพื่อเข้าพบผู้จัดการโรงงานชรา และได้รับรู้ถึงสถานการณ์อันยากลำบากที่โรงงานกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งสาเหตุหลักก็หนีไม่พ้นปัญหาเรื่องเงินทุน
ต้องยอมรับว่าสถานะของเซี่ยโป๋เหวินช่วยให้การเจรจาราบรื่นขึ้นมาก หากเป็นซ่งอวี้หน่วนที่มาด้วยตัวเอง ผู้จัดการชราคงอดที่จะลังเล ตั้งแง่ หรือแม้กระทั่งไม่ไว้วางใจ
เซี่ยโป๋เหวินเปิดประเด็นว่า มีบริษัทลงทุนแห่งหนึ่งต้องการสนับสนุนโรงงานในการสร้างภาพยนตร์การ์ตูน โดยมีแผนจะดัดแปลงวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง ‘การผจญภัยของเสี่ยวสือโถว’ ซึ่งไม่ได้ตั้งเป้าแค่การฉายในประเทศเท่านั้น แต่ยังวางแผนที่จะส่งออกไปขายยังต่างประเทศอีกด้วย
ยิ่งได้ฟัง ดวงตาของผู้จัดการชราก็ยิ่งทอประกาย เขาเองก็เคยอ่านเรื่องนี้เหมือนกัน หลานชายตัวน้อยที่บ้านถึงกับติดงอมแงม อ่านจบไปรอบหนึ่งก็ยังร้องจะให้อ่านซ้ำ แถมยังประกาศก้องว่าจะยึดมั่นในจิตวิญญาณอันกล้าหาญ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคของเสี่ยวสือโถว และจะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด
เซี่ยโป๋เหวินเสริมอีกว่า หากผลงานออกมาดี ก็จะมีบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการส่งออกเข้ามาดูแลเรื่องการตลาดในต่างประเทศให้โดยเฉพาะ
เพียงเท่านั้น ผู้จัดการชราผู้ตื่นเต้นก็ตบโต๊ะตัดสินใจทันทีว่าจะเตรียมการทุกอย่างให้พร้อมที่สุด
สำหรับเงินทุนตั้งต้นนั้น ให้โยกมาจากงบของบริษัทการค้านำเข้าและส่งออกฟานหัวไปใช้ก่อน โดยมอบหมายให้คุณอาตี๋เข้ามาช่วยดูแลด้านการเงินเป็นการชั่วคราว ที่บ้านของคุณอาตี๋นั้นมีนักบัญชีอาวุโสที่เก่งกาจอยู่หลายคน อีกทั้งปัจจุบันเขาก็เป็นผู้ดูแลการเงินให้กับผู้เฒ่าจี้อยู่แล้ว
ซ่งอวี้หน่วนเปรยว่าไหนๆ ก็ต้องต้อนแกะเข้าคอกตัวหนึ่งแล้ว จะต้อนเพิ่มอีกตัวก็คงไม่ต่างกันนัก ว่าแล้วก็มอบหมายให้คุณอาตี๋ดูแลการเงินของฟานหัวไปอีกตำแหน่ง
เสี่ยวตี๋จื่อรู้ดีว่านี่คือความไว้วางใจที่หลานสาวมอบให้เขา เพราะถ้าเทียบกันแล้ว บัญชีของอาจารย์นั้นใสสะอาดแทบไม่มีเงินหมุนเวียน ผิดกับฟานหัวที่เป็นเหมือนบ่อน้ำมันดีๆ นี่เอง แค่การค้าแบบแลกเปลี่ยนสินค้าครั้งล่าสุดครั้งเดียว บริษัทก็ฟันกำไรไปเหนาะๆ กว่าห้าแสนหยวน
เขาจึงจัดการโอนเงินจำนวนสองแสนหยวนเข้าบัญชีของบริษัทลงทุนที่เพิ่งจดทะเบียนเสร็จหมาดๆ
สองแสนหยวน...เพื่อสร้างภาพยนตร์การ์ตูนของเสี่ยวหน่วน
เมื่อได้รับเงินโอนแล้ว เซี่ยโป๋เหวินก็พาเซี่ยจื้อนำเงินก้อนแรกจำนวนหนึ่งแสนหยวนไปมอบให้กับผู้จัดการโรงงานชรา เพื่อให้โรงงานสามารถเริ่มดำเนินการจ้างพนักงานใหม่ได้ทันที เพราะลำพังแค่พนักงานเก่าคงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องฝึกฝนบุคลากรรุ่นใหม่และขยายทีมงานให้ใหญ่ขึ้น
ด้วยกำลังซื้อในยุคนี้ เงินหนึ่งแสนหยวนถือเป็นจำนวนมหาศาล และนี่เป็นเพียงการลงทุนในระยะแรกเท่านั้น ในอนาคตจะมีการอัดฉีดเงินทุนเพิ่มอีกอย่างแน่นอน แต่ก็ต้องมีการร่างสัญญาข้อตกลงกันอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
ส่วนเรื่องการขออนุมัติโครงการนั้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะในเวลานี้ ชื่อของ ‘การผจญภัยของเสี่ยวสือโถว’ ได้กลายเป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วทั้งประเทศแล้ว
