บทที่ 460: หมายเลขโทรศัพท์ปริศนา
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับคำของอาหญิงอย่างเห็นด้วย ก่อนจะเอ่ยเสริมขึ้นว่า “คุณอาคะ ปู่รองฝากมาบอกว่าคุณอาเกรงใจท่านมากเกินไปแล้วค่ะ เวลาท่านชวนทานข้าวคุณอาก็ไม่ยอมมา พอมาถึงก็ทำตัวประหม่าเหมือนกินข้าวไม่อิ่ม ท่านเห็นแล้วก็พลอยรู้สึกไม่ดีไปด้วย หลังๆ เลยไม่กล้าชวนคุณอาอีก”
ซ่งอวี้หน่วนเข้าใจดีว่าทำไมอาหญิงถึงเป็นแบบนั้น เพราะความสัมพันธ์ระหว่างซ่งถิงกับผู้เฒ่าจี้ไม่ได้ใกล้ชิดถึงขั้นเป็นอาหลานแท้ๆ การวางตัวลำบากจึงเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ อีกอย่างนิสัยของคนบางกลุ่มก็มักจะเป็นเช่นนี้ หากเรื่องไหนที่พอจะทำเองได้ ก็จะไม่อยากรบกวนให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อนไปด้วย
แต่คนเราย่อมต้องมีการปรับตัว เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ความคิดความอ่านก็ควรจะเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน
ซ่งถิงมีสีหน้าเจื่อนลงอย่างรู้สึกผิด เธอกล่าวกับหลานสาวต่อว่า “พอรู้ว่าเสี่ยวหน่วนจะมาหาอาถึงที่นี่ อาก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองมันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ปล่อยให้หลานต้องลำบากมาไกลขนาดนี้”
“พอคิดได้แบบนั้น อาก็เลยรวบรวมความกล้าไปหาคุณปู่รอง ตอนแรกก็ยังเกร็งๆ อยู่ แต่พอเห็นท่าทีของท่านก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะเลยค่ะ ตอนนี้อาพอจะรู้แล้วว่าจะรับมือกับพวกคนไม่ดีได้ยังไง หรือแม้แต่จะวางตัวกับคุณปู่รองและคนอื่นๆ รวมถึงพี่เสี่ยวตี๋ หรือคนที่จ้องจะหาเรื่องอาอย่างต้วนฉู่ฉู่...”
ซ่งอวี้หน่วนมองหน้าอาหญิงของตัวเองแล้วก็สัมผัสได้ว่าคำพูดเหล่านั้นออกมาจากใจจริง ท่าทางของซ่งถิงดูผ่อนคลาย ไม่ประหม่าเหมือนเคย ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี
สำหรับซ่งอวี้หน่วนแล้ว เรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะตอนนี้เธอกำลังมีเรื่องใหญ่กว่าที่ต้องจัดการ
หญิงสาวจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาซ่างกวนเหิง
ในขณะนั้นซ่างกวนเหิงกำลังสั่งการเรื่องอาหารมื้อค่ำอยู่ที่บ้าน เขาบอกกับภรรยาว่ามื้อนี้เป็นงานเลี้ยงภายในครอบครัว ไม่ต้องเชิญคนนอกมาร่วมวงด้วย เพราะยังไม่แน่ใจว่าเซี่ยโป๋เหวินจะยอมให้ความร่วมมือด้วยหรือไม่
จินฮุ่ยหนิงผู้เป็นภรรยาเก็บงำความไม่พอใจไว้ในอกลึกๆ แต่ไม่กล้าแสดงออกมาให้สามีเห็น แม้ว่าเรื่องการหมั้นหมายกับตระกูลจงจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ในใจของเธอกลับยิ่งเดือดดาลกว่าเดิม
