บทที่ 443: แท่นฝนหมึกเก้ามังกร
“แล้วเขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ยังไงคะ” ซ่งอวี้หน่วนขมวดคิ้วสงสัย เพราะในความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่เธอรู้มา มันไม่มีเหตุการณ์นี้อยู่เลย
การจะลักลอบสับเปลี่ยนของล้ำค่าไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องมีทั้งเวลาและโอกาสที่พอเหมาะพอเจาะ แต่เมื่อคิดดูอีกที ระบบรักษาความปลอดภัยในสมัยนั้นก็คงไม่ได้เข้มงวดรัดกุมเหมือนในปัจจุบัน
เซี่ยโป๋เหวินถอนใจเบาๆ ก่อนจะเล่าให้ฟังว่า “ก่อนที่ซ่างกวนเหิงจะย้ายไปฮ่องกง ตอนนั้นเขาเพิ่งขึ้นเป็นผู้นำตระกูลซ่างกวนพอดี เขาแสดงเจตจำนงว่าจะบริจาคของเก่าบางชิ้น ซึ่งในยุคนั้นใครที่เต็มใจบริจาคสมบัติให้ทางการ เราต่างก็ยินดีต้อนรับ แถมยังมอบคำชมเชยกับรางวัลให้อีกด้วย”
“พิธีมอบของก็จัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ปักกิ่ง ของที่เขาเอามาบริจาคถึงจะไม่ได้เยอะมาก แต่ก็ถือว่ามีคุณค่าอยู่บ้าง และเพราะเขาเป็นคนแรกๆ ที่ริเริ่มบริจาค เราเลยอนุญาตให้เขาเข้าชมห้องจัดแสดงสมบัติล้ำค่าตามที่เขาร้องขอ”
ซ่งอวี้หน่วนถึงบางอ้อในใจ ...เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับซ่างกวนเหิงจริงๆ ด้วยสินะ
“...ทางการใช้เวลาไม่นานก็สืบสาวไปถึงตัวซ่างกวนเหิง จากนั้นผู้อำนวยการเฝิงก็เรียกตาเข้าไปคุย” เซี่ยโป๋เหวินเล่าต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“สถานการณ์ตอนนี้คือเราจะมองข้ามเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ ถึงแม้ว่าเรื่องนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับซ่างกวนเหิง แต่ตราบใดที่ยังมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ต้องสืบสวนให้กระจ่างชัด ตาแบกรับเรื่องราวต่างๆ มามากพอแล้ว ถ้าต้องรับภาระเพิ่มอีก คงจะรับไม่ไหวจริงๆ...”
ซ่งอวี้หน่วนเลือกที่จะเงียบ เธอตั้งใจว่ามาปักกิ่งคราวนี้จะแวะไปเยี่ยมผู้อำนวยการเฝิงเสียหน่อย แต่คุณปู่รองกลับบอกให้ชะลอไว้ก่อน เพราะช่วงนี้ท่านผู้อำนวยการกำลังหัวหมุนกับเรื่องวุ่นวายหลายอย่าง
“...ตาก็กำลังจะหาโอกาสไปฮ่องกงอยู่พอดี เลยคิดว่าจะไปพร้อมกับคณะนาฏศิลป์คณะที่หนึ่งเลย”
เซี่ยโป๋เหวินรู้ดีว่าเขาต้องไปสืบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง หากเป็นฝีมือของซ่างกวนเหิง ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต เขาก็จะทวงของสิ่งนั้นกลับคืนมา แต่หากไม่ใช่ อย่างน้อยก็ช่วยให้การสืบสวนที่นี่ยังคงเดินหน้าต่อไปได้
