บทที่ 453: ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับฝีมือการแสดง
เบื้องหลังการเดินทางมาที่นี่ของท่านผู้เฒ่ากู้คือภารกิจตามหาคน ซึ่งถึงแม้ว่าท่านจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่สถานะในอดีตก็ยังคงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอยู่ หากเลี่ยงการเปิดเผยตัวตนได้ก็ควรทำ ดังนั้นจึงไม่มีการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ
ทว่าสหายเจ้าหน้าที่สองนายที่สำนักงานกลับเหลือบมองมาที่ท่านเป็นพิเศษ เพราะทั้งคู่ได้รับคำสั่งลับให้คอยอำนวยความสะดวกในการตามหาคนของท่านผู้เฒ่ากู้ทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไข
ในตอนแรกที่ได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อ จงต้าเฉียวก็รู้สึกดีใจ เขามองไปยังตึกฝั่งตรงข้ามอย่างมีความหวัง แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ว่าทำไมถึงมีเสียงตะโกนดังขึ้นแค่ครั้งเดียวแล้วก็เงียบหายไป
เขากับซ่างกวนเหิงสบตากันอย่างไม่เข้าใจ ขณะที่ประธานหวังซึ่งยืนอยู่ด้านหลังแค่นเสียงออกมาด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะกดเสียงให้ต่ำลงแล้วเอ่ยตำหนิ
“บอกพวกคุณแล้วใช่ไหมว่าอย่ามาเล่นตุกติกอะไรแบบนี้ ไม่เคยจะฟังกันเลย แล้วนี่อะไร ตะโกนอยู่แค่หนเดียวก็เงียบไป หรือว่าต้องจ่ายเงินเพิ่มให้มันอีก เงินที่ให้ไปมันไม่พอหรือยังไง”
“ผมให้คนไปดูแล้วครับ” ซ่างกวนเหิงตอบกลับด้วยความหัวเสีย
ณ ขณะเดียวกันนั้น จงต้าเฉียวก็จับจ้องไปยังร่างของจงเส้าชิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างไม่วางตา ในที่สุดสายตาของสองพ่อลูกก็ได้ประสานกันผ่านฝูงชนที่ขวักไขว่ ความรู้สึกโกรธแค้นอันรุนแรงได้ปะทะกันกลางอากาศอย่างไม่มีใครยอมใคร
ทันใดนั้นจงต้าเฉียวก็เริ่มต้นการแสดง เขากางแขนทั้งสองข้างออกพร้อมกับปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ลูกพ่อ ลูกรอง ในที่สุดลูกก็กลับมาจนได้ พ่อนึกว่าจะทิ้งพ่อแก่ๆ คนนี้ไปแล้วเสียอีก”
“มานี่สิ มาให้พ่อดูหน้าหน่อยว่าผอมลงไปบ้างไหม สบายดีรึเปล่า รู้ไหมว่าพ่อคิดถึงลูกจะตายอยู่แล้ว”
ประโยคท้ายๆ นั้นเขาเค้นเสียงลอดไรฟันออกมา หากเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องราวก็คงจะซาบซึ้งไปกับภาพตรงหน้า แต่สำหรับคนที่รู้ความจริงแล้วก็ได้แต่เบ้ปากให้กับละครฉากใหญ่
ในจังหวะที่ซ่งอวี้หน่วนวิ่งข้ามถนนไปยังอีกฝั่ง จงเส้าชิงก็ส่งบอดี้การ์ดอาต้าและบอดี้การ์ดอาเฉิงของเขาพุ่งตามไปสมทบกับพี่ลู่ที่ไปตรวจสอบสถานการณ์ก่อนแล้วทันที
เซี่ยซินตงกระชับอ้อมแขนที่อุ้มหมิงเซิ่งน้อยไว้แน่น ขณะที่นิ้วมือของซ่งหมิงโปขยับอย่างรวดเร็วเพื่อคำนวณบางอย่าง เพียงไม่กี่อึดใจเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง น้องสาวของเขาสบายดี คนที่กำลังจะเดือดร้อนน่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามมากกว่า
จงเส้าชิงรู้ดีว่าซ่งอวี้หน่วนเก่งกาจแค่ไหน เขาจึงเลือกที่จะไม่ตามไปเป็นภาระให้เธอ
