บทที่ 448: ฝันถึงเขา
ซ่งอวี้หน่วนเข้าใจความกังวลของยายดี ทั้งชีวิตของยายต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมาตลอด ไม่แปลกเลยที่ตอนนี้ยายจะปรารถนาเพียงแค่ชีวิตที่สงบสุข
อีกเรื่องที่น่าแปลกใจก็คือน้าเล็ก ช่วงนี้เขาเอาแต่อยู่ในหมู่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหนเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอเปรยเรื่องจะไปฮ่องกง เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีสนใจอะไร แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงอยากจะไปด้วยกันขึ้นมา
มีบางเรื่องที่ไม่ควรให้ผู้ใหญ่ต้องมารับรู้ด้วย
ซ่งอวี้หน่วนขยับเข้าไปนั่งข้างๆ ยายจูเฟิ่ง ก่อนจะค่อยๆ ซับน้ำตาให้ท่านอย่างแผ่วเบา “ยายคะ ความกังวลของยายเป็นเรื่องที่ถูกแล้วค่ะ คิดแบบนี้ก็ไม่ผิดเลย แต่ว่าน้าเล็กในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะคะ อีกอย่างครั้งนี้หนูก็ไปด้วย หนูจะเป็นบอดี้การ์ดให้น้าเล็กเอง ยายวางใจได้เลยค่ะ”
จูเฟิ่งถลึงตาใส่หลานสาวอย่างไม่สบอารมณ์นัก “หลานจะอายุเท่าไหร่กันเชียว ยังจะไปเป็นบอดี้การ์ดให้น้าอีก ถึงจะแรงเยอะก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี อย่าทำเป็นเก่งไปหน่อยเลย”
“หนูก็ชอบที่ยายยังเห็นว่าหนูเป็นเด็กนี่แหละค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนยิ้มหวาน “ยายคะ หนูขอคุยกับน้าเล็กสักครู่นะคะ”
พูดจบเธอก็ลุกขึ้นจูงมือเซี่ยซินตงออกไปนั่งคุยกันใต้ซุ้มฟักทองในลานบ้าน
ยามนี้เป็นช่วงกลางฤดูร้อนพอดิบพอดี บรรยากาศรอบกายจึงสดชื่น มีชีวิตชีวา ไม่เพียงแต่ดอกไม้จะเบ่งบานอวดสีสันสวยงาม แต่ยังมีกลิ่นหอมหวานของผลไม้สุกงอมลอยอบอวลไปทั่ว
ลานบ้านของยายจูเฟิ่งถูกดูแลปัดกวาดจนสะอาดเอี่ยมอ่อง มีรั้วเตี้ยๆ กั้นเป็นอาณาเขต ด้านหน้าและด้านหลังเป็นแปลงผักสวนครัวเขียวชอุ่ม กลางลานมีต้นแอปเปิ้ลป่าแผ่กิ่งก้านสาขา บนกิ่งเต็มไปด้วยผลไม้ที่ห้อยระย้าอวดลูกดก
ย่าซ่งเคยบอกไว้ว่าเอาเข้าจริงแล้ว ลานบ้านกว้างๆ ของยายจูเฟิ่งก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเรือนสี่ประสานในปักกิ่งเลยแม้แต่น้อย จะต่างก็ตรงราคาที่ห่างกันลิบลับเป็นร้อยเท่า
แต่สิ่งที่ซ่งอวี้หน่วนชอบที่สุดในบ้านหลังนี้คือซุ้มฟักทองที่ตั้งเด่นอยู่กลางลาน บนซุ้มตอนนี้เต็มไปด้วยลูกฟักทองขนาดเท่ากำปั้นที่กำลังเลื้อยพันกันนัวเนีย บางลูกก็แก่พอจะเก็บไปทำอาหารได้แล้ว แต่บางลูกก็ยังเป็นแค่ผลอ่อนๆ ที่รอวันเติบโต ยายเองก็เพิ่งจะทำแพนเค้กฟักทองให้เธอกินไปเมื่อหลายมื้อก่อน
