บทที่ 435: เหนือฟ้ายังมีฟ้า
จินจวี๋รับปากไปทั้งที่ยังนึกไม่ออกว่าการมาของซ่งอวี้หน่วนจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้อย่างไร แต่เธอก็เลือกที่จะเชื่อใจเสี่ยวหน่วน
เธอไม่ได้โทรศัพท์หา แต่เลือกที่จะเดินทางไปยังคณะนาฏศิลป์แห่งชาติจีนอีกครั้งด้วยตัวเอง
ภาพที่เธอเห็นคือซ่งถิงกำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือเตรียมสอบอย่างขะมักเขม้น ไม่ว่าจะเป็นการสอบวิชาวัฒนธรรมครั้งไหน เธอก็มักจะทำคะแนนได้เป็นอันดับหนึ่งเสมอ
เดิมทีซ่งถิงมีกำหนดการไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยดนตรีในเดือนมีนาคมนี้ แต่เธอตัดสินใจเลือกเรียนหลักสูตรเต็มเวลาแทน ซึ่งอาจารย์จูม่านก็เห็นดีด้วย เพราะวิทยาลัยดนตรีตั้งอยู่ในปักกิ่ง หากมีเรื่องอะไรก็ยังไปมาหาสู่กันได้สะดวก
เมื่อตัดสินใจเช่นนั้นแล้ว การเข้าเรียนของเธอจึงถูกเลื่อนไปเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้แทน
จินจวี๋ไปถึงที่นั่นตอนพลบค่ำ ซ่งถิงกำลังนั่งทบทวนบทเรียนอยู่คนเดียวในห้องซ้อม แม้รอบกายจะมีทั้งคนที่ซ้อมเต้นและคนซ้อมร้องเพลง แต่ดูเหมือนเสียงเหล่านั้นจะไม่ได้รบกวนสมาธิของซ่งถิงเลยแม้แต่น้อย แววตาของหญิงสาวมุ่งมั่นอยู่กับตำราตรงหน้าอย่างแน่วแน่
เมื่อสังเกตดูดีๆ จินจวี๋ก็พบว่าคนอื่นๆ ไม่ได้มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับความมุ่งมั่นของซ่งถิงเสมอไป เพียงแต่ทุกคนต่างไม่คุ้นเคยกับเธอ และอาจจะยึดหลักว่าไม่ก้าวก่ายเรื่องของคนอื่นจะดีที่สุด เพราะอย่างไรเสียซ่งถิงก็เป็นนักร้อง ไม่น่าจะมีเรื่องขัดแย้งอะไรกับเหล่านักเต้นอยู่แล้ว
“พี่บอกเสี่ยวหน่วนแล้วนะ อีกสองวันแกจะมาถึงปักกิ่ง ช่วงนี้เธอกลับไปพักที่บ้านก่อนดีไหม” จินจวี๋เอ่ยขึ้น
ซ่งถิงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ เธอคาดไม่ถึงเลยว่าจินจวี๋จะนำเรื่องนี้ไปบอกซ่งอวี้หน่วน ทั้งที่เธอเป็นผู้ใหญ่แท้ๆ แต่กลับต้องให้หลานสาวที่เป็นเด็กมาช่วยจัดการปัญหาให้ ความรู้สึกละอายใจผุดขึ้นมาในอก
ตอนแรกจินจวี๋เองก็เผื่อใจไว้ว่าซ่งถิงอาจจะไม่พอใจที่เธอยื่นมือเข้าไปยุ่ง แต่ผิดคาด หลังจากใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซ่งถิงก็พยักหน้าตกลง หญิงสาวไม่รีรอที่จะไปขอลาหยุด แล้วเดินออกจากที่ทำงานมาพร้อมกับจินจวี๋ทันที
การที่เธอว่าง่ายแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายอะไรให้มากความ
ในขณะที่ซ่งถิงรู้สึกผิดต่อหลานสาว ในใจของเธอก็พลอยอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด แต่พอได้ยินว่าแม่ของเธอก็จะมาด้วย หญิงสาวถึงกับห่อคออย่างหวาดๆ นึกภาพออกเลยว่าถ้าแม่มาถึงจะต้องโดนดุชุดใหญ่แน่ๆ
‘เจ้าลูกไม่ได้เรื่อง!’