หลานสาวของเซี่ยซินตงไม่เพียงแต่ฉกนายน้อยรองจงไปต่อหน้าต่อตา แต่ยังรีดไถเงินจากพวกเขาไปอีกไม่น้อย ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าคนป่วยทางจิตอย่างเซี่ยซินตงจะเอาเงินไปทำอะไรได้ สุดท้ายแล้วเงินก้อนนั้นก็คงไม่พ้นตกไปอยู่ในมือของซ่งอวี้หน่วนอยู่ดี
ดูคนแค่ภายนอกไม่ได้จริงๆ เด็กสาวบ้านนอกอายุแค่ 18 กลับมีความทะเยอทะยานสูงส่งขนาดนี้ เธอเคยเตือนซ่างกวนเหิงแล้วว่าหากไม่รีบกำจัดซ่งอวี้หน่วนทิ้งเสียจะต้องเป็นหนามยอกอกในอนาคต แต่สามีของเธอกลับดูจะเกรงกลัวเด็กสาวคนนั้นอย่างน่าประหลาด
ทำไมกันนะ? เธอครุ่นคิดเท่าไหร่ก็หาคำตอบไม่ได้ คืนนี้ที่เชิญเซี่ยโป๋เหวินมา เธอจะต้องลองหยั่งเชิงดูเสียหน่อย
ยังไม่ทันจะได้จัดการอะไรต่อ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นสายจากคุณนายจง
จินฮุ่ยหนิงกับคุณนายจงอายุอานามไล่เลี่ยกัน หากแต่สามีกลับแตกต่างกันลิบลับ ซ่างกวนเหิงนั้นแก่คราวพ่อ ในขณะที่เธอกับเซวียเหม่ยโหรวและจงต้าเฉียวจัดว่าเป็นคนในรุ่นเดียวกัน
ปกติแล้วพวกเธอไม่ค่อยได้สุงสิงกันบ่อยนัก เหตุผลหลักก็เพราะจินฮุ่ยหนิงไม่ชอบนิสัยขี้อวดของเซวียเหม่ยโหรว ที่มักจะชอบพูดจาโอ้อวดว่าตนเองมีลูกชายแค่คนเดียว ไม่มีพวกลูกนอกสมรสน่ารำคาญใจ แต่ใครจะไปเชื่อลมปากได้ ผู้ชายที่ไหนในโลกนี้จะไม่แอบไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยกันบ้างเล่า
อย่างไรก็ตาม ในแวดวงสังคมเดียวกัน การไปมาหาสู่กันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ เธอไม่คิดเลยว่าการโทรมาครั้งนี้ของอีกฝ่ายจะเป็นการเชิญไปร่วมงานเลี้ยงในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อต้อนรับการกลับมาของนายน้อยรองจงโดยเฉพาะ
เรียกได้ว่าคนใหญ่คนโตในวงสังคมนี้แทบจะถูกเชิญไปกันครบทุกคน และที่สำคัญคือมีการเชิญซ่งอวี้หน่วนไปด้วยเป็นกรณีพิเศษ เหมือนจงใจจะให้เด็กสาวบ้านนอกได้เปิดหูเปิดตาดูคฤหาสน์ของตระกูลใหญ่ว่าเป็นอย่างไร
“แหม คุณนายนี่ช่างใส่ใจจริงๆ นะคะ” จินฮุ่ยหนิงเอ่ยชมอย่างมีเลศนัย
ปลายสายถอนหายใจออกมาเบาๆ “ช่วยไม่ได้หรอกค่ะ ฉันเป็นแม่เลี้ยง ทำอะไรก็ดูไม่ดีไปซะหมด...เอาเป็นว่าเดี๋ยวคุณแวะมาหาฉันหน่อยสิ เรามาช่วยกันคิดแผนสั่งสอนซ่งอวี้หน่วนกันหน่อยดีกว่า นังเป่ยกูคนนี้มันกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว”
“ดีเลยค่ะ! เดี๋ยวฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมพวกเขาต้องไปกลัวมันด้วย ก็แค่อีเด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่ง หรือว่ามันจะมีสามหัวหกแขนรึไงกัน?” จินฮุ่ยหนิงรับคำอย่างกระตือรือร้น
เซวียเหม่ยโหรวหัวเราะเยาะ “สามหัวหกแขนอะไรกัน ไม่มีหรอก มีก็แต่ความสวยกับความละโมบเท่านั้นแหละ ก็มีแต่เจ้าลูกโง่เส้าชิงนั่นแหละที่หลงกลมัน ถ้าเป็นลูกชายของฉันล่ะก็ไม่มีทาง...”
