บทที่ 454: ยินดีต้อนรับอย่างอบอุ่น!
ซ่งอวี้หน่วนเห็นหัวโจกของกลุ่มที่ชื่อเฮยอวี๋ไจ่กำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างสับสน เหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่เจอ จนถึงกับต้องแหงนหน้ามองฟ้า แต่สุดท้ายสายตาของเขาก็จับจ้องไปยังกลุ่มคนที่อยู่อีกฟากหนึ่ง
พอเห็นเป้าหมาย เขาก็ยกโทรโข่งขึ้นเตรียมพร้อมทำงาน แต่ก่อนที่เสียงตะโกน “ซ่งอวี้หน่วนไสหัวออกไป” จะหลุดออกจากปาก ซ่งอวี้หน่วนก็เคลื่อนไหวรวดเร็วจนเหมือนภาพเบลอไปปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
หากเป็นการเผชิญหน้ากันสองต่อสอง ไอ้หนุ่มนั่นคงได้ตกใจจนหัวใจวาย แต่บริเวณนี้มีคนอยู่เต็มไปหมด แถมยังมีชาวบ้านที่รู้ว่าคนกลุ่มนี้เป็นใครมายืนมุงดูอยู่ห่างๆ ด้วยความสนใจในกลุ่มคนหน้าใหม่ที่เพิ่งมาถึง ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นการปรากฏตัวของเธอเลย
ซ่งอวี้หน่วนไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอคว้าโทรโข่งมาจากมือของเฮยอวี๋ไจ่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนท้ายทอยของเขาเต็มแรงจนร่างโปร่งโซซัดโซเซเกือบล้มหน้าคะมำ
พรรคพวกที่เหลือของเขาต่างพากันหันมามองอย่างตกใจ ในมือของแต่ละคนยังกำโทรโข่งไว้แน่น
เฮยอวี๋ไจ่เองก็ยังตั้งหลักไม่ได้ พอรู้ตัวอีกทีก็เห็นเด็กสาวหน้าตาสวยคนหนึ่งกำลังถือโทรโข่งของเขาอยู่ เขาเบิกตากว้างอย่างเอาเรื่อง ไม่ใช่คนที่จะมาหวั่นไหวกับคนสวยหน้าไหนทั้งนั้น แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากด่า ซ่งอวี้หน่วนก็ชิงเปิดฉากเทศนาด้วยภาษากวางตุ้งไฟแลบเสียก่อน
“ไอ้หัวปลาเน่า ไอ้ลูกปลาดำเอ๊ย! เฮียเหลียงไม่ได้ส่งคนมาบอกแล้วเหรอว่าห้ามตะโกนคำขวัญนี้ ทำไมแกยังจะตะโกนอีก ในหัวแกมีแต่ขี้หรือไง รีบเปลี่ยนคำขวัญเดี๋ยวนี้ มาๆ ตะโกนตามฉัน ยินดีต้อนรับ! ยินดีต้อนรับอย่างอบอุ่น! ยินดีต้อนรับ! ยินดีต้อนรับอย่างอบอุ่น!”
ทุกคนที่ได้ยิน “...”
ซ่งอวี้หน่วนยกโทรโข่งขึ้นด้วยมือซ้าย ส่วนมือขวาก็ไล่ตบหัวไอ้หนุ่มพวกนั้นเรียงตัวดัง ‘ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ!’ ไม่ว่าชายหรือหญิงก็โดนกันถ้วนหน้า มีเพียงเด็กสาวไม่กี่คนที่แต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดที่เธอจะลดแรงลงมาหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแรงพอที่จะทำให้พวกเธอเซได้เหมือนกัน ปากก็ยังสบถด่าไม่หยุดหย่อน
เธอไม่เปิดโอกาสให้ใครได้ทันคิด แล้วตะคอกใส่หน้า “ยังจะยืนบื้อทำซากอะไรกันอยู่ รีบตะโกนสิโว้ย รอให้พวกเขาขึ้นรถกันไปหมดแล้วหรือไง ถึงตอนนั้นพวกแกจะตะโกนหาอะไรได้อีก”
เฮยอวี๋ไจ่มึนงงไปหมด กว่าจะเค้นเสียงถามออกมาได้ก็เล่นเอาเหนื่อย “เธอ...เธอเป็นใครกัน”
“ป้าบ!” ซ่งอวี้หน่วนสวนกลับไปด้วยลูกเตะเต็มแรงจนเขาล้มกลิ้งลงไปกับพื้น ใบหน้าของเธอดุดันอย่างกับนางมารร้าย เธอกระทืบซ้ำไปอีกหลายทีพร้อมกับด่าไม่หยุดปาก
“ยังจะมีหน้ามาถามอีกว่าเป็นใคร ถ้าไม่ใช่เพราะพวกแกมันโง่เง่า ฉันจะต้องเผยตัวออกมาแบบนี้ไหม พอกลับไปลิ่วเย่ก็เล่นงานฉันอีกพอดี ทั้งหมดเป็นความผิดของแก ไอ้หัวปลาดำ ไอ้ลูกปลาเน่า! เมื่อคืนเสียพนันให้อาไห่ไปตั้งเยอะ น่าจะจับโยนลงทะเลให้ปลาฉลามกินซะ จะได้ไม่ต้องมายืนเสียเวลาสั่งสอนแกอยู่ที่นี่”
พูดจบเธอก็ตวัดสายตาคมกริบมองไปยังลูกสมุนอีก 11 คนที่เหลือ เท้าข้างหนึ่งยังคงเหยียบปากของเฮยอวี๋ไจ่ที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น แล้วตวาดลั่น “มัวยืนทำอะไรกันอยู่ รีบตะโกนสิวะ!”
