บทที่ 456: เธอยังมองฉันต่ำต้อยถึงเพียงนี้
ประธานหวังได้แต่ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก โชคดีเหลือเกินที่เขาไหวตัวทันรีบส่งลูกชายออกไปตั้งแต่วันที่เซี่ยซินตงกลับมาถึง
เขาได้แต่ภาวนาให้เซี่ยซินตงลืมเรื่องราวในอดีตไปเสีย อย่าได้จดจำมันขึ้นมาอีกเลย ตัวเขาแค่อยากจะทำมาค้าขายอย่างสงบสุข ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องบาดหมางของใครทั้งนั้น
ในเวลานี้ มีเพียงจงต้าเฉียวและซ่างกวนเหิงที่ตกอยู่ในสถานการณ์หัวอกเดียวกัน ประธานหวังเองก็อึดอัดใจที่จะปลีกตัวออกไป จึงทำได้แต่นั่งรอให้ทั้งสองคนระบายความโกรธจนพอใจ
ซ่างกวนเหิงกลับมาถึงบ้านด้วยอารมณ์คุกรุ่น เขาตรงไปยังห้องเก็บสมบัติล้ำค่าส่วนตัว ก่อนจะเปิดตู้บานหนึ่งออกอย่างแรง สายตาคมกริบจับจ้องไปยังแท่นฝนหมึกเก้ามังกรที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายใน เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนือกว่า
คราวนี้ เขาจะต้องวางแผนให้รัดกุมที่สุด เพื่อจัดการทั้งเซี่ยโป๋เหวินและเซี่ยซินตงให้สิ้นฤทธิ์อยู่ที่ฮ่องกงแห่งนี้ แต่แผนการนี้จะต้องไม่กระทบกระเทือนถึงตัวซ่งอวี้หน่วนเป็นอันขาด...ซ่างกวนเหิงจมดิ่งลงในห้วงความคิดอันซับซ้อน
ขณะเดียวกัน ซ่งอวี้หน่วนก็กำลังจัดลำดับความสำคัญของภารกิจที่เธอต้องทำให้สำเร็จระหว่างที่อยู่ฮ่องกง
อย่างแรกเลยคือต้องช่วยนายน้อยรองทวงเหมืองหยกกลับคืนมาให้ได้ ที่จริงแล้วเหมืองแห่งนั้นเป็นสมบัติของตระกูลไห่มาแต่เดิม เหมืองที่ว่าตั้งอยู่นอกประเทศ ในหุบเขาอวี้กวง และถูกเปิดดำเนินการมานานถึง 15 ปีแล้ว
ที่นั่นเป็นแหล่งหยกขนาดมหึมาซึ่งปัจจุบันตกอยู่ภายใต้การควบคุมของจงต้าเฉียว ส่งผลให้ธุรกิจจิวเวลรี่ของตระกูลจงผงาดขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ในฮ่องกง หากไม่รีบชิงกลับคืนมาตอนนี้ รอจนสัมปทานหมดอายุ ถึงตอนนั้นก็ได้คืนมาแต่เหมืองที่ว่างเปล่า ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรเลย
อีกทั้งบริษัทฟานหัวของเธอกับนายน้อยรองก็กำลังต้องการวัตถุดิบมาเติมคลังสินค้า
ตอนนี้เธอมีสิทธิ์ใช้คลังพลาธิการทหารได้ถึง 10 ปี แค่คิดถึงเรื่องนี้ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ คลังสินค้าขนาดมหึมานั้นเพิ่งถูกใช้งานไปเพียงหนึ่งในห้า ของมีค่าที่นับวันจะยิ่งหายากแบบนี้ ต้องรีบกักตุนไว้ให้มากที่สุด
อีกอย่าง นายน้อยรองให้ความไว้วางใจเธอถึงเพียงนี้ เธอจะทำให้เขาต้องกลับไปมือเปล่าได้อย่างไร
ภารกิจต่อมาคือแท่นฝนหมึกเก้ามังกร หากมันอยู่ในเงื้อมมือของซ่างกวนเหิงจริงๆ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหน เธอก็จะเอามันกลับคืนมาให้ได้ และที่สำคัญที่สุด การมาแสดงในครั้งนี้เป็นสิ่งที่เธอผลักดันจนเกิดขึ้น เธอจะยอมให้มีเรื่องด่างพร้อยใดๆ เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
อ้อ! แล้วก็เรื่องที่อาหญิงเพิ่งเล่าให้ฟังเมื่อกี๊... ยัยต้วนฉู่ฉู่นั่นอีกคน! ยัยงูพิษไม่รู้จักบุญคุณคน!
