บทที่ 433: ภาพวาดประกาศจับ
ซ่งอวี้หน่วนกับฉู่จื่อโจวจำต้องเดินทางออกจากกองพลน้อยหลิวซู่ การจะมาตามหาใครสักคนแล้วพบว่าเป้าหมายกลับหายตัวไปอย่างกะทันหันเป็นเรื่องที่น่าสงสัยและผิดปกติอย่างยิ่ง
เรื่องที่ผิดวิสัยเช่นนี้ย่อมต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลซ่อนอยู่เบื้องหลัง
เธอคงต้องเริ่มสืบเรื่องราวของกัวไห่ฉินและกัวเฮ่าอย่างจริงจังเสียแล้ว โดยเฉพาะจดหมายโอนย้ายทะเบียนบ้านฉบับนั้น ที่ไม่รู้ว่าเป็นของจริงหรือทำปลอมขึ้นมากันแน่
ขณะเดียวกัน ณ มุมสงบแห่งหนึ่งบริเวณหน้าสถานีรถไฟเมืองเซี่ยงไฮ้ กัวเฮ่า กัวไห่ฉิน และเสี่ยวเป่า ลูกชายตัวน้อยของเธอกำลังนั่งจับเจ่าอยู่บนพื้นปูนซีเมนต์
อากาศแถบนี้ค่อนข้างอบอุ่น แสงแดดที่สาดส่องลงมาทำให้พื้นปูนร้อนระอุขึ้นเล็กน้อย
เสี่ยวเป่า เด็กชายวัย 6 ขวบกำลังวิ่งเล่นอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น
กัวไห่ฉินมีสีหน้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด แต่ภายใต้ความอ่อนล้านั้นกลับฉายแววขุ่นเคืองและตำหนิอย่างไม่ปิดบัง เธอกัดฟันพูดกับกัวเฮ่าด้วยเสียงลอดไรฟัน "พี่ใหญ่ ฉันบอกพี่กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วว่าอย่าใจร้อน อย่าเพิ่งไปที่บ้านตระกูลซ่ง ทีนี้เป็นไงล่ะ เห็นไหมว่าตรงสถานีรถไฟมีรูปวาดของพี่แปะอยู่ด้วย กลายเป็นผู้ร้ายมีค่าหัวไปแล้วเห็นไหม"
เหตุการณ์ที่ซ่งหมิงเซิ่งเกือบเอาชีวิตไม่รอดไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ยิ่งเมื่อผู้เฒ่ากู้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ การส่งภาพสเก็ตช์คนร้ายไปยังสถานีรถไฟตามเมืองต่างๆ จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะรู้ว่าคนร้ายอาจปลอมตัวมา แต่ก็ถือเป็นการตีพงหญ้าให้งูตื่น หวังว่าเจ้างูร้ายจะเผยตัวออกมาให้จับได้ง่ายขึ้น
กัวเฮ่าสวนกลับอย่างไม่ยี่หระ "แล้วเธอดูตอนนี้สิ ว่าฉันเหมือนในรูปนั่นไหม"
กัวไห่ฉินเหลือบมองนิ้วมือของพี่ชาย "นิ้วชี้กับนิ้วกลางของพี่ยาวเท่ากัน เด็กนั่นมันเห็นเข้า ตอนนี้ในประกาศเลยเขียนลักษณะเด่นของพี่ไว้หมดแล้ว"
เธอเว้นช่วงไปครู่หนึ่งก่อนจะกระซิบถาม "หรือพี่จะยอมตัดนิ้วตัวเองทิ้งสักข้อนึง"
ดวงตาของกัวเฮ่าลุกวาวขึ้นด้วยความอำมหิต "ไอ้เด็กเวรนั่น ถ้าจับมันได้เมื่อไหร่ ฉันจะทำให้มันเป็นขอทานที่ทั้งหูหนวก ตาบอด แถมยังขาเป๋ ให้คนในบ้านจำหน้ามันไม่ได้ไปเลย"
"ตอนนี้มาพูดเอาสะใจมันไม่มีประโยชน์หรอกน่า เรื่องนิ้วจะเอายังไง ถ้าตอนขึ้นรถไฟตำรวจเกิดตรวจนิ้วผู้โดยสารทุกคนขึ้นมาจะทำยังไง"
กัวเฮ่าถึงกับเบิกตากว้าง "จะบ้าเหรอ ใครเขาจะมานั่งตรวจนิ้วทีละคนกัน"
"แล้วถ้าเขาตรวจขึ้นมาจริงๆ ล่ะ"
กัวเฮ่าขมวดคิ้วมุ่น แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่คำพูดของน้องสาวก็มีเหตุผล
หลายวันก่อนหน้านี้เขาพยายามสืบร่องรอยของซ่งอวี้หน่วน แต่กลับเข้าใกล้ตัวเธอไม่ได้เลยสักนิด ไม่รู้ว่าเรื่องผีสางอะไรนักหนา ยัยเด็กนั่นเดินเร็วเป็นบ้า เหมือนกับพวกยอดฝีมือในหนังจีนกำลังภายในไม่มีผิด การจะสะกดรอยตามจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก
ถ้าเขาไม่รีบร้อนเดินทางก็คงพอจะมีเวลาวางแผนให้รัดกุมกว่านี้ แต่เพราะต้องรีบไปปักกิ่ง เขาจึงไม่มีเวลามากพอจะทำอะไรได้ ด้วยความจนใจจึงต้องปลอมตัวเป็นคนแสดงละครลิงแล้วมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอแทน
เป้าหมายของเขาก็คือซ่งหมิงเซิ่ง น้องชายแท้ๆ ของซ่งอวี้หน่วน กะว่าจะลักพาตัวเด็กนั่นไปทำให้เป็นขอทาน ให้คนบ้านซ่งไม่ได้เจอกันไปชั่วชีวิต ถือเป็นการระบายความแค้นที่สุมอยู่ในอก
ส่วนซ่งอวี้หน่วนนั้นยังไม่รีบ ค่อยๆ หาทางจัดการทีหลังก็ได้ รอให้โตเป็นสาวกว่านี้อีกหน่อยค่อยจับตัวไปขายที่ฮ่องกง ตอนนั้นอาจจะได้ราคาดียิ่งกว่าเดิมเสียอีก
แต่ใครจะไปคิดว่าไอ้เด็กเปรตนั่นก็มีของดีอยู่กับตัวเหมือนกัน ตอนที่เขากำลังจะลงมือ กลับมีของบางอย่างพุ่งออกมาจากตัวเด็กนั่นแล้วฟาดเข้าที่ตัวเขาจนล้มคว่ำ
ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนไส้พุงถูกบิดจนเป็นเกลียว ยังไม่ทันจะตั้งตัว ห่านขาวตัวใหญ่ก็พุ่งเข้ามาจิกเขาอย่างบ้าคลั่งอีก เขาจำต้องจัดการฉีกกระชากห่านตัวนั้นทิ้ง แต่จังหวะนั้นเองที่เด็กสองคนวิ่งหนีไปไกลลิบแล้ว
วินาทีต่อมา เขาก็ได้ยินเสียงรถม้ากำลังใกล้เข้ามา ต้องขอบคุณสวรรค์ที่ให้เขามีประสาทหูดีกว่าคนทั่วไป เขาจึงหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ส่วนลิงตัวนั้นก็ถูกเขาฆ่าแล้วโยนศพทิ้งลงแม่น้ำไปเรียบร้อยแล้ว ป่านนี้คงลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้
หลังจากนั้นเขาจึงหาที่ซ่อนของที่ใช้ปลอมตัวทั้งหมดใส่ห่อผ้าไว้ พอกลับถึงบ้านก็โยนมันเข้าเตาเผาทิ้งจนไม่เหลือซาก
เท่ากับว่าหลักฐานทุกอย่างถูกทำลายไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป
โชคดีที่เขาเตรียมการย้ายบ้านไว้ล่วงหน้าแล้ว จดหมายโอนย้ายทะเบียนบ้านปลอมถูกยื่นให้ผู้ใหญ่บ้านไปก่อนหน้านี้ จากนั้นก็ไปจัดการเรื่องเอกสารที่คอมมูนจนเรียบร้อย ก่อนจะพาน้องสาวมุ่งหน้ามายังเมืองเซี่ยงไฮ้ เพื่อใช้เป็นทางผ่านสำหรับเดินทางต่อไปยังปักกิ่ง
แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าตำรวจจะเคลื่อนไหวรวดเร็วถึงเพียงนี้
ภาพสเก็ตช์ตอนที่เขาปลอมตัวเป็นคนแสดงละครลิงถูกนำมาติดประกาศไว้ทั่วสถานีรถไฟ พร้อมระบุลักษณะเด่นของนิ้วมือเอาไว้ด้วย
กัวเฮ่าก้มลงมองมือขวาของตัวเอง... มือข้างนี้ของเขาไม่เหมือนคนทั่วไปจริงๆ นิ้วชี้กับนิ้วกลางยาวเท่ากันพอดิบพอดี
ถ้าตำรวจรถไฟตรวจผู้โดยสารทุกคนจะทำอย่างไร แม้ลึกๆ เขาจะเชื่อว่าคงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะบนรถไฟทั้งขบวนมีตำรวจอยู่ไม่กี่นาย แต่กลับมีผู้โดยสารนับพันคน ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำงานอย่างแข็งขันเสมอไป
แต่กันไว้ดีกว่าแก้ นิ้วชี้นิ้วนี้คงต้องยอมสละมันไปสักข้อหนึ่งแล้วค่อยหาทางกลบเกลื่อนร่องรอย
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา ดวงตาของกัวเฮ่าก็ลุกโชนไปด้วยไฟแค้น ตอนนี้เขายังไม่กล้าพอจะไปแตะต้องพี่น้องตระกูลซ่ง แต่ซ่งถิงยังอยู่ที่ปักกิ่งคนเดียว เขาจะต้องเอาคืนจากตัวเธอให้สาสม!