เฮยอวี๋ไจ่ได้แต่โอดครวญในใจ เจ๊ครับ เจ๊เหยียบปากผมอยู่แบบนี้ แล้วผมจะตะโกนได้ยังไง ลุกขึ้นยืนยังทำไม่ได้เลย
แต่ในใจกลับตกตะลึงจนพูดไม่ออก นี่มันใครกันวะ แรงเยอะเป็นบ้า ฝีมือก็ดีขนาดนี้ เขาคลุกคลีอยู่ในวงการมาตั้งหลายปี เพิ่งจะเคยเจอสาวสวยที่ทั้งแรงเยอะและฝีมือดีขนาดนี้เป็นครั้งแรก
โดยเฉพาะตอนที่เธอลงมือ ทั้งโหดทั้งเร็วชนิดที่ไม่มีใครทันได้ขยับตัวต้านทานเลยด้วยซ้ำ
ซ่งอวี้หน่วนยกเท้าออกแล้วเตะเฮยอวี๋ไจ่ให้พ้นทาง ก่อนจะกระชากคอเสื้อไอ้หนุ่มร่างผอมคนหนึ่งเข้ามาแล้วตบหน้าฉาดใหญ่จนหน้าหัน
ไอ้หนุ่มนั่นโดนตบจนโลกหมุน เอามือกุมแก้มที่ร้อนผ่าวของตัวเองแล้วมองเธออย่างงุนงง ไม่รู้จะทำตัวยังไงดี
ซ่งอวี้หน่วนชี้นิ้วไปที่หน้าเขา แล้วออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด “แกนั่นแหละ นำตะโกน!”
ไอ้หนุ่มร่างผอมไม่ติดใจสงสัยในตัวซ่งอวี้หน่วนเลยแม้แต่น้อย ก็เธอเล่นลงไม้ลงมือได้โหดเหี้ยมขนาดนั้น ไหนจะท่าทางที่ทรงอำนาจเกินวัย ภาษากวางตุ้งที่พูดได้คล่องปรื๋อ แถมยังรู้เรื่องวงในอีกต่างหาก ไม่ว่าใครก็ต้องเชื่อทั้งนั้น
อย่างเรื่องที่เฮยอวี๋ไจ่เพิ่งเสียพนันเมื่อคืนวาน แถมยังโดนซ้อมไปหนึ่งยกก่อนจะถูกปล่อยตัวมา ก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ จะรู้ได้ง่ายๆ ที่สำคัญ เธอยังอ้างชื่อของ ‘ลิ่วเย่’ ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นบุคคลที่พวกเขาใฝ่ฝันว่าจะได้เจอตัวจริงสักครั้งในชีวิต แค่ได้โค้งหัวให้ก็ถือเป็นเกียรติสูงสุดแล้ว
ขนาดเฮยอวี๋ไจ่ที่เพิ่งโดนเตะจนล้มลุกคลุกคลานยังต้องรีบคลานเข้ามาประจบ “ผมตะโกนเองครับ พวกเราจะตะโกนเดี๋ยวนี้เลย”
ภาพที่บอดี้การ์ดอาต้า บอดี้การ์ดอาเฉิง และพี่ลู่ วิ่งกระหืดกระหอบมาเห็น คือซ่งอวี้หน่วนกำลังยืนถือโทรโข่งอยู่กลางวงนักเลง แล้วนำตะโกนก้องว่า “ยินดีต้อนรับ! ยินดีต้อนรับอย่างอบอุ่น!”
ภาพที่เห็นมันเหนือจริงเสียจนทั้งสามคนคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ ไม่ใช่แค่ เหมือนว่า กำลังฝัน แต่คือฝันไปแล้วจริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนยังคงตะโกนต่อไปพลางโบกไม้โบกมือเป็นสัญญาณให้ทั้งสามคนไปทำหน้าที่ของตัวเองได้แล้ว
บอดี้การ์ดอาต้ากับบอดี้การ์ดอาเฉิงมองเฮยอวี๋ไจ่ที่พยุงตัวลุกขึ้นมา แม้จะไม่เคยเห็นหน้า แต่ก็พอจะเดาได้ว่าคนกลุ่มนี้น่าจะเป็นลูกสมุนของเฮียเหลียง แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือท่าทีของเฮยอวี๋ไจ่ที่ลุกขึ้นมาพร้อมกับใบหน้ายิ้มประจบ “ผมตะโกนเองครับ ผมตะโกนเอง! เจ๊อย่าโกรธเลยนะครับ ผมไม่ได้รับข่าวจริงๆ”
ซ่งอวี้หน่วนยกโทรโข่งขึ้นมาเคาะหัวเขาเบาๆ แล้วถามเสียงเย็น “แล้วตอนนี้ล่ะ”
“ตอนนี้ได้รับแล้วครับ!” เฮยอวี๋ไจ่รีบพยักหน้าหงึกๆ
ซ่งอวี้หน่วนแค่นเสียงหัวเราะ “ทำให้มันดีๆ หน่อย ไม่งั้นฉันจะจัดการแกซะ!”