และในตอนนี้เอง จงต้าเฉียวที่กำลัง ‘ตื่นเต้นดีใจ’ จนน้ำหูน้ำตาไหลก็กางแขนเดินตรงเข้ามาหา ดวงตาของจงเส้าชิงวาวโรจน์ไปด้วยความเกลียดชัง เขาอดคิดไม่ได้เลยว่าจงต้าเฉียวที่แสดงละครตบตาได้แนบเนียนขนาดนี้ ครั้งหนึ่งก็คงเคยใช้ท่าทีเสแสร้งแบบนี้เพื่อหลอกลวงแม่และครอบครัวของตาเขาเหมือนกัน
คำพูดของซ่งอวี้หน่วนที่ว่า ‘ชีวิตก็เหมือนละคร ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับฝีมือการแสดง’ ผุดขึ้นมาในความคิดของเขา ช่างเป็นความจริงอย่างที่เสี่ยวหน่วนว่าไว้ไม่มีผิด
ขณะที่ความคิดกำลังสับสนวุ่นวายอยู่ในหัว ทั้งสองคนก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากันโดยไม่รู้ตัว
มุมปากของจงต้าเฉียวยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างผู้มีชัย ไอ้ลูกสารเลวคนนี้เกลียดเขาเข้าไส้ ไม่ว่าจะโดนทุบตี ด่าทอ หรือถากถางแค่ไหน เขาก็ไม่เคยรู้สึกรู้สาอะไร เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมามันก็เป็นแบบนี้มาตลอดจนเขาน่าจะชินไปแล้ว
ครั้งนี้จงต้าเฉียวจึงเปลี่ยนแผนใหม่ตามคำแนะนำของลูกชายคนโต เขารอดูอย่างใจจดใจจ่อว่าลูกชายที่เกิดจากผู้หญิงแพศยาคนนั้นจะมีปฏิกิริยาตอบกลับมาอย่างไร
สองพ่อลูกยืนเผชิญหน้ากันนิ่ง
มือที่กางออกของจงต้าเฉียวยังไม่ทันได้ลดลง ขอบตาของจงเส้าชิงก็พลันแดงก่ำขึ้นมาเสียก่อน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พ่อครับ ผมคิดถึงพ่อเหลือเกิน คิดถึงมากๆ เลยครับ”
ไม่ทันขาดคำ จงเส้าชิงก็โผเข้ากอดจงต้าเฉียวที่ตัวเตี้ยกว่าเขาครึ่งศีรษะไว้แน่น
ภาพของสองพ่อลูกที่กอดกันกลมทำให้จงต้าเฉียวถึงกับตั้งตัวไม่ทัน นับตั้งแต่ภรรยาของเขาเสียไป ไอ้ลูกคนนี้ก็ไม่เคยแม้แต่จะยิ้มให้เขาอีกเลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกอดด้วยซ้ำ
ช่วงหลังที่มันสติไม่ดีก็ยิ่งแล้วใหญ่ แต่ตอนนี้อ้อมกอดที่รัดแน่นกลับแฝงไปด้วยความอบอุ่น อีกทั้งในแววตายังฉายแววรักใคร่เทิดทูนอย่างสุดสุด
จงต้าเฉียว “...” รู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้มันดูผิดที่ผิดทางไปหน่อยนะ
แล้วจู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาจากลูกชายคนที่สองเล็ดลอดเข้ามาในหู “ผมอยากให้พ่อตายใจจะขาด ทำไมยังไม่ตายอีกสักทีล่ะครับ หรือว่ารอให้ผมลงมือฆ่าด้วยตัวเอง ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยมีชีวิตอยู่ต่อไปดีๆ นะครับ…”
ดวงตาของจงต้าเฉียวเบิกกว้างด้วยความตกใจ
เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของจงเส้าชิงที่ยังคงมีน้ำตาคลอหน่วยด้วยความไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
จังหวะนั้นเองจงเส้าชิงก็คลายอ้อมกอดออกจากร่างของพ่อ เขาปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนจะแสร้งทำเสียงสะอื้นให้คนรอบข้างได้ยินอย่างทั่วถึง “พ่อครับ พอได้จากท่านมาไกลขนาดนี้ ผมถึงได้ตระหนักว่าพ่อดีกับผมมากแค่ไหน เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ผมถึงได้สวดภาวนาขอให้ท่านสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว! รอให้ผมหายป่วยเมื่อไหร่ ผมจะกลับไปดูแลปรนนิบัติท่านเป็นอย่างดีที่สุดเลยครับ!”