อันที่จริง ชีวิตเรียบง่ายในชนบทแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย หากไม่ได้มีความต้องการทางวัตถุสูงเกินไปนัก
มองในแง่ของความสุขทางใจ สำหรับคนที่โหยหาธรรมชาติและทิวทัศน์แบบนี้ มันก็ตอบโจทย์ได้อย่างเต็มเปี่ยมแล้ว เผลอๆ ในยุคหลัง ผู้คนก็หวนกลับมาเดินทางย้อนรอยเส้นทางนี้กันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ
จากเมืองใหญ่ที่วุ่นวายกลับคืนสู่ชนบทที่สงบงาม ไม่ว่าจะเป็นคฤหาสน์หรูที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าเขา รีสอร์ตริมทะเลสาบที่มีทิวทัศน์งดงาม หรือแม้แต่โฮมสเตย์เชิงเกษตรที่ตกแต่งอย่างน่ารัก
ช่วงเวลาที่ผ่านมา น้าเล็กเองก็ดูจะเพลิดเพลินกับชีวิตในชนบทไม่น้อย ถึงขนาดวางแผนจะลงทุนสร้างรีสอร์ตบนเขาเสี่ยวหนานซาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความงามของธรรมชาติและทะเลสาบใสสะอาด
เขายังมาปรึกษาเธออยู่เลยว่าจะออกแบบอย่างไรถึงจะสวยถูกใจแขก ส่วนบ้านที่ซอยไห่ถังในปักกิ่งนั้น เขาบอกว่าซื้อไว้ให้เธอ จะเข้าไปอยู่หรือไม่ก็แล้วแต่ใจเธอเลย
แต่จู่ๆ คนที่กำลังมีความสุขกับชีวิตเรียบง่ายกลับอยากจะเดินทางไปฮ่องกง มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่
เมื่ออยู่กันตามลำพัง ซ่งอวี้หน่วนจึงเอ่ยถามขึ้นตรงๆ “น้าเล็กคะ ทำไมน้าถึงอยากไปฮ่องกงเหรอคะ”
เซี่ยซินตงเหลือบมองหลานสาวแวบหนึ่ง “น้าไม่บอกได้ไหม”
“ไม่ได้ค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
เขาหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “เด็กคนนี้ ไปหัดเอาแต่ใจแบบนี้มาจากไหนกันหา ถ้าน้าไม่บอกแล้วจะทำไม”
ซ่งอวี้หน่วนทำหน้าจริงจังขึ้นมาทันที “หนูก็ไม่ให้น้าไป การเดินทางไปฮ่องกงครั้งนี้ หนูมีสิทธิ์ตัดสินใจเยอะมากเลยนะคะ น้าเชื่อไหม”
“เชื่อสิ น้าเชื่อ” เซี่ยซินตงยอมแพ้ให้กับท่าทีหนักแน่นของหลานสาว
“ตาเซี่ยบอกหนูว่า การไปฮ่องกงครั้งนี้มีเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่ง ท่านอยากจะยืนยันให้แน่ใจว่าของสิ่งนั้นอยู่ในมือของซ่างกวนเหิงจริงหรือเปล่า”
เซี่ยซินตงแค่นเสียงหยันในลำคอ “คนคนนั้นในหัวมีแต่แผนการ อย่าให้ท่าทีอ่อนโยนของเขามาหลอกตาได้ล่ะ เวลาที่ต้องระวังก็ต้องระวังตัวไว้บ้าง อย่าให้เขาใช้เป็นเครื่องมือได้”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย “เขาไม่กล้าใช้หนูเป็นเครื่องมือหรอก”
เซี่ยซินตงมองหลานสาวที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจแล้วก็อดคิดตามไม่ได้ ก็จริงอยู่ ด้วยความสามารถของเสี่ยวหน่วนในตอนนี้ คงไม่มีใครหน้าไหนกล้ามาวางแผนตื้นๆ เพื่อหลอกใช้เธอเป็นแน่