เสียงของแม่ดังก้องอยู่ในหัวของเธอแล้ว
***
ซ่งอวี้หน่วนวางหูโทรศัพท์ลง พลางถอนหายใจเบาๆ ในบรรดาคนบ้านสกุลซ่งทั้งหมด ซ่งถิงถือเป็นคนที่มีนิสัยอ่อนโยนและยอมคนมากที่สุด เธอไม่ค่อยโกรธใคร ปกติก็เป็นคนเรียบง่ายอารมณ์ดี จะมีก็แต่ตอนที่โมโหจนทนไม่ไหวจริงๆ เท่านั้นถึงจะระเบิดอารมณ์ออกมาเสียที
การที่ซ่งถิงยอมให้คนอย่างฉินซือฉีกดขี่ข่มเหงได้ ก็พอจะทำให้ซ่งอวี้หน่วนนึกภาพออกแล้วว่าอาของเธอมีนิสัยอย่างไร
หลังเลิกเรียนในตอนเที่ยง หญิงสาวจึงตรงไปยังแผนกวิเทศสัมพันธ์ของอำเภอหนานซาน ที่นี่มีโทรศัพท์สายตรงที่ขอติดตั้งไว้เพื่อการติดต่อสื่อสารกับภายนอกโดยเฉพาะ เพราะปัจจุบันอำเภอแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งทำเงินตราต่างประเทศที่สำคัญไปแล้ว
วันนี้เป็นวันสอบวัดผล แม้จะมีสอบทั้งช่วงเช้าและบ่าย แต่ซ่งอวี้หน่วนก็ตัดสินใจขออนุญาตอาจารย์ใหญ่ออกมาทำธุระ เมื่ออาจารย์ใหญ่ชุยได้เห็นกระดาษคำตอบของเธอที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็อนุญาตโดยไม่ซักถามอะไรอีก
เด็กคนนี้ช่างเหมือนน้าเล็กของเธอไม่มีผิด เป็นอัจฉริยะโดยแท้ และการจะนำมาตรฐานของนักเรียนทั่วไปมาใช้กับอัจฉริยะนั้น มีแต่จะสร้างความเหนื่อยหน่ายให้ทั้งสองฝ่าย ตราบใดที่ผลการเรียนไม่ตกหล่น ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
อีกอย่าง ถึงแม้ซ่งอวี้หน่วนจะลาหยุดบ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งที่เธอมาโรงเรียน เธอก็เป็นนักเรียนที่โดดเด่นที่สุดเสมอ ไม่เพียงแค่เรียนเก่ง แต่ยังน้ำใจงาม คอยช่วยเหลือเพื่อนๆ อยู่เสมอ
การจัดตั้งกลุ่มติวหนังสือของเธอเพียงภาคเรียนเดียว ก็สามารถดึงคะแนนเฉลี่ยของทั้งห้องให้สูงขึ้นถึง 20 คะแนน ทำให้อาจารย์ประจำชั้นอดที่จะยิ้มแก้มปริทุกครั้งที่เอ่ยถึงเธอไม่ได้
และได้แต่เสียดายว่าทั้งชีวิตการเป็นครูของตน อาจมีโอกาสได้พบเจอนักเรียนแบบนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง ซ่งอวี้หน่วนจึงได้รับความอนุเคราะห์เป็นพิเศษตลอดเวลา
ส่วนเพื่อนร่วมชั้นก็ไม่มีใครคิดอิจฉาเธอเลย เพราะเมื่อใครคนหนึ่งอยู่สูงเกินกว่าจะเอื้อมถึง ความริษยาก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความชื่นชมแทน และในเร็วๆ นี้ ซ่งอวี้หน่วนก็กำลังจะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนักเรียนดีเด่น 3 ด้านในระดับมณฑลอีกด้วย
ซ่งอวี้หน่วนเพิ่งจะกลับมาเรียนได้ไม่กี่วันหลังจากลาหยุดไป เบอร์โทรศัพท์ของซ่างกวนเหิงนั้นเธอได้มาตั้งแต่ตอนไปร่วมงานแสดงสินค้าที่หนานเฉิงแล้ว
ต่อให้ฆ่ากันให้ตาย ซ่างกวนเหิงก็ไม่มีวันคาดคิดว่าเด็กสาวอย่างซ่งอวี้หน่วนจะโทรศัพท์มาหาเขาจริงๆ ตอนที่รับสาย ชายชราถึงกับตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ สมองของเขาว่างเปล่า ประมวลผลไม่ทันเลยทีเดียว