จินฮุ่ยหนิงเบะปาก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรแย้งออกไป
ในใจของเธอนึกดูแคลน ต่อให้เด็กนั่นมีอิทธิฤทธิ์จริงแล้วจะทำไมได้? พวกเธอไม่ได้คิดจะไปทะเลาะด้วยอยู่แล้ว แค่พูดจาดีๆ ทำเป็นหวังดีช่วยเปิดหูเปิดตาให้ มันจะกล้าอาละวาดหรือยังไง ต่อให้มันกล้าจริงๆ ก็ไม่เห็นต้องกลัว แค่เรียกนักข่าวมาเขียนข่าวลงหนังสือพิมพ์ให้เสียๆ หายๆ รับรองว่าชื่อเสียงของมันในฮ่องกงได้ป่นปี้แน่นอน
เมื่อออกมาจากห้อง จินฮุ่ยหนิงไม่เห็นซ่างกวนเหิง พอรู้ว่าเขาติดโทรศัพท์อยู่ในห้องหนังสือ เธอก็ไม่อยากรบกวน จึงขึ้นรถตรงไปยังบ้านของตระกูลจงทันที
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องหนังสือของบ้านตระกูลซ่างกวน ซ่างกวนเหิงกำลังยืนหน้าเขียวด้วยความโกรธ เขาพยายามข่มอารมณ์และพูดลอดไรฟันกับคนในสาย “...คืนนี้ไม่ได้ เอาไว้พรุ่งนี้ก็แล้วกัน พรุ่งนี้ฉันรับรองว่าจะพาเธอไปทัวร์ให้ทั่วเลย”
“แล้วทำไมคืนนี้ถึงจะไม่ได้ล่ะคะ” ซ่งอวี้หน่วนถามกลับด้วยน้ำเสียงเนิบนาบไม่ทุกข์ร้อน
ซ่างกวนเหิงแทบอยากจะตะโกนกลับไปว่า ‘แล้วทำไมฉันต้องบอกแกด้วย!’ เด็กนี่มันกำเริบเสิบสานเกินไปแล้วจริงๆ ไม่รู้หรือไงว่าที่นี่คือฮ่องกง กล้าดียังไงมาขอเข้าชมพื้นที่ทดลองใต้ดิน สถานที่แบบนั้นจะให้เข้าไปได้ยังไง ไม่มีทาง!
“งั้นก็อย่าเพิ่งวางสายนะคะ ไม่อย่างนั้นอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า จะมีคนจากกรมสรรพากรไปเชิญคุณไปดื่มชาถึงที่ อ้อ แล้วก็จะแวะไปเชิญประธานจงกับประธานหวังด้วยเหมือนกันค่ะ” เสียงใสๆ ของซ่งอวี้หน่วนเอ่ยเตือนอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ซ่งอวี้หน่วน!” ซ่างกวนเหิงตวาดลั่น “อย่ากำเริบให้มันมากนักนะ อย่าคิดว่าฉันกลัวแก อย่าบีบคั้นกันให้มากเกินไป ไม่อย่างนั้นถ้าต้องพังกันไปข้างหนึ่ง เธอก็ไม่รอดเหมือนกัน!”
“ฉันก็แค่อยากจะไปเยี่ยมชมสถานที่ที่น้าเล็กของฉันเคยใช้ชีวิตอยู่เฉยๆ เอง ทำไมคุณต้องหัวฟัดหัวเหวี่ยงแล้วก็พูดจาไร้สาระขนาดนี้ด้วยล่ะคะ? พังกันไปข้างหนึ่งเหรอคะ? คุณเชื่อไหมว่าปลาของคุณจะถูกจับไปทำอาหารจนหมดเกลี้ยง แต่แหของฉันจะไม่ขาดแม้แต่รูเดียว”
ซ่างกวนเหิง “...”
