บทที่ 450: นักเต้นรำตัวน้อยนามหมิงเซิ่ง
กู้หวยอันยังคงกำชับซ่งอวี้หน่วนด้วยความเป็นห่วง “พอไปถึงฮ่องกงแล้ว พยายามอย่าแยกไปไหนคนเดียวนะ ที่นั่นสถานการณ์มันซับซ้อนกว่าที่นี่มาก ระเบียบบางอย่างก็แทบจะไม่มีความหมาย แถมยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่ชอบพวกเรา”
“ถ้าเจอคนพวกนี้ก็พยายามเลี่ยง อย่าไปมีเรื่องด้วยจะดีที่สุด คนพวกนั้นความคิดฝังหัว ถ้าเขาไม่รู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกับเราแล้วล่ะก็ มันยากมากที่จะพูดให้เขาเข้าใจได้”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่ายเหมือนเคย เธอตอบรับอย่างสดใสเสมอ
แน่นอนว่าเขารู้ดีแก่ใจ ว่าเด็กดีคนนี้รับปากไปอย่างนั้นเอง แต่จะทำตามหรือเปล่าก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าตัวล้วนๆ
“เบอร์โทรที่ผมให้ไว้ จำให้ขึ้นใจนะ มีเรื่องอะไรต้องรีบโทรไปทันที”
ซ่งอวี้หน่วนรู้ว่านั่นเป็นเบอร์ติดต่อของสำนักงานที่ฮ่องกง ซึ่งพวกเขาต้องติดต่อไปก่อนเป็นอันดับแรกเมื่อเดินทางไปถึง
แววตาของกู้หวยอันทอประกายอบอุ่น ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางๆ เวลาที่ได้อยู่กับซ่งอวี้หน่วน ดูเหมือนสมองของเขาจะปลอดโปร่งจนไม่อยากคิดเรื่องอื่นใดอีก เป็นช่วงเวลาสงบสุขที่หาได้ยากเหลือเกิน
ทั้งสองเดินทอดน่องไปบนผืนหญ้าเขียวขจีที่อยู่นอกค่ายทหารม้า บรรยากาศรอบตัวช่างเงียบสงบ มีเพียงสายลมเย็นๆ พัดโชยมาพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกไม้ป่า ราวกับว่าแม้แต่กาลเวลายังอ่อนโยนลงเมื่ออยู่กับเธอ
***
การเดินทางสู่ฮ่องกงในครั้งนี้มีคนมากประสบการณ์อย่างหนิวจื้อซิงและเซี่ยโป๋เหวินเป็นหัวหน้าทีม ทำให้การจัดการทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นไร้ที่ติ ตั้งแต่การดูแลคนไปจนถึงเรื่องจิปาถะอื่นๆ พวกเขาถึงกับเหมาตู้รถไฟตู้นอนชั้นหนึ่งและชั้นสองอย่างละตู้ ทำให้การเดินทางครั้งนี้สะดวกสบายไม่ต่างจากขบวนรถไฟพิเศษเลยทีเดียว
ซ่งถิงกับสมาชิกคนอื่นๆ ในคณะพักอยู่ในตู้นอนชั้นสอง ซึ่งตอนนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คน อุปกรณ์การแสดง และข้าวของต่างๆ จนแทบจะเต็มทั้งตู้
ซ่งอวี้หน่วนจูงมือน้องชายไปเล่นที่ตู้ของคุณอา เพราะรู้ว่าตรงนั้นคึกคักที่สุด ส่วนซ่งหมิงโปเลือกที่จะอยู่กับน้าเล็ก เพราะคุณตาของพวกเขาอย่างเซี่ยโป๋เหวินก็อยู่ที่นั่นด้วย เขาเลยไม่อยากปล่อยให้น้าตงต้องเผชิญหน้ากับคุณตาตามลำพัง
บรรยากาศในตู้นอนชั้นสองคึกคักสมใจซ่งอวี้หน่วนจริงๆ ถึงแม้ผู้คนจะจับกลุ่มคุยกันตามประสา แต่ก็ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา เหมือนตอนไปทัศนศึกษาที่เพื่อนร่วมชั้นสี่สิบกว่าคนต่างแยกย้ายไปอยู่กับกลุ่มของตัวเอง
ซ่งอวี้หน่วนนั่งคุยอยู่กับคุณอา ส่วนตรงทางเดินนั้น หมิงเซิ่งกำลังขยับแข้งขยับขาเลียนแบบท่าเต้นของสือจิ่งหลันอย่างตั้งอกตั้งใจ ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของเด็กน้อยที่งดงามราวกับหยกสลัก เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี
บรรยากาศการเดินทางช่างเปี่ยมสุข บางคนฮัมเพลงคลอเบาๆ บางคนก็หยิบเครื่องดนตรีขึ้นมาบรรเลง ซ่งอวี้หน่วนคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเดินทางเลยก็ว่าได้
แต่แล้วความสุขของเธอก็ถูกขัดจังหวะเล็กน้อย เมื่อต้วนฉู่ฉู่เดินออกจากห้องน้ำมาด้วยสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ ซ่งอวี้หน่วนเลยเอ่ยปากถามด้วยความปรารถนาดี “เป็นอะไรไปเหรอคะ”