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดเตือนด้วยความหวังดี “ถึงจะไปถึงฮ่องกง คุณตาก็ใช่ว่าจะเข้าไปในบ้านตระกูลซ่างกวนได้ง่ายๆ นะคะ พวกมหาเศรษฐีที่นั่นน่ะ ระวังตัวแจชนิดที่ว่าติดอาวุธป้องกันตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย”
“อีกอย่าง บ้านของเขาไม่ใช่สถานที่ที่ควรจะผลีผลามเข้าไป ถ้าเกิดว่าเข้าไปแล้วไม่ได้กลับออกมาอีกจะทำยังไงล่ะคะ”
“แต่ตอนนี้ผู้อำนวยการเฝิงก็กำลังถูกสอบสวนอยู่ เขาไม่ได้มาทำงานเป็นอาทิตย์แล้ว ผมที่เคยดำขลับก็ขาวโพลนไปทั้งหัว ร่างกายก็ซูบผอมลงไปถนัดตา” เซี่ยโป๋เหวินตอบเสียงแผ่ว
“ถ้าเรื่องนี้เป็นฝีมือของซ่างกวนเหิงจริง ก็เท่ากับว่าตาเป็นคนลากคุณปู่เฝิงของหนูให้ต้องมาเดือดร้อนไปด้วย แต่ถ้าไม่ใช่ อย่างน้อยมันก็ช่วยตัดประเด็นน่าสงสัยไปได้เรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะทางไหน เรื่องมันก็ผ่านมาตั้ง 30 ปีแล้ว การจะรื้อฟื้นหาความจริงมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เบาะแสที่มีก็มักจะขาดช่วงไปดื้อๆ อยู่เรื่อย”
ซ่งอวี้หน่วนมองคุณตาของเธอด้วยความเห็นใจ “การที่คุณตารู้จักตระกูลซ่างกวนเอาไว้ ที่จริงก็ถือว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งนะคะ”
เซี่ยโป๋เหวินฟังแล้วก็ได้แต่รับไว้ เขาเข้าใจว่านั่นคือคำชม
ในที่สุดซ่งอวี้หน่วนก็ได้ไปเยี่ยมผู้อำนวยการเฝิง แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้เธอตกใจจนพูดไม่ออก สภาพของเขาไม่ต่างจากผู้เฒ่ากู้เลยแม้แต่น้อย ผมที่เคยขาวแซมดำ บัดนี้กลับกลายเป็นสีขาวโพลนทั้งศีรษะ ทำให้เขาดูแก่ชราลงไปนับสิบปี …
นี่มันเปลี่ยนแปลงไปมากเกินไปแล้ว ในฐานะที่เขาเป็นเจ้านายโดยตรงเพียงคนเดียวของเธอในตอนนี้ ซ่งอวี้หน่วนอดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ
ผู้อำนวยการเฝิงเพียงแค่เหลือบตามองผู้เฒ่าจี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ผู้เฒ่าจี้จึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น “ตาเฒ่าเซี่ยบอกเรื่องที่จะไปฮ่องกงกับคณะนาฏศิลป์ให้เสี่ยวหน่วนฟังแล้ว” จากนั้นผู้เฒ่าจี้ก็ขมวดคิ้ว
“ตาเฒ่าเซี่ยนี่ปากไวจริงๆ บอกเรื่องนี้กับเสี่ยวหน่วนทำไม คิดจะให้เสี่ยวหน่วนช่วยหรือไง ฝันไปเถอะ”
แต่พอหันไปเห็นสภาพอิดโรยและสิ้นหวังของผู้อำนวยการเฝิง เขาก็อดปลอบใจไม่ได้ “คุณอย่าเพิ่งคิดมากจนทรมานตัวเองเลย ตอนนี้มันยังไม่มีความคืบหน้าอะไร ข้อมูลต่างๆ ยังต้องพึ่งคุณช่วยจัดการ ถ้าคุณล้มป่วยไป คนที่รู้เรื่องราวก็จะน้อยลงไปอีกคน ส่วนพวกที่คอยตั้งแง่สงสัยคุณน่ะ ไม่ต้องไปใส่ใจหรอก คุณทำหรือไม่ทำ ตัวคุณเองย่อมรู้ดีแก่ใจที่สุดอยู่แล้ว”
