บทที่ 440: พลังที่แท้จริง
หลังจากเข้าบ้านแล้ว สุดท้ายย่าซ่งก็อดรนทนไม่ไหว ต้องคาดคั้นเอาความจริงจากซ่งถิงจนได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ตอนแรกซ่งถิงยังคงอ้ำอึ้งไม่กล้าพูด แต่พอโดนฝ่ามือหนักๆ ของย่าซ่งฟาดเข้าที่กลางหลังฉาดใหญ่ เธอก็ยอมเปิดปากเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ได้เจอมาตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่แต่โดยดี
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ย่าซ่งก็โกรธจนตัวสั่น ทำไมคนสมัยนี้ถึงได้ใจร้ายใจดำกันขนาดนี้ คนซื่อๆ ใจดีมีไว้ให้รังแกหรืออย่างไรกัน ช่างเป็นเรื่องที่น่าเจ็บใจจนไม่รู้จะไประบายที่ไหน
“คุณอาคะ พรุ่งนี้หนูจะไปที่ทำงานกับคุณอาด้วย” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
ซ่งถิงก้มหน้าดึงชายเสื้อของตัวเองด้วยความรู้สึกละอายใจ พึมพำออกมาอย่างยากลำบาก “เอ่อ...เสี่ยวหน่วน...คืออา...”
“มีอะไรจะพูดกับหลานตัวเองไม่ได้ฮึ” ย่าซ่งมองลูกสาวอย่างไม่สบอารมณ์
ซ่งถิงสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบตอบหลานสาว “ได้สิจ๊ะเสี่ยวหน่วน พรุ่งนี้อาจะพาไปเดินเที่ยวที่ทำงานของอาเอง”
“หนูไม่ได้จะไปเดินเที่ยวนะคะ” ซ่งอวี้หน่วนอธิบาย “หนูตั้งใจจะไปคุยธุระกับอาจารย์จูม่านค่ะ”
ซ่งถิงถึงกับตาโต “คุยธุระเหรอ คุยเรื่องอะไรกัน”
“เรื่องที่สมาพันธ์ธุรกิจแห่งฮ่องกงจะเชิญคณะการแสดงของคุณอาไปเปิดการแสดงที่ฮ่องกงค่ะ”
คำตอบของหลานสาวทำให้ซ่งถิงตกใจจนอ้าปากค้าง เช่นเดียวกับย่าซ่งที่ตะลึงงันไปเลย
และคนที่ตกตะลึงไม่แพ้กันก็คือจูม่าน เธอรู้ดีว่าเด็กสาวคนนี้มีความสามารถ แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะทรงอิทธิพลได้ถึงเพียงนี้
เมื่อเช้านี้เองที่เธอได้รับโทรศัพท์สายตรงจากผู้บริหารระดับสูง ตามด้วยสายจากประธานหลิ่วเป็นการส่วนตัว ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคำเชิญครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นได้เพราะซ่งอวี้หน่วนเป็นคนผลักดัน
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ทางฮ่องกงจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดการเดินทาง เท่ากับว่าหน้าที่ของคณะการแสดงมีเพียงฝึกซ้อมและขึ้นแสดงให้ดีที่สุดเท่านั้น เรื่องจุกจิกอื่นใดไม่ต้องกังวลเลยแม้แต่น้อย
แถมเนื้อหาการแสดงก็ยังเปิดกว้าง ไม่มีการกำหนดหัวข้อหรือข้อบังคับใดๆ ให้วุ่นวายใจ อีกทั้งทางผู้จัดยังแจ้งว่าจะเชิญเหล่าผู้อาวุโสที่เคยเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อชาติในอดีตมาร่วมชมการแสดงด้วย ซึ่งนัยสำคัญที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะประเมินได้