ซ่งอวี้หน่วนแย้มยิ้มขณะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานน่าฟัง ปราศจากรังสีคุกคามใดๆ “ประธานซ่างกวน ไม่ได้พบกันนาน สบายดีไหมคะ พอจะจำเสียงฉันได้หรือเปล่าเอ่ย แต่คิดว่าท่านคงจำไม่ได้แน่ๆ งั้นขออนุญาตแนะนำตัวอีกครั้งนะคะ ฉันซ่งอวี้หน่วนค่ะ เราเคยพบกันที่งานแสดงสินค้าในหนานเฉิง พอจะนึกออกหรือยังคะ”
เวลานั้นซ่างกวนเหิงกำลังนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานของเขา เขายังจำได้ว่าตอนอยู่ที่หนานเฉิง เด็กสาวคนนี้ขอเบอร์โทรศัพท์ทั้งที่ทำงานและที่บ้านของเขาไป ซึ่งเขาก็ให้เบอร์จริงไปทั้งหมด
ลึกๆ แล้วเขาสงสัยมาตลอดว่าซ่งอวี้หน่วนอาจมีเส้นสายบางอย่างในฮ่องกง แต่หลังจากให้เบอร์ไป เขาก็คิดว่าเด็กเหลือขอคนนี้จะกล้าโทรหาเขาได้อย่างไรกัน คงเป็นแค่การลองเชิงกันมากกว่า
เสียงที่ดังออกมาจากปลายสายคือเสียงของเด็กปีศาจคนนี้...
ซ่างกวนเหิงขมวดคิ้วสงสัยว่าเธอโทรมาด้วยจุดประสงค์อะไร ทั้งที่เขาก็รู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับซ่างกวนหว่านและจางเอ้อร์กูในปักกิ่งแล้ว
ที่ผ่านมาเขาเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวจางเอ้อร์กูมาตลอด มองว่าหญิงชราเป็นยอดฝีมือผู้หลุดพ้นจากโลกภายนอก ทุกครั้งที่ต้องควักเงินจ่ายจึงไม่เคยลังเลแม้แต่น้อย
แต่ใครจะคิดว่าพอไปถึงปักกิ่ง เธอกลับทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง บอกว่าเป็นคนของสำนักเสวียนเหมิน แต่จนป่านนี้ยังไม่เห็นวี่แววของใครเลย
จะบอกว่าเป็นนักต้มตุ๋นก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะจางเอ้อร์กูก็มีวิชาความสามารถจริงๆ เรื่องนี้เขาเคยพิสูจน์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน คงได้แต่พูดว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าสินะ
ตอนนี้ทั้งจางเอ้อร์กูและลูกสาวคงกำลังถูกส่งไปปรับทัศนคติอยู่ที่ไหนสักแห่ง คิดแล้วก็น่าหัวเราะสิ้นดี
หรือว่าซ่งอวี้หน่วนจะโทรมาเพื่อคิดบัญชีกับเรื่องนี้กันแน่
เขาหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้เป็นมิตรและเอ่ยตอบกลับไป “อ้าว นั่นเสี่ยวหน่วนเองเหรอ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเนี่ย โทรมามีธุระอะไรรึเปล่า”
“ที่ฉันโทรมาหาท่านก็ต้องมีธุระอยู่แล้วค่ะ เป็นเรื่องของลูกสาวท่านนั่นแหละ ท่านคงรู้เรื่องหมดแล้วใช่ไหมคะ ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าซ่างกวนหว่านอายุยังน้อย แต่กลับไม่รักดี ไปมั่วสุมอยู่กับนักต้มตุ๋นเฒ่าจนโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยเกษตร”