ซ่งอวี้หน่วนรู้ว่าเหตุการณ์นี้อยู่นอกเหนือจากเนื้อเรื่องที่เธอเคยรู้ เธอจึงไม่ได้คาดหวังอะไร แต่ก็ยังอดถามไม่ได้ “ได้ลองติดต่อ ‘เหล่าเอ้อร์ฮา’ ดูหรือยังคะ หรือว่านี่จะเป็นฝีมือของเขา”
ผู้อำนวยการเฝิงส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ใช่เขา”
ถ้าเป็นเช่นนั้น การจะตามหาเบาะแสต่อไปก็คงเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ
ตอนนี้ยังมีเบาะแสอีกหลายสายที่ต้องตามสืบ แต่บางครั้งคนที่รู้เรื่องก็ไม่อยู่แล้ว ส่วนบางเรื่องก็ยังอยู่ในระหว่างการสอบสวน ทำให้คนในแวดวงที่เกี่ยวข้องต่างก็รู้สึกหวาดระแวงกันไปหมด
หลายคนถึงกับกล่าวหาว่าผู้อำนวยการเฝิงหาประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง ทั้งยังพูดกันไปต่างๆ นานาว่าเขาคงมีเจตนาไม่ดี คิดจะทำอะไรบางอย่างร่วมกับลูกชาย
ลูกชายของผู้อำนวยการเฝิงกำลังศึกษาต่อด้านเทคโนโลยีการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ประเทศ W ด้วยทุนของรัฐบาล เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ทั้งเรียนดีและมีความประพฤติเป็นเลิศ แต่ในยุคที่โควตาทุนไปต่างประเทศมีน้อยนิด การถูกใครต่อใครอิจฉาริษยาจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้
หลังจากออกมาจากบ้านตระกูลเฝิง ผู้เฒ่าจี้ก็เอ่ยปากเตือนซ่งอวี้หน่วนระหว่างทางกลับบ้าน ต่อให้เธอได้ไปฮ่องกง เรื่องแท่นฝนหมึกเก้ามังกรก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ อย่าได้หาเรื่องใส่ตัวไปเสียทุกอย่าง
“โดยเฉพาะตาเฒ่าเซี่ยโป๋เหวินคนนั้น ทั้งร้ายกาจและเจ้าแผนการ ใครจะไปรู้ว่าในหัวคิดอะไรอยู่บ้าง” ผู้เฒ่าจี้กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ปู่รู้ดีว่าความบาดหมางระหว่างเขากับครอบครัวเรามันไม่มีวันลบเลือน ที่เห็นว่าสงบสุขกันดีอยู่ตอนนี้ก็แค่เปลือกนอกเท่านั้น เพราะฉะนั้น มันอาจจะกำลังคิดใช้ประโยชน์จากหนูอยู่ก็ได้”
“หนูรู้ค่ะว่าคุณปู่รองเป็นห่วง” ซ่งอวี้หน่วนรับคำ “แต่ถ้าเรื่องนี้เป็นฝีมือของซ่างกวนเหิงจริงๆ หนูก็ต้องหาทางเอามันกลับคืนมาให้ได้อยู่แล้ว”
“อีกอย่าง...น้าเล็กกับคุณยายของหนูต้องทนทุกข์ทรมานเพราะฝีมือของพวกเขาขนาดนั้น แต่ตระกูลซ่างกวนกลับลอยนวล ไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย แค่คิดหนูก็แค้นใจแล้วค่ะ คุณปู่รองวางใจได้เลย ต่อให้ไม่ใช่ฝีมือของซ่างกวนเหิง แต่ไปคราวนี้ หนูจะต้องเฉือนเนื้อเขาออกมาสักชิ้นใหญ่ๆ ให้ได้”
ผู้เฒ่าจี้ถึงกับถลึงตาใส่หลานสาว “ฮ่องกงไม่เหมือนบ้านเรานะ ที่นั่นมีทั้งคนดีคนชั่วปะปนกันไปหมด วุ่นวายจะตายไป หนูอย่าไปทำอะไรเสี่ยงๆ เด็ดขาด ถ้ายังคิดแบบนี้อยู่ก็ไม่ต้องไปมันแล้ว!”