คนที่เดินทางมาพร้อมกับข่าวดีนี้ยังมีจงเส้าชิง ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีบอดี้การ์ดคู่ใจอย่างอาต้าและอาเฉิงติดตามมาด้วย ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ทั้งสองคน แค่ยืนนิ่งๆ อยู่ด้านหลังก็แผ่รังสีคุกคามออกมาจนน่าเกรงขาม
จงเส้าชิงจัดการทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เขาประสานงานจนเรื่องทุกอย่างลุล่วงเรียบร้อยภายในวันเดียว ไม่ปล่อยให้ยืดเยื้อข้ามคืน ซึ่งส่วนสำคัญก็มาจากการที่ประธานหลิ่วให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง
เขามองว่าการแก้แค้นของจงเส้าชิงใกล้จะเป็นจริงแล้ว และการที่เด็กหนุ่มแสดงความใกล้ชิดสนิทสนมกับเขาก็ทำให้รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง นี่ยังไม่นับรวมของขวัญแรกพบชิ้นโตที่ได้รับอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น การแลกเปลี่ยนสินค้าของบริษัทฟานหัวในครั้งนี้ก็สร้างเสียงฮือฮาไปถึงฮ่องกง หยกที่ได้มาถึงแม้จะมีคุณภาพคละเคล้ากันไป แต่ขนาดชิ้นที่ด้อยที่สุดก็ยังงดงามพอที่จะนำไปรังสรรค์เป็นเครื่องประดับชิ้นย่อยๆ ได้อย่างสบาย
เป็นที่รู้กันดีว่าในตลาดฮ่องกงนั้น หยกคุณภาพระดับ A หาได้ยากยิ่ง ส่วนใหญ่ที่พบเห็นมักเป็นเกรด C ในขณะที่บรรดาเศรษฐีฮ่องกงกลับมีความหลงใหลในหยกเป็นชีวิตจิตใจ
ซ่งอวี้หน่วนหันไปส่งยิ้มหวานหยดให้กับจูม่าน “รองหัวหน้าคณะจูคะ หนูขออนุญาตเข้าไปเดินชมด้านในกับคุณอาได้ไหมคะ”
“ได้สิจ๊ะ ได้เลย”
จูม่านจึงอาสาเป็นผู้นำทางด้วยตัวเอง พาคณะของซ่งอวี้หน่วนเดินสำรวจไปทั่วบริเวณ จนทุกคนเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตากับเหล่านักแสดงเกือบทั้งหมด
หลิ่วเสียกับเพื่อนๆ กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการฝึกซ้อมในห้องซ้อมใหญ่ จงเส้าชิงแสดงมารยาทอย่างดีเยี่ยม ทุกย่างก้าวของเขาจะหยุดรอเพื่อขอความเห็นจากซ่งอวี้หน่วนก่อนเสมอ
เมื่อมาถึงหน้าห้องซ้อม เขาก็หยุดยืนรออยู่ด้านนอก ไม่ก้าวเข้าไปด้านในจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากหญิงสาว
ถึงกระนั้น การปรากฏตัวของกลุ่มคนที่ไม่คุ้นหน้าก็ดึงดูดสายตาของทุกคนในห้องซ้อมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเห็นซ่งถิงที่ยืนยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ข้างๆ
ต้วนฉู่ฉู่ที่ยืนอยู่มุมในสุดของห้องถึงกับหน้าตึงขึ้นมา นังซ่งถิงสารเลว นึกว่าเป็นคนซื่อบื้อขี้ขลาดมาตลอด ที่แท้ก็แอบไปหาที่พึ่งมานี่เอง
สายตาอาฆาตแค้นที่ส่งมาจากต้วนฉู่ฉู่ไม่อาจรอดพ้นการรับรู้ของซ่งอวี้หน่วนไปได้
หญิงสาวหรี่ตาลงเล็กน้อย แม้จะยังไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นต่อหน้า แต่สัญชาตญาณของเธอบอกชัดเจนว่าผู้หญิงคนนี้คือต้นตอของเรื่องราวทั้งหมดที่ทำให้อาหญิงของเธอต้องเจ็บช้ำน้ำใจ
คุณอาของเธอเป็นคนซื่อๆแล้วอย่างไร คนซื่อๆไม่ได้มีไว้ให้ใครรังแกนะ การกระทำแบบนี้มันต้องชดใช้!