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การเดินทางไปฮ่องกงของคณะนาฏศิลป์แห่งชาติจีนชุดที่หนึ่งในครั้งนี้ เขาจะต้องร่วมเดินทางไปด้วยให้ได้
“...ในช่วงเวลาสามสิบปีที่ฮ่องกง มันมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน” น้ำเสียงของเขาเจือความขมขื่น “ต่อให้น้าเป็นคนความจำดีแค่ไหน แต่ความทรงจำอันเจ็บปวดที่ไม่อยากหวนนึกถึงมันก็มีอยู่มากโข ซึ่งน้าก็ได้แต่เก็บกดมันเอาไว้ทั้งหมด”
“แต่เมื่อ 3 วันก่อน... น้าฝันถึงเฮ่ออวิ๋นเฟย”
“เฮ่ออวิ๋นเฟย เขาคือใครคะ” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถามด้วยความฉงน
แม้สีหน้าของเซี่ยซินตงจะเรียบเฉย ดวงตาของเขาไม่ได้แดงก่ำหรือมีน้ำตาคลอหน่วย แต่ซ่งอวี้หน่วนกลับสัมผัสได้ว่า... เขากำลังร้องไห้อยู่ข้างใน เป็นความรู้สึกปวดร้าวที่บีบคั้นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
เด็กสาวรู้สึกใจอ่อนยวบลงทันที “...น้าเล็กคะ หนูไม่ถามแล้วก็ได้ค่ะ”
ทว่าเซี่ยซินตงกลับหัวเราะเบาๆ “ไม่มีอะไรที่ถามไม่ได้หรอก”
เขาลุกขึ้นยืน ทอดสายตามองใบฟักทองเขียวขจีเบื้องหน้า แสงแดดสาดส่องลงมาตามรอยแยกของใบไม้ เกิดเป็นเงาแสงนับไม่ถ้วนที่เริงระบำอยู่ตรงหน้า ราวกับภูตผีเสื้อตัวน้อย
แสงแดดอันอบอุ่น อากาศที่สดชื่น ทิวเขาเขียวขจีและสายน้้ำใสสะอาด ลานบ้านหลังน้อยที่ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ไผ่... ชีวิตในตอนนี้คือสิ่งที่เขาใฝ่ฝันหามาตลอด
ทว่า... เขายังมีภารกิจที่ต้องสะสาง
“เฮ่ออวิ๋นเฟย... คือเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เป็นคนที่ไม่สามารถเรียกว่าเพื่อนได้เต็มปาก”
เขาย้อนความหลัง “ในห้องทดลองนั่น น้าไม่มีเพื่อนเลย พวกนั้นเป็นชาวต่างชาติกันหมด มีแค่น้าที่เป็นคนแผ่นดินใหญ่ พวกเขามีอิสระเต็มที่ แต่น้ากลับถูกแยกไปอยู่ห้องทดลองส่วนตัว จนวันหนึ่ง พวกเขาก็ส่งคนมาเป็นผู้ช่วยให้น้า เขาคือเฮ่ออวิ๋นเฟย... คนจากเมืองหนานหยาง ปีนั้นน้าอายุแค่ 17 ปี รุ่นราวคราวเดียวกับหนูตอนนี้นี่แหละ”
“เขาบอกว่าจะช่วยส่งข่าวไปให้ที่บ้าน และยังแอบจดที่อยู่ของน้าเก็บไว้อย่างดี ในใจของน้าตอนนั้นเปี่ยมไปด้วยความหวัง เลยแสร้งทำเป็นยอมร่วมมือพัฒนายาให้พวกมันอย่างว่าง่าย แต่ในใจก็เฝ้ารอวันที่เฮ่ออวิ๋นเฟยจะจากไปและส่งข่าวให้คนมาช่วย”
“แล้ววันนั้นก็มาถึง... วันที่เฮ่ออวิ๋นเฟยจากไป เขาบอกให้น้ารอฟังข่าวดี แต่ทันทีที่เขาไป ไอ้สารเลวซ่างกวนเหิงก็จับน้าไปขังเดี่ยว”
“มันบอกว่าเฮ่ออวิ๋นเฟยแค่ปั่นหัวน้าเล่น ที่จริงเขารายงานแผนการของน้าไปตั้งนานแล้ว พวกมันทุกคนกำลังรอหัวเราะเยาะความหวังลมๆ แล้งๆ ของน้าอยู่ รอคอยที่จะได้เห็นสีหน้าสิ้นหวังของน้า มันยังบอกอีกว่า ต่อให้น้าต้องตาย ก็ต้องตายอยู่ในห้องทดลองของพวกมันเท่านั้น”