***
จินจวี๋ได้รับมอบหมายให้ไปทำข่าวสัมภาษณ์อาจารย์จูม่านที่คณะนาฏศิลป์ เนื่องในโอกาสที่จะมีการจัดงานมอบรางวัลเชิดชูเกียรติในวันแรงงาน ซึ่งแน่นอนว่าหลังจบงานแล้วย่อมต้องมีการแสดงเฉลิมฉลอง
เธอรู้มาว่าลูกศิษย์คนใหม่ที่อาจารย์จูม่านรับเข้ามาก็คือซ่งถิง อาสาวของเสี่ยวหน่วนนั่นเอง
เธอเคยเจอซ่งถิงมาแล้วครั้งหนึ่ง ในความทรงจำนั่นคือหญิงสาวที่ดูซื่อๆ จริงใจ แต่ขาดความมั่นใจและความสดใสแบบที่เสี่ยวหน่วนมี
เมื่อจินจวี๋เดินทางมาถึงเขต 1 ของคณะนาฏศิลป์ เธอก็ได้เห็นภาพเหตุการณ์หนึ่งในห้องซ้อมเข้าพอดี
ซ่งถิงกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เพียงลำพัง ตั้งหน้าตั้งตาอ่านสมุดบันทึก ในขณะที่ตอนนี้หอพักว่างเปล่า มีเพียงกลุ่มนักแสดงสาวกับนักแสดงหนุ่มอีกไม่กี่คนอยู่ในห้องซ้อม
แล้วจินจวี๋ก็ได้ยินหญิงสาวคนหนึ่งพูดจาแขวะขึ้นมาลอยๆ "คณะนาฏศิลป์เขต 1 ของเรานี่นับวันยิ่งแล้วใหญ่ ของสกปรกอะไรก็ไม่รู้ยังรับเข้ามาได้ ฉันล่ะรู้สึกขยะแขยงทุกวันที่ต้องมาทำงานร่วมกับพวกขยะแบบนี้"
"เอาน่าแก ทนๆ ไปก่อน จะทำยังไงได้" เพื่อนอีกคนสมทบ
"นี่มันปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้องชัดๆ"
"คิกๆ แล้วใครคือปลาเน่าล่ะ เราจับไปโยนทิ้งกันดีไหม"
"เธอจะกล้าเหรอ อีกอย่างนะ ยัยปลาเน่าตัวนั้นคงไม่อยากไปจากที่นี่หรอก ชีวิตในเมืองดีจะตาย ใครจะอยากซมซานกลับไปทำนาล่ะ"
คนฉลาดหลักแหลมอย่างจินจวี๋ มีหรือจะฟังไม่ออกว่าเด็กสาวกลุ่มนั้นกำลังพูดจาแขวะใครอยู่ นี่คือการด่ากระทบกระเทียบซ่งถิงชัดๆ ดูท่าทางแล้วเธอคงจะถูกคนในคณะรุมกันโดดเดี่ยวไม่ให้มีเพื่อน
กลุ่มนักแสดงหัวเราะคิกคักกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่มีใครเดินเข้าไปใกล้ซ่งถิงเลยแม้แต่คนเดียว
ในตอนนั้นเอง หญิงสาวสองคนก็จูงมือกันเดินตรงเข้าไปหาซ่งถิง และไม่ทันที่จินจวี๋จะได้ทำอะไร คนทั้งสองก็แกล้งเดินชนซ่งถิงจนหงายหลังตกเก้าอี้
เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วห้องซ้อม
ซ่งถิงหน้าแดงก่ำ เธอค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นจากพื้น สองมือกำหมัดแน่น ดวงตาแดงก่ำอย่างน่าสงสาร
ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปาก หญิงสาวสองคนนั้นก็แสร้งทำเป็นตกใจและรีบเข้าไปขอโทษขอโพย
"อุ๊ย ขอโทษนะๆ พอดีว่าพวกเราไม่ทันระวังน่ะ"
"ซ่งถิง เธอเป็นคนจิตใจดีขนาดนี้ คงไม่โกรธพวกเราสองคนหรอกใช่ไหม"
ซ่งถิงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น พยายามอย่างสุดกำลังที่จะกลั้นน้ำตาเอาไว้ จากนั้นเธอก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา
เธอยืดอกเชิดคอขึ้นอย่างทระนง "ฉันรู้ว่าพวกเธอตั้งใจ แต่ในการแสดงวันแรงงาน... ฉันก็ยังเป็นคนร้องเดี่ยวอยู่ดี พวกเธอจะทำไม!"
คำพูดนี้ของเธอทำให้ทุกคนในห้องซ้อมเงียบกริบ แต่สายตาที่ทุกคนมองมาที่ซ่งถิงกลับเต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตรยิ่งกว่าเดิม
[จบบท]