เรื่องราวอันบริสุทธิ์งดงามที่เปี่ยมไปด้วยพลังบวก จินตนาการที่ล้ำเลิศเกินกว่าคนทั่วไปจะนึกถึง ประกอบกับโลกอันน่าอัศจรรย์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาทีละใบ ได้เปิดประตูสู่โลกใบใหม่ให้กับเด็กและเยาวชนทั้งหลาย
เมื่อผลงานสามารถตีพิมพ์ได้ นั่นหมายความว่ามันย่อมสามารถถูกนำไปผลิตเป็นสื่อและออกอากาศได้เช่นกัน
ซ่งอวี้หน่วนไม่จำเป็นต้องโทรศัพท์ไปเจรจาด้วยซ้ำ เพียงแค่ข่าวแพร่ออกไปว่าเธอเป็นผู้ลงทุนสร้างภาพยนตร์การ์ตูนโดยมีเป้าหมายเพื่อการส่งออก ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็พร้อมใจให้ความร่วมมือโดยไม่มีข้อกังขา
ความคิดที่ว่าภาพยนตร์การ์ตูนของประเทศจะสามารถส่งออกไปต่างแดนได้นั้น ได้ยกระดับโครงการนี้จากเรื่องที่ไม่สลักสำคัญให้กลายเป็นวาระสำคัญขึ้นมา
ดั่งคำกล่าวที่ว่า วีรบุรุษมักถือกำเนิดขึ้นจากคนหนุ่มสาวเสมอ!
***
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก การเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิได้ดำเนินไปกว่าครึ่งทางแล้ว ปีนี้ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอก็ยังคงปลูกข้าวเจ้าเป็นหลักเช่นเคย แถมยังขยายพื้นที่เพาะปลูกไปยังบริเวณใกล้เคียงที่เหมาะสมอีกหลายแห่ง
ฉู่จื่อโจวได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้ไปเป็นรองหัวหน้าคอมมูน ส่วนผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ที่ถูกส่งมาจากอำเภอมีชื่อว่า เหอ กั๋วชิ่ง เขาเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมการเกษตร วัยสามสิบเศษ ซึ่งรองหัวหน้าอำเภอจ้าวเป็นผู้จัดหามาให้โดยตรง เพราะใครๆ ก็รู้ว่าหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอนั้นมีความพิเศษแตกต่างจากหมู่บ้านอื่นๆ
โรงงานเสื้อผ้าของตระกูลซ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลาเพียงครึ่งปีกว่า จนถึงขั้นต้องเตรียมการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ ซึ่งได้เลือกทำเลไว้แล้ว เป็นที่รกร้างผืนหนึ่งไม่ไกลจากทางเข้าหมู่บ้าน บริเวณนั้นแทบไม่มีพืชพรรณใดขึ้นเลยนอกจากต้นหลิว จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นที่ตั้งโรงงาน
ซ่งเหลียงผู้เป็นพ่อปรับตัวและยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างดีเยี่ยม ในขณะที่ธุรกิจเดิมกำลังดำเนินไปอย่างมั่นคง เขาก็ได้เริ่มเตรียมการสำหรับโรงงานแห่งใหม่ไปพร้อมๆ กัน
เมื่อซ่งอวี้หน่วนกลับมาถึงหมู่บ้านในวันอาทิตย์ เธอก็เห็นคนงานกำลังขุดดินเพื่อวางรากฐานอาคารกันอย่างขะมักเขม้น พ่อของเธอตัดสินใจกู้เงินเพื่อมาลงทุนในครั้งนี้
ในตอนแรก ย่าซ่งไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะการกู้ยืมหมายถึงดอกเบี้ยที่จะตามมา และที่สำคัญกว่านั้นคือความทรงจำอันเลวร้ายในวันที่ต้องอดมื้อกินมื้อเพราะเป็นหนี้ยังคงฝังใจเธออยู่
แต่เมื่อนึกถึงแผนการที่จะเดินทางไปปักกิ่งกับเสี่ยวหน่วนในวันแรงงานที่จะถึงนี้เพื่อซื้อบ้าน ความคิดของเธอก็เริ่มคล้อยตาม ประกอบกับข้อเสนอสุดพิเศษจากสหกรณ์สินเชื่อที่ให้ปลอดดอกเบี้ยในปีแรก และคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำมากในปีต่อๆ ไป ในที่สุดย่าซ่งจึงยอมรับแผนการนี้แต่โดยดี
***
บ่ายวันเสาร์นั้น หมิงเซิ่งซึ่งปกติจะมากับปู่ซ่งเพื่อรับเธอกลับบ้าน กลับไม่ได้มาด้วย เมื่อซ่งอวี้หน่วนขึ้นไปนั่งบนรถม้าเรียบร้อยแล้ว จึงเอ่ยถามขึ้นมา “คุณปู่คะ แล้วหมิงเซิ่งล่ะคะ”
ปู่ซ่งมีท่าทีอึกอักอย่างเห็นได้ชัด “เอ่อ... อยู่ที่บ้านน่ะ...”