“อย่าคิดว่าตระกูลหวังจะไม่เกี่ยวข้องนะ ที่จริงแล้วประธานหวังมีลูกชายคนหนึ่งชื่อหวังข่าย มันเป็นคนที่โหดเหี้ยมอำมหิตมาก มันมาเยาะเย้ยน้า บอกว่าเฮ่ออวิ๋นเฟยสารภาพหมดแล้วเรื่องที่น้าอยากกลับบ้าน มันพูดว่า... ‘กลับบ้านเหรอ ฉันจะทำให้แม้แต่วิญญาณของแกก็ยังต้องสิงสู่ อยู่ในทะเลนี่ไปตลอดกาล’”
“ภาพของคนพวกนั้นที่รายล้อมและหัวเราะเยาะอย่างสาแก่ใจ พวกมันอยากเห็นน้าอ้อนวอน อยากเห็นน้ำตา อยากให้น้ายอมจำนนอย่างสิ้นเชิง... นับตั้งแต่วันนั้น น้าก็ไม่เคยคิดถึงเฮ่ออวิ๋นเฟยอีกเลย และเลิกคิดที่จะหาทางหนีหรือขอความช่วยเหลือจากใคร เพราะน้ารู้ดีว่าทุกย่างก้าวของน้าอยู่ภายใต้การจับตามองของพวกมันตลอดเวลา”
“ในสายตาของพวกมัน ตอนนั้นน้าไม่ใช่แค่ต้นไม้ที่ผลิตเงินให้ แต่ยังเป็นของเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้น”
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ เซี่ยซินตงก็หันกลับมามองหลานสาวด้วยสายตาที่อบอุ่นอ่อนโยน เขาเห็นดวงตาคู่สวยของเธอกำลังรื้นไปด้วยน้ำใสๆ หมัดเล็กๆ ทั้งสองข้างก็กำแน่น
เขายื่นมือไปลูบศีรษะเธอเบาๆ “น้าจะไปนึกได้ยังไง ว่าวันหนึ่งจะได้ออกมาจริงๆ แล้วคนที่มาช่วยก็คือหลานสาวของน้า ที่บุกเข้ามาอย่างกับวีรสตรีตัวน้อย”
ซ่งอวี้หน่วนยังคงมีน้ำตาคลอเบ้า แต่ก็หัวเราะออกมาแหะๆ ความทุกข์ทรมานที่น้าเล็กต้องเผชิญมาตลอดหลายปีนั้น สิ่งที่เธอและครอบครัวรับรู้คงเป็นเพียงเศษเสี้ยวของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
เซี่ยซินตงกล่าวต่อ “...นานมากแล้วที่น้าพยายามจะไม่คิดถึงเรื่องราวที่ฮ่องกง น้าเชื่อเสมอว่าเวรกรรมมีจริง แค่รอเวลาที่เหมาะสม รอจนน้ามีพลังมากพอ น้าจะกลับไปทำให้พวกมันทั้งหมดจมดินจนไม่ได้ผุดได้เกิด”
“แต่แล้ว... น้ากลับฝันถึงเฮ่ออวิ๋นเฟย ในฝันเขาบอกว่าเขาไม่ได้ทรยศ เขาเอาแต่พูดขอโทษน้าไม่หยุด ครั้งที่แล้วตอนเจอซ่างกวนเหิงที่หนานเฉิง น้าก็ไม่ได้เอ่ยปากถามเรื่องนี้ เพราะคิดว่าถึงถามไปก็คงได้คำตอบเดิมๆ ที่เคยได้ยิน”
“น้าคิดว่าการสั่งสมกำลังอาจต้องใช้เวลา แต่เรื่องของเฮ่ออวิ๋นเฟย น้าต้องรีบจัดการให้กระจ่างโดยเร็วที่สุด ครั้งนี้ที่ไป น้าจะฉวยโอกาสรับภารกิจเรื่องความร่วมมือกับโรงงานยาคังต๋าฮ่องกงไปด้วยเลย เสี่ยวลู่ก็จะเดินทางไปพร้อมกับน้า ตอนนี้น้ามีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้ว พวกมันคงไม่กล้าทำอะไรผลีผลามหรอก”
“ส่วนเรื่องยายของหนู ท่านแค่ตกใจมากเกินไป เดี๋ยวน้าจะค่อยๆ พูดให้ท่านเข้าใจเอง”
[จบบท]