บทที่ 437: ไม่ได้จะไปหาเรื่องใคร
ระหว่างที่ย่าซ่งกำลังง่วนอยู่กับการจัดข้าวของ ซ่งอวี้หน่วนก็ถือโอกาสเข้าไปกระซิบเล่าเรื่องที่อาหญิงถูกเพื่อนร่วมงานกีดกันและรังแกให้ฟังอย่างเงียบๆ
พอได้ฟังเรื่องราว ขอบตาของย่าซ่งก็แดงก่ำขึ้นมาทันที ในใจพลันรู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่ได้แปลกใจกับสิ่งที่ได้ยินนัก
“...ก็ขนาดคนในหมู่บ้านเรา ถ้ามีคนต่างถิ่นย้ายเข้ามา พวกชาวบ้านก็ยังตั้งแง่รังแกคนใหม่เลย นับประสาอะไรกับอาของหลานที่เป็นแค่สาวบ้านนอกธรรมดาๆ”
“แต่เพราะมีหลานคอยหนุนหลังถึงได้ดีมีหน้ามีตา คนพวกนั้นก็เลยอิจฉาแล้วก็ไม่พอใจกันน่ะสิ”
พูดจบหญิงชราก็กัดฟันด้วยความโมโห “อาของหลานนี่มันโง่จริงๆ คิดว่าแค่เงียบแล้วทนๆ ไปทุกอย่างจะดีขึ้น แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนเลยสักนิด”
“เรื่องไหนควรทนก็ต้องทน เรื่องไหนที่ไม่ไหวก็ต้องสู้กลับไปบ้าง ไม่อย่างนั้นคงโดนพวกนั้นรังแกจนตายกันพอดี”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับ “จริงอย่างที่ย่าว่าเลยค่ะ”
ย่าซ่งเหลือบมองหลานสาวแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ย “เสี่ยวหน่วน ย่าไม่ใช่คนขี้ขลาดหรอกนะ แต่เราจะทำอะไรก็ต้องคิดให้มันรอบคอบก่อนเสมอ”
“เราไปที่นั่น ไม่ได้จะไปก่อเรื่องกับใคร”
“อีกอย่างหลานก็ยังเด็ก ยังต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถึงตอนนี้จะเรียนเก่งแค่ไหน ก็ไม่ควรเอาใจไปวอกแวกกับเรื่องไร้สาระพวกนี้”
“เอางี้ดีไหม ย่ากับแม่ของหลานจะไปปักกิ่งกันเอง ส่วนหลานก็อยู่บ้านตั้งใจอ่านหนังสือไป”
ซ่งอวี้หน่วนรู้ดีว่าย่าเป็นห่วงและไม่อยากให้เธอต้องไปมีเรื่องมีราวกับใคร
เธอเข้าไปควงแขนย่าซ่งแล้วเขย่าเบาๆ อย่างออดอ้อน “โธ่ย่าคะ หนูลาหยุดเรียบร้อยแล้วค่ะ ช่วงที่ไม่มีอะไรทำหนูก็จะทบทวนบทเรียน อย่างตอนนั่งรถไฟหนูก็อ่านหนังสือได้นี่คะ อีกอย่างที่หนูจะไปปักกิ่งก็เพราะมีเรื่องสำคัญมากๆ ต้องไปทำด้วย แต่ตอนนี้มันยังไม่ลงตัว หนูก็เลยยังบอกไม่ได้...”