ซ่งอวี้หน่วนหันไปหาจงเส้าชิง “ที่นี่คือห้องซ้อมของคณะนาฏศิลป์คณะที่หนึ่ง ในฐานะที่คุณเป็นหนึ่งในผู้จัดงาน คุณก็ควรจะเข้ามาดูให้เห็นกับตาสักหน่อยนะคะ”
จูม่านเหลือบมองซ่งอวี้หน่วนแวบหนึ่ง ก่อนจะได้รับรอยยิ้มหวานหยดย้อยกลับมาเป็นคำตอบ เธอจึงตัดสินใจพูดขึ้นเสียงดัง “ทุกคน! มาทางนี้หน่อยค่ะ อาจารย์มีข่าวดีจะประกาศให้ทราบ”
เพียงชั่วพริบตา ข่าวดีที่จูม่านประกาศก็แพร่สะพัดไปทั่วห้องซ้อม ว่าคณะนาฏศิลป์ที่หนึ่งที่พวกเขาประจำอยู่ กำลังจะได้รับเกียรติให้เดินทางไปเปิดการแสดงที่ฮ่องกงในอีกไม่ช้านี้
เมื่อได้ยินว่าจะได้ไปฮ่องกง บรรยากาศในห้องก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี ไม่มีใครเลยที่จะไม่ตื่นเต้นกับโอกาสครั้งสำคัญนี้ ทุกคนต่างมีแววตาเป็นประกายด้วยความหวังจับจ้องไปยังจูม่านเป็นตาเดียว ต่างสงสัยใคร่รู้ว่าพวกเขาจะได้ไปกันครบทุกคน หรือจะต้องผ่านการคัดเลือกเหมือนเช่นเคย
แน่นอนว่าทุกคนต่างคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ไปกันทั้งคณะ เพราะทุกครั้งที่มีการแสดงนอกสถานที่ ก็มักจะมีการคัดเลือกตัวนักแสดงเสมอ
ทว่าสายตาของจูม่านกลับทอดมองไปยังซ่งอวี้หน่วน หญิงสาวผู้เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมด เธอไม่ได้แนะนำซ่งอวี้หน่วนในฐานะหลานสาวของซ่งถิง แต่ประกาศกร้าวถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอ นั่นคือผู้ก่อตั้งบริษัทนำเข้าและส่งออกฟานหัว และยังเป็นประธานที่อายุน้อยที่สุดของประเทศจีนในปัจจุบันนี้
“การเดินทางไปฮ่องกงในครั้งนี้ เกิดขึ้นได้จากการผลักดันของคุณซ่งอวี้หน่วนค่ะ”
จูม่านรู้ดีว่าผู้บริหารระดับสูงเองก็มีความคิดที่จะนำคณะไปเปิดการแสดงที่ฮ่องกงมานานแล้ว เพียงแต่ยังหาจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมไม่ได้ การเชิญชวนในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนของขวัญจากสวรรค์
ตอนที่ท่านโทรมาแจ้งข่าวเมื่อเช้า น้ำเสียงยังเจือไปด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด และตอบรับคำเชิญไปในทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
ไม่ต้องรอให้แนะนำอย่างเป็นทางการ หลายคนในที่นี้ก็รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของซ่งอวี้หน่วนเป็นอย่างดี และรู้ด้วยว่าเธอคือหลานสาวของซ่งถิง
หลิ่วเสียซึ่งยืนอยู่ในกลุ่มคนรีบถอยหลบไปด้านหลังอย่างเงียบๆ พลางถอนหายใจอย่างโล่งอกที่เมื่อคืนเธอไม่ได้หาเรื่องมีปัญหากับซ่งถิง ไม่อย่างนั้นวันนี้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่คงจะตึงเครียดจนมองหน้ากันไม่ติดแน่
เธอลอบมองไปยังต้วนฉู่ฉู่ที่ยืนหน้าตาบูดบึ้งอยู่ไม่ไกล ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
จงเส้าชิงเดินออกมาทักทายทุกคนด้วยรอยยิ้ม พร้อมกล่าวถ้อยคำที่เป็นทางการ ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคสำคัญ “ไม่ต้องกังวลไปนะครับ คำเชิญครั้งนี้ไม่มีการจำกัดจำนวนผู้ร่วมเดินทาง ผมหวังว่าทุกท่านจะได้ไปร่วมสร้างสรรค์การแสดงที่ฮ่องกงด้วยกัน”