ซ่งอวี้หน่วนรัวคำพูดใส่ทันที
“ในตอนนั้นคุณตาเซี่ยก็มีน้ำใจมากพอแล้วนะคะที่อุตส่าห์ใช้เส้นสายฝากลูกสาวท่านให้เข้าเรียนได้ ทั้งที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรสำหรับเด็กแถวบ้านเรามันยากแสนยากขนาดไหน”
“ท่านรู้ไหมคะว่าเด็กหลายคนต้องทำคะแนนให้ติดอันดับต้นๆ ของเมืองหรือของมณฑลถึงจะมีโอกาส แต่ลูกสาวท่านกลับได้เข้าไปเรียนอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องออกแรงอะไรเลย แต่เธอกลับไม่เห็นคุณค่าของโอกาสนั้น ยังคิดไปร่วมมือกับจางเอ้อร์กูใช้ยาหลอนประสาทมาทำร้ายฉันอีก”
“สุดท้ายกลายเป็นว่าแผนการทั้งหมดกลับย้อนมาทำร้ายตัวเอง นอกจากจะโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยเกษตรแล้ว ยังต้องถูกส่งตัวไปเข้าค่ายปรับทัศนคติอีกด้วย”
“ประธานซ่างกวนคะ เรื่องทั้งหมดนี้ ท่านไม่คิดว่าควรจะอธิบายอะไรกับฉันหน่อยเหรอคะ”
“ก็ได้รับบทเรียนไปแล้วไม่ใช่หรือไง” ซ่างกวนเหิงตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ถูกขังอยู่ที่สถานีตำรวจเป็นเดือน ส่วนที่ค่ายปรับทัศนคตินั่น ก็ได้ยินว่าจะต้องอยู่นานขึ้นอีกเดือน”
“พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วฉันก็อดผิดหวังในตัวเธอไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะ เขาให้อบรมอะไรก็ควรจะทำตามไป ไม่เห็นต้องไปตั้งแง่แข็งข้อเลย ผู้ชายต้องรู้จักยืดหยุ่นฉันใด ผู้หญิงก็ต้องเป็นฉันนั้น เรื่องนี้ลูกสาวท่านไม่เหมือนท่านเลยสักนิดเดียว ไม่ได้นิสัยของท่านมาแม้แต่ปลายเล็บ”
ซ่างกวนเหิง “...”
ตกลงแล้วเด็กนี่โทรมาเพื่ออะไรกันแน่ แค่จะมาสั่งสอนเขาว่าเลี้ยงลูกไม่เป็น หรือว่ากำลังวางแผนร้ายอะไรอยู่ในใจ
จู่ๆ ซ่างกวนเหิงก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา เขานึกอยากจะกระแทกหูโทรศัพท์ทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด ถ้าเป็นสายของคนอื่นที่เขาไม่อยากคุยด้วยล่ะก็ เขาคงวางสายไปตั้งแต่วินาทีแรกที่อีกฝ่ายเอ่ยปากแล้ว
แต่คู่สนทนาคือซ่งอี้หน่วน เขาเลยไม่กล้าพอ ในใจร้อนรุ่มไปด้วยความโกรธและความขุ่นเคือง แต่กลับทำได้เพียงกำหูโทรศัพท์ไว้แน่น ไม่มีความคิดที่จะวางสายเลยแม้แต่น้อย
ซ่างกวนเหิงพยายามข่มอารมณ์กรุ่นโกรธแล้วถามกลับไป “อุตส่าห์โทรทางไกลมาขนาดนี้ ตกลงว่าเธอต้องการอะไรกันแน่ พูดกันนานขนาดนี้ ค่าโทรศัพท์คงไม่น้อยเลยนะ”
“อุ๊ยตายจริง!” ซ่งอี้หน่วนแสร้งทำเสียงตกใจ “ถ้าท่านไม่ทักฉันก็ลืมไปสนิทเลยค่ะ นี่ก็เป็นเพราะลูกสาวของท่านแท้ๆ ที่ทำให้ฉันต้องมาเสียเวลายืดยาวขนาดนี้”
ซ่างกวนเหิงแทบอยากจะบีบหูโทรศัพท์ในมือให้แหลกละเอียด
ตกลงแล้วเธอต้องการอะไรจากเขากันแน่!
[จบบท]