ย่าซ่งเจอหลานสาวอ้อนเข้าหน่อยก็ใจอ่อนยวบ
ซ่งอวี้หน่วนรีบพูดต่อทันที “ที่ย่าพูดก็ถูกค่ะ เราไปปักกิ่ง ไม่ได้จะไปทะเลาะกับใคร ที่จริงคำพูดของอาก็ไม่ผิดนะคะ อย่างตอนที่หนูย้ายไปโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งใหม่ๆ ก็มีเพื่อนตั้งหลายคนไม่ชอบหน้าหนู แถมยังคิดจะใส่ร้ายหนูอีก แต่สุดท้ายก็โดนหนูจัดการซะอยู่หมัดจนไม่กล้าหืออีกเลย”
เรื่องนี้ย่าซ่งเองก็เคยได้ยินมาบ้าง
หญิงชราเอื้อมมือไปหยิกแก้มขาวนวลของหลานสาวเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “ถ้าอาของหลานได้อย่างหลานสักเสี้ยวหนึ่งก็คงจะดี”
วันนั้นซ่งถิงเพิ่งจะลาหยุดเสร็จพอดี เธอจึงถือโอกาสนำของไปเยี่ยมสือจิ่งหลันเพื่อนร่วมห้องคนเก่าของเธอ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเอ่ยปากถามเพื่อน
เธอถามย้ำไปหลายครั้งแล้วว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นเกิดจากมีคนผลักเธอหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ เธอจะรีบไปแจ้งความให้ทันที แต่สือจิ่งหลันเอาแต่ก้มหน้านิ่ง ไม่ยอมปริปากพูดอะไร
ซ่งถิงจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “จิ่งหลัน ฉันลาหยุดมาสองสามวัน ส่วนหนึ่งเพราะมีธุระต้องทำ แต่อีกส่วนก็ตั้งใจว่าจะมาคุยกับเธอให้รู้เรื่อง”
“ตั้งแต่วันแรกที่ฉันย้ายเข้าไปที่เขตหนึ่งของคณะนาฏศิลป์ เธอก็เป็นเพื่อนร่วมห้องของฉันมาตลอด”
“เธอไม่เคยดูถูกฉันเลย แถมยังใจดีกับฉันมาก คอยสอนอะไรตั้งหลายอย่าง ทุกอย่างที่เธอทำให้ฉันไม่เคยลืมเลยสักนิดเดียว”
“วันที่เธอตกบันได ตอนนั้นข้างหลังเธอก็มีคนยืนอยู่ตั้งหลายคน”
“เธอล้มลงไปเองจริงๆ เหรอ ไม่ได้มีเรื่องอื่นแอบแฝงแน่นะ”
“จิ่งหลัน ถ้าเธอกลัวว่าจะไปสร้างศัตรู เราก็ไม่ต้องแจ้งความก็ได้ แค่เธอบอกฉันมาว่าคนนั้นเป็นใคร ฉันจะไปคุยกับอาจารย์ให้ จะต้องหาทางเอาความยุติธรรมกลับมาให้เธอให้ได้”
“อ้อ แล้วฉันก็อยากจะพาเธอไปให้อารองของฉันช่วยรักษาอาการให้ด้วย ฉันคุยกับท่านไว้แล้ว ท่านบอกว่าถ้าเธอไม่อยากไปที่ย่านที่พักอาศัยอู๋ถง ท่านจะมาดูอาการให้ที่บ้านก็ได้ เรื่องแบบนี้ปล่อยไว้นานไม่ดีนะ ต้องรีบรักษา จะได้ไม่มีอาการอะไรแทรกซ้อนทีหลัง...”
สือจิ่งหลันทำท่าจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่พ่อกับแม่ของเธอที่แอบฟังอยู่หน้าประตูก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
แม่สือผลักประตูเข้ามาในห้อง แล้วหันไปปรามให้สามีรออยู่ข้างนอก ไม่ต้องพูดอะไร
เธอยกนิ้วชี้ไปที่ลูกสาวของตัวเอง “ถิงถิงเขาอุตส่าห์ทำเพื่อแกขนาดนี้แล้ว แกยังจะปิดปากเงียบอยู่อีก ตกลงจะเอายังไงกันแน่ฮะ”
“ถ้ามีคนผลักแกจริงๆ ทำไมต้องทนเก็บเงียบไว้คนเดียวด้วย”
“คนแบบนั้นใจคอมันโหดเหี้ยมอำมหิตแค่ไหน เขาตั้งใจจะทำลายชีวิตแกทั้งชีวิตเลยนะ ทำไมแกต้องไปปกป้องมันด้วย”
“หรือว่าแกมีจุดอ่อนอะไรให้มันกุมไว้งั้นเหรอ”
สือจิ่งหลันทั้งอับอายทั้งโกรธจนน้ำตาไหลอาบแก้ม “หนู... หนูจะมีจุดอ่อนอะไรให้พวกนั้นกุมได้ยังไงกันคะ”
“ตอนนั้นข้างหลังมีคนตั้งหลายคน หนูรู้แค่ว่าเหมือนมีคนผลัก แต่หนูไม่รู้ว่าเป็นใคร”
“อาจารย์ก็เรียกทุกคนไปคุยแล้ว แต่ไม่มีใครยอมรับเลยสักคน”
“แถมยังมีคนมาขู่หนูด้วย บอกว่าถ้ายังพูดจาเหลวไหลไม่เลิก จะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจข้อหาหมิ่นประมาท”
“ในเมื่อพวกนั้นกล้าท้าให้ไปแจ้งความ ก็แสดงว่าไม่ใช่ฝีมือของพวกนั้นแน่ๆ”
“ที่หนูไม่ยอมพูด ก็เพราะหนูไม่มีหลักฐานอะไรเลยจริงๆ”
“บางทีอาจจะเป็นแค่อุบัติเหตุ เขาอาจจะแค่เผลอมาชนหนู แต่ไม่กล้าพูดความจริงก็ได้”
“อีกอย่างพวกนั้นก็เป็นกลุ่มที่สนิทกันมากด้วย...”