จูม่านถึงกับมุมปากกระตุกยิ้ม เด็กหนุ่มจากฮ่องกงคนนี้ช่างหลักแหลมยิ่งนัก คำพูดสั้นๆ ของเขาสามารถสลายความกังวลและปัดเป่าความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแยบยล
สิ้นเสียงของจงเส้าชิง เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจก็ดังกระหึ่มขึ้นมาทันที
เมื่อซ่งอวี้หน่วนและจงเส้าชิงเดินทางกลับ บรรดาคนที่เคยร่วมวงเมินเฉยและโดดเดี่ยวซ่งถิง บางคนที่หน้าหนาหน่อยก็รีบปรี่เข้ามาพูดคุยกับเธออย่างสนิทสนมราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
ก่อนจะแยกกัน ซ่งอวี้หน่วนได้กระซิบเตือนอาหญิงของเธอว่า อาจารย์จูม่านคงจะเรียกทุกคนประชุมในเร็วๆ นี้ และหัวข้อสำคัญคงหนีไม่พ้นเรื่องความสามัคคี แม้จะเป็นเรื่องที่ถูกย้ำเตือนอยู่เสมอ แต่การเดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองในครั้งนี้ ความสามัคคีจะถูกเน้นย้ำและตรวจสอบอย่างเข้มงวดกว่าที่เคย
ถึงจะไม่มีการจำกัดโควตา แต่หากใครสร้างปัญหาขึ้นมา ก็อาจจะถูกตัดชื่อออกจากรายชื่อผู้เดินทางได้ง่ายๆ
ในยุคสมัยนี้ การจะได้ไปเยือนฮ่องกงถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างที่สุด ไม่มีใครอยากพลาดโอกาสสำคัญนี้ไป ดังนั้นทุกคนย่อมต้องพยายามทำดีต่อกันเพื่อรักษาโอกาสของตัวเองไว้
ซ่งอวี้หน่วนจึงบอกให้อาหญิงอดทนไว้ แม้จะยังขุ่นเคืองใจอยู่บ้างก็อย่าแสดงออกมา ซึ่งซ่งถิงก็รับปากเป็นอย่างดี เธอยังแอบเล่าเรื่องที่เธอได้ทำลงไปเมื่อวานให้หลานสาวฟังด้วยน้ำเสียงที่สะใจอยู่ลึกๆ
ซ่งอวี้หน่วนคาดไม่ถึงว่าอาหญิงของเธอจะเติบโตขึ้นได้ถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าเมื่อถูกบีบคั้นถึงที่สุด คนเราก็สามารถดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง
เพียงแค่ช่วงเช้าวันเดียว กลุ่มก๊วนของต้วนฉู่ฉู่ก็สลายตัวไปอย่างสิ้นเชิง ซ่งถิงเชื่อมั่นในคำพูดนั้นอย่างหมดใจ ต่อหน้าพลังอำนาจที่แท้จริง เล่ห์เหลี่ยมอุบายใดๆ ก็เป็นเพียงเสือกระดาษเท่านั้น ส่วนเรื่องของสือจิ่งหลัน เธอเชื่อว่าอีกไม่นานความจริงก็จะปรากฏ
ระหว่างที่ซ่งอวี้หน่วนไปจัดการเรื่องที่คณะนาฏศิลป์ ย่าซ่งก็ใช้เวลาไปกับการตระเวนดูบ้านพร้อมกับคุณอาตี๋ ท่านเชื่อคำแนะนำของหลานสาวและมองหาเรือนสี่ประสานที่มีอาณาเขตเป็นส่วนตัว แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่โตนักก็ตาม
สุดท้ายท่านก็ถูกใจบ้านหลังหนึ่ง และหลังจากได้ปรึกษากับซ่งอวี้หน่วนแล้วก็ตัดสินใจซื้อทันที แม้ขั้นตอนทางเอกสารจะยุ่งยากซับซ้อน แต่โชคดีที่มีคุณอาตี๋คอยช่วยเหลือ ทำให้ทุกอย่างราบรื่นไปได้ด้วยดี
ตกเย็น ซ่งอวี้หน่วนเดินทางไปที่บ้านของปู่รองเพื่อรับซ่งถิงไปทานอาหารเย็นด้วยกัน แต่ในขณะที่เธอกำลังจะก้าวเข้าไป สายตาก็พลันสังเกตเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ในมุมมืด
ทันทีที่ชายคนนั้นสบตาเข้ากับเธอ เขาก็หรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาของเขาฉายแววดุร้ายอำมหิตออกมาวูบหนึ่ง
ครั้งนี้ซ่งอวี้หน่วนมาเพียงลำพัง เดิมทีเธอตั้งใจจะพาหมิงเซิ่งมาด้วย แต่น้องชายกลับเป็นอีสุกอีใสเสียก่อนจึงต้องพักอยู่ที่บ้าน แต่ก็ยังเบาใจได้เพราะมีเซี่ยซินตงคอยช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด
[จบบท]