ซ่งอวี้หน่วนไม่รอช้า ตรงไปหาต้วนฉู่ฉู่ที่ห้องทันที
ต้วนฉู่ฉู่กำลังอยู่ในห้องพอดี เมื่อเธอเปิดประตูออกมาแล้วเห็นว่าเป็นซ่งอวี้หน่วนก็มีท่าทีลนลานอย่างเห็นได้ชัด แต่แล้วก็พยายามรวบรวมความกล้า คิดในใจว่าตัวเองก็อายุมากกว่า จะไปกลัวเด็กกว่าทำไม ว่าแล้วก็ยอมหลีกทางให้ซ่งอวี้หน่วนเข้ามาในห้อง
จะไม่ให้เข้าได้ยังไงล่ะ ในเมื่อเธอเพิ่งเห็นกับตาว่าซ่งอวี้หน่วนสามารถเปลี่ยนจากเสียงโห่ไล่ ‘ซ่งอวี้หน่วนออกไป’ ให้กลายเป็นเสียงต้อนรับอย่างกึกก้องว่า ‘ยินดีต้อนรับ ยินดีต้อนรับอย่างอบอุ่น’ ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
แถมเธอยังได้ยินเสียงของซ่งอวี้หน่วนแว่วมาจากในกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยซ้ำ นี่มันหมายความว่ายังไง แล้วยังจะยัยซ่งถิงนั่นอีก กล้าดียังไงมาตบหน้าเธอ ทั้งที่เธอก็แค่พูดความจริงออกมาเท่านั้น
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองใบหน้าของต้วนฉู่ฉู่แล้วยิ้มหยัน “โดนอาหญิงของฉันจัดหนักมาสินะคะ”
ดวงตาของต้วนฉู่ฉู่แดงก่ำขึ้นมา “ต่อให้ฉันพูดแบบนั้นไปจริงๆ มันก็เป็นสิ่งที่ทุกคนในที่นั้นคิดเหมือนกันนั่นแหละ แต่ฉันมันโง่เองที่ดันพูดออกไปเป็นคนแรก! แล้วเธอยังจะเอาอะไรกับฉันอีก ฉันโดนอาของเธอตบไปแล้วนะ!”
“ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ ค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กดดัน
“ระหว่างเราไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกัน ตรงกันข้าม ฉันกลับเป็นคนที่มีบุญคุณกับคุณด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้ฉันในวันนั้น สร้อยข้อมือทองคำของคุณคงหายไปแล้ว”
“อย่าอ้างเลยนะคะว่าที่บ้านมีเส้นสาย เพราะในสถานการณ์แบบนั้น ถ้าไม่รีบแจ้งเรื่องทันที ใครเก็บได้ก็คือเจ้าของคนใหม่นั่นแหละ ฉันอุตส่าห์ช่วยคุณ แต่พอเกิดเรื่องวุ่นวายที่ด่านตรวจ คุณกลับไม่ยอมยืนหยัดอยู่ข้างเรา แถมยังพูดจาเหน็บแนมอีก... ทำไมล่ะคะ”
ใบหน้าของต้วนฉู่ฉู่แดงก่ำ พยายามตะกุกตะกักแก้ตัว “ฉันไม่ได้เหน็บแนมนะ ฉันแค่...แค่ตกใจน่ะ”
“พูดถูกค่ะ คุณแค่ตกใจ” ซ่งอวี้หน่วนสวนกลับทันควัน “ทั้งๆ ที่ปกติแล้วคุณเป็นคนที่ฉลาด รู้ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด แต่วันนี้กลับเก็บอาการไว้ไม่อยู่ เหตุผลหลักก็คงเป็นเพราะคุณไม่พอใจอาหญิงของฉันมานานแล้วใช่ไหมล่ะคะ”
“คุณลองตอบมาสิว่า ตั้งแต่ที่อาหญิงของฉันเข้ามาอยู่ในคณะนาฏศิลป์ คุณก็พาพรรคพวกมาคอยกีดกัน พูดจาเหน็บแนมสารพัด... นานแค่ไหนแล้วล่ะคะที่คุณทำแบบนี้”