สิ้นคำสั่ง เฮยอวี๋ไจ่ก็คว้าโทรโข่งไปตะโกนแหกปากอย่างสุดเสียง ราวกับจะระเบิดพลังความกระตือรือร้นทั้งหมดที่มีในชีวิตออกมา
เมื่อเห็นว่าคนของฝ่ายตัวเองกำลังจะขึ้นรถกันหมดแล้ว ซ่งอวี้หน่วนจึงกระชากคอเสื้อของเฮยอวี๋ไจ่มาขู่ทิ้งท้าย “พอรถฉันไปแล้ว ก็รีบไสหัวไปให้หมด!” ทั้ง 12 ชีวิตพยักหน้ารับคำอย่างพร้อมเพรียง
ทันทีที่ซ่งอวี้หน่วนก้าวขึ้นรถมินิบัสที่มารับเพื่อไปยังโรงแรม เสียงตะโกนทั้งหมดก็เงียบลงทันที เฮยอวี๋ไจ่กำลังสอดส่ายสายตามองหาเธอ แต่แล้วรถมินิบัสคันหนึ่งก็ค่อยๆ เคลื่อนมาจอดตรงหน้า หน้าต่างรถเลื่อนลงเผยให้เห็นใบหน้างดงามของเธอ
ไอ้ผอมชี้ไปที่เธออย่างตื่นเต้น “นั่นไง เธอ เธอ...”
ซ่งอวี้หน่วนยกมือขึ้นทำท่าเชือดคอช้าๆ เท่านั้นแหละ ทั้งเฮยอวี๋ไจ่และไอ้ผอมก็หุบปากฉับ รีบมุดหัวหนีเข้าไปในฝูงชนด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่รถมินิบัสจะเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุด บอดี้การ์ดตัวจริงของซ่างกวนเหิงก็ฝ่าฝูงชนเข้ามาได้สำเร็จ เขาตรงเข้ามาหาเฮยอวี๋ไจ่อย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยงแล้วตะคอกใส่หน้า “ตะโกนบ้าอะไรของพวกแก ใครสั่งให้พวกแกตะโกนแบบนี้วะ”
เฮยอวี๋ไจ่ถึงกับงง แต่พอเจอน้ำเสียงกระโชกโฮกฮากไม่ไว้หน้าเข้าก็ชักจะโมโหเหมือนกัน เขาจึงสะบัดแขนอย่างแรง ไอ้หนุ่มร่างผอมกำลังจะอ้าปากฟ้องว่าฝีมือใคร แต่พอเห็นท่าเชือดคอของซ่งอวี้หน่วนแวบเข้ามาในหัว เขาก็หุบปากฉับ ในเมื่อเธอบอกว่าตัวตนเป็นความลับ ก็แปลว่าห้ามแพร่งพรายเด็ดขาด
เขาตัดสินใจผลักบอดี้การ์ดคนนั้นออกไป แล้วเตรียมพาลูกน้องกลับไปรับเงินค่าจ้าง ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ได้เงินมาง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ
บอดี้การ์ดสองคนเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้าไปขวาง หากปล่อยให้พวกนี้ไปโดยที่ยังไม่ได้ความอะไรเลย พวกเขาจะกลับไปรายงานเจ้านายได้อย่างไร
แต่ด้วยความรีบร้อน บอดี้การ์ดคนหนึ่งจึงเผลอคว้าแขนของเฮยอวี๋ไจ่แรงไปหน่อย แรงกระชากนั้นไปโดนแผลที่โดนซ่งอวี้หน่วนเตะเข้าอย่างจัง ความเจ็บแปลบแล่นปราดขึ้นมาจนเฮยอวี๋ไจ่แทบจะร้องไห้ออกมา
ด้วยความเจ็บและความโมโห เขาจึงฟาดฝ่ามือใส่หน้าบอดี้การ์ดไปเต็มแรง...ฉาด! บอดี้การ์ดคนนั้นถึงกับหน้าหันด้วยความมึนงง แต่แล้วความโกรธก็เดือดพล่านจนชกสวนกลับไปทันที
จากนั้นความโกลาหลก็บังเกิด บอดี้การ์ดสองคนถูกรุมสกรัมจนน่วม ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันวิ่งหนีกระเจิง ปล่อยให้พื้นที่ริมถนนกลายเป็นสังเวียนไป
ตัดภาพกลับมาที่ในรถ เซี่ยโป๋เหวินและผู้เฒ่ากู้เพิ่งจะดึงสติกลับมาจากภาพเหตุการณ์สุดช็อกเมื่อครู่ได้
[จบบท]