ถ้าวันหนึ่งเขาต้องตายไป คงเป็นเพราะถูกซ่งอวี้หน่วนกวนประสาทจนอกแตกตายนี่แหละ
เขาพยายามสูดหายใจให้ลึกเพื่อระงับอารมณ์ “คืนนี้ฉันมีนัดเลี้ยงอาหารค่ำกับเซี่ยโป๋เหวิน ตกลงกันเรียบร้อยแล้วด้วย อีกเดี๋ยวฉันก็ต้องออกไปรับเขาแล้ว”
“อย่างนั้นก็ดีเลยสิคะ เราจะได้ไปด้วยกัน ให้คุณตาเซี่ยได้ไปดูสถานที่ที่ลูกชายของเขาเติบโตมาด้วยยังไงล่ะคะ เชื่อสิคะว่าท่านจะต้องซาบซึ้งใจในความหวังดีของคุณแน่นอน!”
ซ่างกวนเหิงโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เขากระแทกหูโทรศัพท์ลงกับแป้นอย่างแรง เด็กนี่มันจะอหังการไปถึงไหน!
ซ่งอวี้หน่วนหยิบโทรศัพท์มือถือที่กู้หวยอันให้มา กดเบอร์โทรออกไปยังกรมสรรพากรอย่างคล่องแคล่ว
เจ้าหน้าที่ปลายสายเป็นคนฮ่องกงและยืนกรานที่จะไม่พูดภาษาจีนกลาง ซ่งอวี้หน่วนจึงสนทนาโต้ตอบกลับไปด้วยภาษาต่างประเทศอย่างคล่องแคล่ว เธอแนะนำตัวว่าเป็นพลเมืองดีที่ต้องการแจ้งเบาะแสในนามของประธานซ่างกวนเหิง เพื่อเปิดโปงประธานจงต้าเฉียวว่ามีบัญชีในต่างประเทศที่ไม่ชอบมาพากล
ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น ให้ลองไปสอบถามจากประธานซ่างกวนได้โดยตรง
ก่อนเดินทางมาที่นี่ ซ่งอวี้หน่วนได้เตรียมข้อมูลสำคัญต่างๆ เอาไว้พร้อมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างองค์กรหรือข้อมูลบุคลากรของหน่วยงานสำคัญในฮ่องกง
กรมสรรพากรมีหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนโดยเฉพาะ เมื่อมีสายแจ้งเบาะแสเข้ามา ก็จะถูกโอนไปยังฝ่ายตรวจสอบทันที
ไม่ถึง 5 นาทีหลังจากซ่างกวนเหิงวางสายอย่างหัวเสีย โทรศัพท์จากกรมสรรพากรก็โทรเข้ามาหาเขาทันที ทำเอาชายสูงวัยถึงกับใจหายวาบ
ซ่งอวี้หน่วนพูดจริงทำจริง! แต่ทำไมถึงกลายเป็นว่าเขาเป็นคนไปแจ้งเบาะแสเรื่องจงต้าเฉียวได้? เขาจะบ้าหรือไงถึงไปทำแบบนั้น? แล้วเรื่องบัญชีต่างประเทศนั่นมันอะไรกัน...
ในขณะเดียวกัน จงต้าเฉียวซึ่งมีเส้นสายอยู่ในกรมสรรพากร ก็ได้รับโทรศัพท์จากคนของเขาเพื่อสอบถามว่าจริงหรือไม่ ที่ประธานซ่างกวนเหิงเป็นผู้แจ้งเบาะแสเรื่องของเขา
ซ่างกวนเหิงรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะให้สืบหาต้นตอของสายที่โทรเข้าไปแจ้งเรื่อง
ตามขั้นตอนแล้ว การดำเนินการขั้นแรกไม่ใช่การตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เป็นการทำความเข้าใจตัวผู้แจ้งเบาะแส แต่ดูเหมือนว่าประธานซ่างกวนเหิงจะไม่มีความประสงค์เช่นนั้น
เจ้าหน้าที่จึงทำได้เพียงตรวจสอบที่มาของสายโทรศัพท์ แต่ก็น่าเสียดายที่หมายเลขดังกล่าวเป็นหมายเลขปริศนา ไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่าโทรมาจากที่ไหน
[จบบท]