“อย่าเห็นว่าอาหญิงของฉันเป็นคนซื่อๆ ไม่กล้าสู้คน แล้วจะข่มเหงรังแกได้ตามใจชอบนะคะ”
“บนโลกใบนี้ คนซื่อสัตย์เขาไม่ผิดหรอกค่ะ คนที่ผิดคือพวกใจบาปหยาบช้า และพวกที่ดีแต่ยกตนข่มท่านต่างหาก”
“คุณทำเรื่องทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะเขี่ยอาหญิงของฉันให้พ้นทาง ให้กระเด็นออกจากคณะนาฏศิลป์ใช่ไหมล่ะคะ”
“ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมโลกนี้จะมีคนที่เก่งกว่าคุณไม่ได้ หรือว่าคุณต้องเป็นที่หนึ่งเสมอไปงั้นเหรอคะ ไม่คิดว่าความคิดแบบนี้มันไร้เดียงสาไปหน่อยเหรอ”
“แต่ถ้าจะให้พูดกันถึงที่สุดแล้ว คุณก็แค่ดูถูกพื้นเพของอาหญิงฉัน”
“แต่เท่าที่ฉันรู้ ตระกูลฝั่งปู่ของคุณไม่ได้ยิ่งใหญ่มาจากไหน ไม่ได้เป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่มั่งคั่งอะไรเลย ปู่ของคุณท่านก็เป็นแค่ชาวประมงธรรมดาๆ คนหนึ่ง ท่านไม่เคยอับอายในชาติกำเนิดของตัวเองเลยสักนิด”
“ตรงกันข้าม ท่านกลับภูมิใจด้วยซ้ำที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้ แล้วดูคุณสิคะ ทำอะไรลงไปบ้าง”
“เพียงเพราะอาหญิงของฉันมีความสามารถมากกว่า คุณก็เลยรู้สึกอิจฉาตาร้อน จนต้องหาวิธีการสกปรกมาเล่นงานแก้แค้นสารพัด คุณเป็นหัวโจกในการสร้างเรื่องเพื่อให้ทุกคนแปลกแยกและกีดกันอาของฉัน ใช้คำพูดสวยหรูแต่กำกวมให้คนอื่นเข้าใจผิด จนผู้หญิงสมองกลวงบางคนหลงเชื่อตกเป็นเครื่องมือของคุณ เพื่อมารุมเล่นงานอาของฉัน”
“แล้วผลเป็นยังไงล่ะคะ ตู้เหมยเจียที่ถูกจับเข้าสถานีตำรวจจนป่านนี้ก็ยังไม่ออกมาไม่ใช่เหรอ ทำไมคุณไม่ใช้เส้นสายไปช่วยเธอออกมาล่ะคะ”
“การมาฮ่องกงครั้งนี้ ครอบครัวของคุณต้องยอมขายผ้าเอาหน้ารอดเพื่อหาโอกาสนี้มาให้ แต่คุณกลับตอบแทนพวกเขาด้วยการเอาเกียรติยศที่ได้มาเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี”
“ต้วนฉู่ฉู่ วันนี้คุณคงตื่นเต้นจนขาดสติไปสินะคะ คุณคงคิดว่าการถูกคนโห่ไล่ในสถานการณ์แบบนั้นจะทำให้ฉันเข้าไปไม่ได้ พอฉันเข้าไปไม่ได้ อาหญิงของฉันก็ต้องถูกปลดจากเวที แล้วก้างขวางคอของคุณก็จะหายไป”
“บอกตามตรงนะคะ คุณมันไร้เดียงสาเกินไปจริงๆ ทั้งที่รู้ว่าการเดินทางมาฮ่องกงครั้งนี้เกิดขึ้นได้เพราะฉันเป็นคนจัดการ แต่คุณกลับยังมองฉันต่ำต้อยถึงเพียงนี้ เรื่องนี้ทำให้ฉันไม่พอใจเลยจริงๆ ค่ะ”
“ที่ฉันมาหาคุณวันนี้ ก็เพื่อจะมาเตือนเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นที่ฮ่องกงหรือที่ปักกิ่ง อย่าได้คิดที่จะหาเรื่องอาหญิงของฉันอีกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น คุณจะได้เสียใจไปจนวันตาย!”