ต้วนฉู่ฉู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงสั่น “สร้อยข้อมือทองของฉัน…มันร่วงลงไปข้างล่าง…”
นั่นเป็นสร้อยข้อมือเส้นโปรดที่ย่าให้เป็นของขวัญวันเกิด แม้จะไม่ใช่ของมีค่าชิ้นเดียวในโลก แต่มันมีความหมายกับใจเธอมากที่สุด
ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ เธอรู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรวู่วามอีกแล้ว เพราะการเดินทางไปฮ่องกงครั้งนี้สำคัญกับเธอมาก หากพลาดไปคงเหมือนตายทั้งเป็น เธอจึงต้องเก็บงำความรู้สึกไว้ และไม่กล้าแม้แต่จะพูดจาแดกดันซ่งถิงที่ดูมีความสุขจนน่าหมั่นไส้อีกต่อไป
จริงอยู่ที่ในใจลึกๆ เธอยังคงอิจฉาและดูถูกซ่งถิงที่ทำเป็นเก่งได้ก็เพราะมีซ่งอวี้หน่วนคอยหนุนหลัง แต่เธอก็ยอมรับว่าซ่งอวี้หน่วนคนนี้เก่งกาจจริงๆ
เหมือนอย่างตอนนี้ พอซ่งอวี้หน่วนได้ฟังเรื่องราว เธอก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง พาต้วนฉู่ฉู่ไปหาหัวหน้าขบวนรถไฟทันที ซึ่งปรากฏว่าเป็นคนรู้จักกัน
ชายคนนั้นทักทายซ่งอวี้หน่วนอย่างดีใจพร้อมเรียกเธอว่า ‘เสี่ยวหน่วน’ ก่อนจะรีบติดต่อไปยังสถานีตรวจการณ์ที่ใกล้ที่สุดเพื่อประสานงานให้ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงให้หลัง หัวหน้าขบวนรถไฟก็กลับมาพร้อมข่าวดีว่าหาเจอสร้อยข้อมือแล้ว และจะนำมาส่งคืนให้ในขากลับที่สถานีถัดไป
เรื่องที่น่าปวดหัวกลับถูกแก้ไขได้อย่างง่ายดายเหลือเชื่อ
ต้วนฉู่ฉู่จำต้องเก็บความขุ่นมัวไว้ในใจแล้วเอ่ยขอบคุณซ่งอวี้หน่วน
“เรื่องเล็กน่า ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนโบกมือเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร ว่าจบเธอก็อุ้มน้องชายวิ่งดุ๊กดิ๊กไปดูคนเล่นกีตาร์อย่างอารมณ์ดี
ต้วนฉู่ฉู่กลับมายังที่นอนของตัวเอง สายตาเหลือบไปเห็นรอยยิ้มสดใสราวกับดอกไม้แรกแย้มของซ่งถิง เพียงครู่เดียวเธอก็เบือนหน้าหนีไปทางอื่น
***
ในขณะเดียวกัน ณ ฮ่องกง
ซ่างกวนเหิง ประธานหวัง และจงต้าเฉียวกำลังนั่งหารือเรื่องสำคัญกันอยู่
“ผมขอบอกไว้ก่อนนะ ว่าอย่าไปมีเรื่องกับคนของทางการ แผนการของพวกคุณผมไม่ขอยุ่งด้วย” ประธานหวังเปิดประเด็นขึ้นก่อน
“อย่าทำเป็นลืมสิว่าลูกชายตัวดีของคุณทำอะไรกับเซี่ยซินตงไว้ คิดว่าพอไม่มีใครไปเอาเรื่องก็ทำเป็นลืมได้งั้นเหรอ”
ซ่างกวนเหิงแค่นเสียงเย็นชา เขาหัวเสียเต็มทีที่ตนเองกับจงต้าเฉียวโดนซ่งอวี้หน่วนเล่นงาน แต่ตระกูลหวังกลับลอยนวล
“คนอื่นเขาเปียกฝนด้วยกันหมด แล้วทำไมคุณถึงจะกางร่มอยู่คนเดียวล่ะ”
ประธานหวังหน้าเจื่อนลง “ผมส่งมันไปอยู่ต่างประเทศแล้วนี่ ถึงจะหาเรื่องก็คงไม่เจอตัวผมหรอกน่า”
“อีกอย่างนะ ด้วยนิสัยของซ่งอวี้หน่วน ถ้าพวกคุณคิดจะทำลายการแสดงจริงๆ คิดว่าเธอจะปล่อยพวกคุณไปง่ายๆ เหรอ ตอนนี้พวกคุณน่าจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวกันไปก่อนจะดีกว่า”
“ถึงคุณจะเคยทำกับเซี่ยซินตงไว้ขนาดนั้น พวกเขาก็ได้แค่เรียกค่าเสียหาย ไม่เห็นจะทำอะไรคุณได้เลยนี่ พอคุณแก่ตัวไปอายุ 80 กว่า ก็ยิ่งไม่มีใครทำอะไรได้แล้ว จะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไม”
“ผมไม่สนเรื่องยุ่งกับซ่งอวี้หน่วน แต่ครั้งนี้ไม่ว่าจะยังไงผมก็ต้องรั้งตัวไอ้ตัวอัปมงคลนั่นไว้ให้ได้!” จงต้าเฉียวตวาดลั่น ใบหน้าของเขาบูดเบี้ยวด้วยความโกรธ
“ถ้ามันคิดจะกลับปักกิ่ง ก็ข้ามศพผมไปก่อนแล้วกัน!”
เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ไอ้เด็กเวรนั่นทำให้เขาต้องอับอายขายขี้หน้าไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะเรื่องที่มันดันไปร่วมมือกับลุงหลิ่ว นำเข้าเครื่องเล่นเทปมาขาย ตัดหน้าธุรกิจลับๆ ของเขาที่แอบทำโดยไม่ให้สองตระกูลใหญ่ล่วงรู้
ทุกครั้งที่คนพวกนั้นพูดถึงเรื่องเครื่องเล่นเทป หัวใจของเขาก็แทบจะวายให้ได้ เขาเชื่อสุดใจว่ามันจงใจเยาะเย้ยเขา
แต่ครั้งนี้มันคงถึงคราวซวยที่เดินเข้ามาติดกับเอง คอยดูเถอะ เขาจะจับมันขังไว้แล้วจัดการมันซะ
“พูดง่ายดีนี่” ซ่างกวนเหิงเหยียดยิ้ม “บริษัทการค้านำเข้าและส่งออกเป่ยตูฟานหัวนั่นพวกเขาสองคนเปิดร่วมกันนะ คุณคิดว่าซ่งอวี้หน่วนจะยอมปล่อยต้นเงินต้นทองอย่างนายน้อยรองจงไปง่ายๆ เหรอ อยากจะรั้งตัวเขาไว้ก็ต้องดูด้วยว่าซ่งอวี้หน่วนยอมหรือเปล่า ถ้าเธอไม่ยอม ต่อให้คุณพยายามแทบตายก็รั้งใครไว้ไม่ได้หรอก”
“ผมล่ะแปลกใจจริง ซ่งอวี้หน่วนก็แค่เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ทำไมพวกคุณถึงได้กลัวเธอนักหนา” ประธานหวังถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่เข้าใจอย่างแท้จริง
ซ่างกวนเหิงและจงต้าเฉียวสบตากัน แววตาสะท้อนความรู้สึกสมน้ำหน้าอยู่ลึกๆ พวกเขาแทบอยากจะให้ซ่งอวี้หน่วนโผล่มาสั่งสอนให้ประธานหวังได้รู้ซึ้งเดี๋ยวนี้เลย
แม้แต่ละคนจะมีจุดประสงค์ต่างกัน แต่เป้าหมายสุดท้ายของพวกเขาก็คือสิ่งเดียวกัน นั่นคือการลอบทำลายการแสดงเพื่อปลอบขวัญครั้งนี้ให้พังพินาศ
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงจ้างวานหัวหน้าของกลุ่มเสวียนเทียนเป็นพิเศษ พร้อมให้สัญญาว่าจะมอบของกำนัลชิ้นงามให้หากทำสำเร็จ
“ของกำนัลอย่างอื่นผมไม่สน” หัวหน้ากลุ่มเสวียนเทียนบอกปัด “แต่ที่ดินผืนงามตรงมุมตะวันออกเฉียงเหนือผืนนั้น ผมต้องได้มาครอง ถ้าพวกคุณไม่เข้ามายุ่ง ผมรับรองว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยจนพวกคุณพอใจ”
“แต่ที่ดินตรงนั้นตระกูลหลิ่วก็จ้องอยู่เหมือนกัน เพราะศาลบรรพชนของพวกเขาตั้งอยู่ที่นั่น”
เฮียเหลียงหัวเราะลั่น ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “พวกคุณไม่คิดว่าช่วงนี้ตระกูลหลิ่วจะเหิมเกริมเกินไปหน่อยเหรอ ขนาดกล้ามาแย่งธุรกิจของผมไปตั้งหลายอย่าง แค้นนี้ผมต้องชำระ”
แววตาของเขาฉายความอำมหิตออกมาอย่างไม่ปิดบัง “สิ่งแรกที่ผมจะทำหลังได้ที่ดินผืนนั้นมา คือขุดสุสานบรรพบุรุษของตระกูลหลิ่วทิ้งซะ…”
[จบบท]