นิสัยของสือจิ่งหลันนั้นคล้ายคลึงกับซ่งถิงอยู่ไม่น้อย คงเป็นเพราะเหตุนี้จูม่านถึงได้จัดให้ทั้งสองคนมาอยู่ห้องเดียวกัน
พ่อสือซึ่งยืนฟังอยู่หน้าประตูทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงเปิดประตูเข้ามาในห้องแล้วพูดขึ้น “...อย่าเพิ่งพูดเรื่องอื่นเลย ตอนนี้เรื่องด่วนที่สุดคือต้องรักษาข้อเท้าของแกให้หายดี แล้วรีบกลับไปทำงาน”
“ยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่ดี”
“แล้วผู้เฒ่าจี้เป็นใครกัน ท่านเป็นถึงบุคคลสำคัญนะ เราจะไปมีหน้ามีตาขนาดไหนถึงกล้าให้ท่านผู้เฒ่ามาดูอาการให้ถึงที่บ้านได้”
อันที่จริง ตอนที่ซ่งถิงเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาครั้งแรก สองสามีภรรยาก็ยังไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไหร่นัก อีกทั้งยังคิดว่าอาการบาดเจ็บแค่นี้ แค่พักฟื้นให้ดีๆ ก็คงไม่เป็นอะไรมาก
แต่มาถึงตอนนี้พวกเขาเชื่อสนิทใจแล้ว เพราะขนาดผู้เฒ่าจี้ยังยอมเสียสละเวลามาตรวจดูอาการให้ถึงบ้าน
ซ่งถิงถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะรีบพาสือจิ่งหลันและครอบครัวเดินทางไปยังย่านที่พักอาศัยอู๋ถงในทันที
เมื่อไปถึงเขตทดลองส่วนตัวของผู้เฒ่าจี้ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่ง ทั้งสามคนถึงได้เชื่ออย่างสนิทใจว่าซ่งถิงมีเส้นสายทางสังคมที่น่าทึ่งจริงๆ
***
ซ่งอวี้หน่วนก็รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับย่าซ่งอย่างเคร่งครัด
ความขยันหมั่นเพียรของเธอนั้นเป็นที่ประจักษ์ แม้กระทั่งตอนอยู่บนรถไฟ เธอก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือและทำข้อสอบอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ภาพดังกล่าวสร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารคนอื่นๆ เป็นอย่างมาก จนทุกคนต่างเอ่ยปากชมเป็นเสียงเดียวกัน
มีผู้โดยสารคนหนึ่งเอ่ยกับย่าซ่งว่า “คุณยายคะ หลานสาวกำลังอยู่ในวัยเรียนแท้ๆ ทำไมถึงพาออกมาเที่ยวเล่นในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ล่ะคะ”
เมื่อรถไฟเดินทางมาถึงสถานีประจำเทศมณฑล ก็มีกลุ่มชาวต่างชาติขึ้นมาบนขบวน ดูจากลักษณะแล้วน่าจะเป็นคนจากประเทศ W พวกเขามาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกโดยเฉพาะ และดูเหมือนว่าจะเดินทางไปปักกิ่งเช่นเดียวกัน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่าง คือพวกเขาได้นั่งในตู้นอนชั้นดี ส่วนซ่งอวี้หน่วนกับย่านั่งในตู้นอนธรรมดา ซึ่งตั๋วนี้ก็ต้องอาศัยบารมีของรองหัวหน้าอำเภอจ้าวช่วยพูดกับคนในสถานีถึงจะได้มา