ซ่งอวี้หน่วนพูดจบก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างเด็ดเดี่ยว ทิ้งให้ต้วนฉู่ฉู่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่
เธอไม่ได้พักอยู่คนเดียว ผู้เฒ่าหลิ่วจัดการที่พักให้อย่างดี เป็นห้องสำหรับสองคน แต่เพื่อนร่วมห้องของเธอออกไปเดินเล่นชมเมืองข้างนอก ส่วนเธอที่ใบหน้ายังบวมแดงจึงเลือกที่จะเก็บตัวอยู่ในห้อง
วินาทีนี้ ต้วนฉู่ฉู่ทรุดตัวลงกับพื้น เอามือปิดหน้าแล้วปล่อยโฮออกมา โลกทั้งใบราวกับพังทลาย น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย แต่ลึกๆ แล้ว ความรู้สึกที่ท่วมท้นยิ่งกว่าคือความหวาดกลัว
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เผชิญหน้ากับซ่งอวี้หน่วนจริงๆ จังๆ ปกติจะเห็นแต่รอยยิ้มประดับบนใบหน้าเสมอ ทำให้เธอดูเหมือนเป็นเด็กสาวที่ไม่มีพิษสงอะไร แต่ใครจะคิดว่าเวลาที่เธอเอาจริงขึ้นมา คำพูดแต่ละคำจะเฉียบคมราวกับมีดที่กรีดลงกลางใจ
ต้วนฉู่ฉู่เริ่มรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปที่ด่านตรวจ ถึงแม้จะคิดแบบนั้นจริงๆ แต่เธอก็ไม่ควรพูดมันออกไป เธอคงตื่นเต้นจนลืมตัวไปจริงๆ
หลังจากจัดการต้วนฉู่ฉู่แล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่คิดจะใส่ใจเธออีก แค่ต้วนฉู่ฉู่คนเดียวไม่มีปัญญาสร้างคลื่นลมอะไรได้อยู่แล้ว แต่การที่อาหญิงลุกขึ้นมาตบสั่งสอนไปสองฉาดก็ถือเป็นเรื่องดี ไม่นึกเลยว่าอาหญิงผู้เรียบร้อยจะกล้าลงไม้ลงมือเหมือนกัน นึกว่าจะยอมเก็บความขุ่นเคืองนี้ไว้เงียบๆ คนเดียวเสียอีก
ทางด้านติงเหลียงหรือเฮียเหลียง เขากำลังนั่งฟังรายงานจากเฮยอวี๋ไจ่ด้วยความงุนงงสงสัย
ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยคำถาม เขาไม่ได้สั่งให้ใครไปเปลี่ยนคำขวัญที่หน้างานสักหน่อย เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ เขาไม่คิดจะใส่ใจด้วยซ้ำ จึงไม่รู้เลยว่าเกิดความวุ่นวายอะไรขึ้นที่นั่น
เฮยอวี๋ไจ่เบิกตากว้าง สีหน้าพลันเปลี่ยนไป “หรือว่าจะเป็นคนของท่านลิ่วเย่ครับ”
คำพูดนั้นทำให้ติงเหลียงลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้
[จบบท]