ประโยคท้ายๆ เขาจงใจเน้นเสียงชัดถ้อยชัดคำ
จงต้าเฉียวถึงกับตามสถานการณ์ไม่ทัน
เขาอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าควรจะสรรหาคำพูดใดมาเอ่ย
ผู้เฒ่าหลิ่วคือคนที่มีปฏิกิริยาไวที่สุด แม้จะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สัญชาตญาณก็บอกว่าเรื่องนี้มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ
ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าสถานการณ์บนถนนฝั่งตรงข้ามเป็นอย่างไรบ้าง ในใจร้อนรนไปหมด แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับดูเป็นปกติสุขดี ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่เลย
ผู้เฒ่าหลิ่วได้แต่ยืนงงอยู่กับที่ แต่ก็ยังอุตส่าห์หาเสียงตัวเองเจอจนได้
“โอ้โห ดูสิ เส้าชิงออกไปข้างนอกแค่แป๊บเดียวก็ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลยนะ น่าปลื้มใจจริงๆ”
“นั่นสิ นั่นสิ เมื่อก่อนได้ยินประธานจงบ่นให้ฟังบ่อยๆ ว่าลูกชายคนรองไม่เอาไหนขนาดไหน วันๆ ก็เอาแต่สติไม่สมประกอบ แต่ดูตอนนี้สิ เหมือนจะหายดีแล้วแถมยังรู้จักคิดอีกด้วย”
“ใช่ๆ หน้าตาก็หล่อเหลาดูดี แถมยังสุภาพอ่อนน้อมอีกต่างหาก”
“เห็นทีข่าวลือคงจะเชื่อถือไม่ได้จริงๆ เรื่องที่เขาเล่าว่ามันก็แค่ลมปาก ต้องมาเห็นกับตาตัวเองถึงจะรู้ความจริง”
ผู้คนรอบข้างต่างพากันพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส ไม่ว่าจะด้วยความจริงใจ เสแสร้ง หรือแค่อยากรู้อยากเห็น แต่คำพูดเหล่านั้นทำให้จงต้าเฉียวที่เพิ่งจะตั้งสติได้รู้สึกจุกอกเหมือนมีก้างปลามาขวางอยู่ที่ลำคอ
นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ทำไมไอ้ลูกสารเลวคนนี้ถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้
เขาเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว สายตาจับจ้องไปยังจงเส้าชิงที่ยังคงใช้หลังมือปาดน้ำตาไม่หยุดหย่อน ในใจรู้สึกว่าภาพตรงหน้านี้มันช่างเหนือจริง นี่เขาคงไม่ได้ฝันไปใช่ไหม
เรื่องแบบนี้จะเป็นความจริงไปได้อย่างไรกัน
ทางด้านกลุ่มคน 12 คนที่ถูกจ้างมาให้ตะโกนก่อกวนก็กำลังรู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเหนือจริงไม่แพ้กัน
พวกเขาแต่ละคนถือโทรโข่งอันใหญ่เตรียมพร้อม รอแค่ให้หัวหน้ากลุ่มส่งสัญญาณตะโกนประโยคแรกออกมา ทุกคนก็จะประสานเสียงตามทันที เพราะเอาเข้าจริงบางคนยังจำชื่อเป้าหมายที่ต้องตะโกนเรียกไม่ได้ด้วยซ้ำ
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าทันทีที่หัวหน้ากลุ่มตะโกนออกไปได้เพียงประโยคเดียว จะมีก้อนดินปริศนาพุ่งเข้าใส่หน้าผากของเขาอย่างจัง
จากนั้นก้อนดินอีกนับไม่ถ้วนก็ถาโถมเข้าใส่พวกเขาราวกับห่าฝน บ้างโดนปาก บ้างโดนตา แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย ที่โดนตาก็แค่รู้สึกพร่ามัวไปชั่วขณะเท่านั้น
ซ่งอวี้หน่วนมองไม่เห็นสถานการณ์ฝั่งตรงข้ามได้ชัดเจนนัก แต่เธอสามารถระบุตำแหน่งที่มาของเสียงได้อย่างแม่นยำ เธอรู้ดีว่าคนกลุ่มนี้ต้องยืนรวมตัวกันอยู่ ไม่ได้ปะปนกับฝูงชนทั่วไป
เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหลงไปโดนผู้บริสุทธิ์ ก้อนดินที่ปาออกไปจึงมีเพียงความเร็วแต่ไร้ซึ่งความรุนแรง หากเข้าปากไปก็แค่ต้องเสียเวลาบ้วนฝุ่นดินทิ้งเท่านั้น
ตอนนี้ซ่งอวี้หน่วนยืนประจันหน้ากับคนเหล่านั้น เธอหรี่ตามองสำรวจไปทั่วทั้งกลุ่ม
แล้วภาพเหตุการณ์สองฉากก็ฉายชัดขึ้นมาในหัวเมื่อเธอเห็นชายคนหนึ่งในนั้น
อ๋อ ที่แท้ก็เป็นคนของเฮียเหลียงนี่เอง และดูเหมือนว่าเฮียเหลียงคนนี้จะเป็นถึงศิษย์เอกของลิ่วเย่ ผู้ทรงอิทธิพลคนสำคัญ
ภาพทั้งสองที่แวบเข้ามาทำให้ซ่งอวี้หน่วนเข้าใจแผนการของพวกเขาทันที
ที่แท้พวกเขาก็แค่ต้องการจะสร้างความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ ในระหว่างพิธีต้อนรับ แต่ก็เป็นการก่อกวนในระดับที่ไม่ทำให้ฝ่ายนั้นโกรธเคือง เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่คณะนาฏศิลป์ แต่เป็นเธอ ซ่งอวี้หน่วนเพียงคนเดียว
ซ่งอวี้หน่วนยกยิ้มที่มุมปาก รู้สึกพอใจอยู่ลึกๆ ที่ตัวเองมีความสำคัญมากพอจะเป็นเป้าหมายได้
[จบบท]