ตู้นอนทั้งสองประเภทถูกคั่นกลางไว้ด้วยตู้โดยสารอีกหนึ่งตู้
เมื่อถึงเวลามื้อเย็น ทุกคนต่างก็ต้องรับประทานอาหารกันบนรถไฟ
ซ่งอวี้หน่วนหยิบแก้วเหล็กเคลือบใบใหญ่ออกมา ภายในมีบะหมี่อีเหมี่ยนสูตรพิเศษของบ้านที่ทอดจนกรอบหอมกรุ่น ส่วนเครื่องปรุงก็คือซอสไก่ตุ๋นกับเนื้อสับสูตรเด็ดของคุณแม่เซี่ยกุ้ยหลานที่บรรจุอยู่ในขวดแก้วอย่างดี
แม้จะไม่มีผักอบแห้งเหมือนสมัยใหม่ แต่ย่าซ่งก็ได้เตรียมหอมแดงมาด้วย ถึงกลิ่นจะฉุนและเผ็ดไปสักหน่อย แต่พอใช้มีดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปในชาม ก็ช่วยชูรสชาติให้อร่อยขึ้นอีกเป็นกอง
ในยุคนี้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก คนส่วนใหญ่จึงยังไม่รู้จักว่ามันคืออะไร
ถึงแม้ว่าจะมีโรงงานที่ผลิตในประเทศอยู่บ้าง โดยเฉพาะที่เมืองเซี่ยงไฮ้กับปักกิ่ง แต่รสชาติที่ทำกินเองที่บ้านก็อร่อยไม่แพ้กัน
เมื่อเติมน้ำร้อนลงไป กลิ่นหอมของบะหมี่ก็ไม่ได้รุนแรงจนถึงขนาดทำให้เด็กคนอื่นร้องไห้อยากกิน
แต่ที่สำคัญที่สุดคือย่าของเธอจะได้กินอาหารร้อนๆ คลายหนาว หลักๆ แล้วเธอทำก็เพื่อย่าของเธอทั้งนั้น
แต่ระหว่างที่กำลังกินกันอยู่นั้นเอง ซ่งอวี้หน่วนก็สังเกตเห็นพนักงานรถไฟคนหนึ่งเดินมาทางนี้ด้วยท่าทีร้อนรนและสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
พวกเขาหยุดยืนซุบซิบกันอยู่ตรงประตู
“นี่เป็นภารกิจต้อนรับด่วน พวกเราไม่มีส้อมเลยสักอัน”
“คนอื่นน่ะไม่เท่าไหร่ แต่เด็กผู้หญิงที่ชื่ออาลีน่านั่นน่ะสิ ไม่ยอมใช้ทั้งช้อนทั้งตะเกียบ จะใช้แต่ส้อมกินบะหมี่ท่าเดียวเลย”
“แถมยังโวยวายอีกว่าที่นี่มันแย่มาก ไม่มีแม้แต่ส้อม ล้าหลังจริงๆ แล้วก็ร้องไห้จะลงจากรถให้ได้ แต่ช่วงนี้มีแต่สถานีเล็กๆ กว่าจะถึงสถานีหน้าก็อีกตั้งสองชั่วโมง”
“เฮ้อ ถ้ารู้แบบนี้น่าจะเตรียมส้อมไว้บ้างนะ”
“ส้อมอะไรกัน ไม่ต้องไปเตรียมให้หรอก เดี๋ยวจะเคยตัว เด็กนั่นยังคิดว่าส้อมมันวิเศษวิโสมาจากไหน มาว่าเราล้าหลังอีก ตัวเองนั่นแหละที่ไม่รู้เรื่องอะไร จริงๆ แล้วส้อมน่ะบรรพบุรุษเราเป็นคนคิดค้นขึ้นมานะ ที่เลิกใช้ไปก็เพราะมันใช้ง่ายเกินไปต่างหาก ถึงได้เปลี่ยนมาเป็นตะเกียบ”
“ตะเกียบสิดีกว่าตั้งเยอะ เป็นสัญลักษณ์ของฟ้ากลมดินเหลี่ยม มีความหมายลึกซึ้งจะตาย”
“ฉันว่ามีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ใช้ส้อม”
“ชู่ว์! พูดเบาๆ หน่อยสิ”
“จะกลัวอะไรล่ะ ยังไงพวกนั้นก็ฟังไม่ออกอยู่แล้ว”
ซ่งอวี้หน่วนก้มลงมองส้อมไม้ใช้แล้วทิ้งที่คุณปู่ทำขึ้นมาเพื่อให้เธอกินบะหมี่ได้สะดวกๆ
“...”
สรุปว่า... ฉันก็เป็นคนโง่สินะ
ทั้งๆ ที่มันก็แค่ของที่ใช้แล้วทิ้งเพื่อความสะดวกสบายเท่านั้นเอง...
[จบบท]