ซ่งอวี้หน่วนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “คุณปู่คะ น้องเป็นอะไรหรือเปล่า”
เมื่อเห็นว่าคงปิดเป็นความลับต่อไปไม่ได้ เพราะอย่างไรเสียกลับถึงบ้านก็ต้องรู้อยู่ดี ปู่ซ่งจึงยอมเล่าความจริง
“...มีคนฝึกละครลิงมาที่หมู่บ้านน่ะสิ น้องชายหนูก็ไปยืนมุงดูกับเด็กคนอื่นๆ หลังจากแสดงจบแล้ว เด็กๆ ก็ยังเดินตามไป พอถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน เด็กคนอื่นก็กลับบ้านกันหมด เหลือแค่หมิงเซิ่งกับซวนจื่อ จู่ๆไอ้คนฝึกละครลิงมันก็ตรงเข้ามาจะจับตัวหมิงเซิ่ง แล้วลิงของมันก็กระโจนใส่ด้วย”
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับสะดุ้ง เบิกตากว้างจ้องมองคุณปู่ของเธอ
ซ่งหมิงโปที่นั่งอยู่ข้างๆ อุทานลั่น “แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อครับ!”
สีหน้าของปู่ซ่งเจือความโล่งอก แต่สุ้มเสียงยังคงเคร่งขรึม “โชคยังดีที่หมิงเซิ่งชอบเอาห่านขาวตัวใหญ่ไปด้วยทุกที่ พอเกิดเรื่อง ห่านขาวก็พุ่งเข้าไปช่วยได้ทัน เจ้าตัวเล็กเลยได้โอกาสวิ่งหนีได้”
“แต่ไอ้คนฝึกละครลิงมันไม่ยอมเนี่ยสิ วิ่งไล่ตามมาติดๆ ยังดีหมิงเซิ่งชอบพกหยกหรูอี้ติดตัวไปด้วย แต่ปู่ก็ไม่รู้ว่าที่หลานเล่ามันเป็นเรื่องจริงหรือจินตนาการไปเอง”
“หลานบอกว่าจู่ๆ ก็มีแสงสีเขียวพุ่งออกมาจากหยกจนไอ้คนนั่นล้มลง แล้วเสี่ยวหรูอี้ก็ ‘หลับ’ ไปเลย นี่ก็หลายวันแล้วยังไม่ ‘ตื่น’ เลยนะ”
“หมิงเซิ่งเลยฉวยจังหวะที่มันล้ม รีบดึงซวนจื่อวิ่งหนีสุดชีวิต แต่พอมันลุกขึ้นจะไล่ตาม ก็โดนห่านขาวพุ่งชนจนล้มกลิ้งไปอีกรอบ...”
คนฝึกละครลิง? ตั้งใจจะทำร้ายน้องชายเธออย่างนั้นหรือ?
เมื่อกลับถึงบ้าน พอได้เห็นน้องชายตัวน้อยนอนหน้าซีดเผือดอยู่บนคัง หัวใจของซ่งอวี้หน่วนก็เจ็บปวดจนน้ำตาคลอ นับตั้งแต่วันแรกที่เธอมาอยู่ที่นี่ หมิงเซิ่งคือคนแรกที่เปิดใจและเข้ามาใกล้ชิดกับเธอ
เจ้าตัวเล็กที่เคยฉลาด สดใส และร่าเริงอยู่เสมอ แต่ตอนนี้กลับนอนซมเหมือนผักโดนน้ำค้างแข็ง ความโกรธแค้นพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจของเธอ
คนฝึกละครลิงนั่น...เธอจะต้องลากคอมันออกมาให้ได้!
หมิงเซิ่งน้ำตาคลอเบ้า พูดเสียงอู้อี้ “พี่จ๋า... ห่านขาวเสียขนไปตั้งห้าเส้นแน่ะ มันต้องเจ็บมากแน่ๆ เลย... ผมกลัว... ต่อไปผมไม่ดูละครลิงอีกแล้ว...”
[จบบท]