หลังจากเตือนซ่งอวี้หน่วนเสร็จ ผู้เฒ่าจี้ก็ตรงไปกำชับเซี่ยโป๋เหวินทันทีว่าถ้าเขากล้าใช้เสี่ยวหน่วนเป็นเครื่องมือไปสืบหาของล่ะก็ คราวนี้ได้ตัดขาดความเป็นญาติกันจริงๆ แน่
เซี่ยโป๋เหวินรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “ต่อให้ผมจะเลวร้ายแค่ไหน ผมก็ไม่กล้าใช้เสี่ยวหน่วนหรอกครับ! ตอนที่รู้ว่าคณะนาฏศิลป์จะไปแสดงที่ฮ่องกง ผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นฝีมือของเสี่ยวหน่วนที่ช่วยประสานงานให้ ผมแค่เสนอตัวกับเบื้องบนว่าจะขอเป็นหัวหน้าคณะเดินทาง และจะให้การสนับสนุนบางอย่างด้วยซ้ำไป”
“ผมมารู้ทีหลังว่าเสี่ยวหน่วนก็จะไปด้วย ถึงได้ตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง เสี่ยวหน่วนฉลาดหลักแหลมขนาดนั้น ผมคิดจะทำอะไรที่นั่นก็คงรอดพ้นสายตาเธอไปไม่ได้หรอกครับ สู้บอกกันตรงๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า”
“อีกอย่าง...ผมติดต่อให้เย่เหล่าซื่อจัดหาคนทางนั้นให้แล้ว ตอนนี้กำลังสืบเรื่องอยู่ รอผมไปถึงช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ก็น่าจะได้เรื่องแล้วล่ะครับ”
เซี่ยโป๋เหวินได้แต่คิดในใจ… ‘เหล่าจี้เอ้ย ท่านยังไม่เคยเจอกับฤทธิ์เดชของเสี่ยวหน่วนล่ะสิ ยังจะกล้าใช้เธออีกงั้นหรือ สงสัยชีวิตช่วงนี้จะสงบสุขเกินไปแล้วกระมัง’
ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่เขาก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่าสำหรับเด็กคนนี้ เขาทั้งชื่นชอบและชื่นชม แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเกรงกลัว…
ความรู้สึกที่เขามีต่อซ่งอวี้หน่วนนั้นมันช่างซับซ้อนเสียจริง
***
ทางด้านย่าซ่งกำลังวุ่นอยู่กับการเดินเรื่องโอนกรรมสิทธิ์บ้านหลังใหม่ ท่านยืนกรานหัวชนฝาว่าจะต้องใส่ชื่อของซ่งอวี้หน่วนให้ได้ ส่วนบ้านหลังที่มีต้นดอกไห่ถัง ท่านก็ยังคงยืนยันว่าจะยกให้จูเฟิ่งตามเดิม
หญิงชราผู้น่าสงสารคนนั้นต้องลำบากมาทั้งชีวิต ทั้งยังขี้ขลาดหวาดกลัวมาตลอด ตอนนี้ในใจคงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของลูกๆ อีกแล้ว
แต่แบบนี้มันใช้ไม่ได้! ย่าซ่งคิดในใจ
ตอนนี้โรงงานยาก็เปิดทำการแล้วในอำเภอหนานซาน ตราบใดที่คนเรายังต้องกินข้าวกินปลา ก็ไม่มีทางที่จะไม่เจ็บไม่ป่วย พอป่วยก็ต้องพึ่งยา ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย ตอนนี้เซี่ยซินตงก็เป็นถึงหัวหน้าศูนย์วิจัยและรองผู้จัดการโรงงานควบสองตำแหน่ง เงินเดือนก็รับสองทางเชียวนะ!
ดังนั้นต้องกล้าที่จะฝันสิ จะฝันถึงอะไรก็ได้ทั้งนั้น!
ย่าซ่งถึงกับเปรยกับซ่งอวี้หน่วนเล่นๆ ว่าถ้าเจอตาแก่ดีๆ สักคน ย่ายังคิดจะแนะนำให้ยายของเธอสักหน่อยเลย ทำเอาซ่งอวี้หน่วนหัวเราะร่วน
บ้านหลังใหม่ที่ย่าซ่งซื้อตั้งอยู่ในซอยจี๋เสียง แค่ชื่อก็ฟังดูเป็นสิริมงคลแล้ว นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ท่านถูกใจตั้งแต่แรกเห็น และเมื่อท่านยืนกรานหนักแน่นขนาดนี้ ซ่งอวี้หน่วนจึงยอมตกลงตามใจ
บ้านทั้งสองหลังอยู่ไม่ไกลจากย่านที่พักอาศัยอู๋ถงเท่าไรนัก และปกติก็มีคนคอยช่วยดูแลอยู่แล้ว ย่าซ่งกำกุญแจบ้านหลังใหม่ไว้ในมือ พลางรู้สึกว่าชีวิตในบั้นปลายของตัวเองช่างเปี่ยมไปด้วยสีสันและความสุขใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...
[จบบท]