บทที่ 461: กล้าอวดดีจริงนะ!
โทรศัพท์ชนิดพิเศษแบบนี้มีอยู่เพียงไม่กี่เครื่องในประเทศ และกว่าที่กู้หวยอันจะได้มันมาก็ต้องทุ่มเทความพยายามไปไม่น้อยเลยทีเดียว แต่แน่นอนว่าเขาไม่มีทางเล่ารายละเอียดเหล่านั้นให้ซ่งอวี้หน่วนฟัง
ซ่งอวี้หน่วนวางโทรศัพท์ลงข้างตัว เพื่อรอรับสายจากซ่างกวนเหิงโดยเฉพาะ
เวลานี้ ซ่างกวนเหิงกำลังตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อถูกจงต้าเฉียวคาดคั้น เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมเล่าความจริงออกไป
จงต้าเฉียวเองก็มีชนักติดหลังอยู่เหมือนกัน จึงไม่กล้าซักไซ้ไล่เลียงอะไรมากนัก เขาเปลี่ยนเรื่องคุยทันควัน บอกว่าตัวเองก็กำลังจะโทรศัพท์พอดี
พรุ่งนี้เขาจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับจงเส้าชิง ลูกชายตัวปัญหาของเขา ซึ่งได้เชิญแขกเหรื่อไว้มากมาย และตอนนี้เขาก็กำลังจะไปที่โรงแรมเพื่อแจ้งข่าวกับทุกคนด้วยตัวเอง
“คุณคิดว่าพวกเขาจะยอมมาเหรอ” ซ่างกวนเหิงถามขึ้น
“ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์” จงต้าเฉียวตอบกลับด้วยท่าทีเชื่อมั่น
ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ซ่างกวนเหิงก็ไม่คิดจะซักถามอะไรต่อ เขาทำเพียงแค่นั่งรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ วันที่จะได้เห็นซ่งอวี้หน่วน เด็กสาวบ้านนอกที่น่ารังเกียจคนนั้นต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าเหล่าคุณหนูและคุณหญิงคุณนายในแวดวงสังคมชั้นสูง
เขาภาวนาให้เธอต้องอับอายจนไม่กล้าเงยหน้าสู้ใครไปชั่วชีวิต
อย่าคิดว่ามีพลังวิเศษติดตัวแล้วจะเหิมเกริมทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ เขาจะทำให้เธอได้เห็นว่าคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร เหล่าสตรีในสังคมชั้นสูงเขาปฏิบัติตัวกันแบบไหน
ลำพังแค่เธอคนเดียว แม้แต่มารยาทพื้นฐานในงานเลี้ยงก็คงไม่เข้าใจ เผลอๆ อาจจะไม่รู้จักไวน์แดงหรือกาแฟด้วยซ้ำ ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องอื่นให้เสียเวลาเลย
แล้วนี่ยังจะกล้าจัดงานประมูลอะไรอีก แค่เศษหินคุณภาพต่ำจากต่างประเทศพวกนั้น ใครเขาจะไปสนใจกัน
แม้ในใจจะคุกรุ่นไปด้วยความอาฆาตแค้น แต่ซ่างกวนเหิงก็หมุนโทรศัพท์ออกไปอย่างรวดเร็ว
สัญญาณดังอยู่เนิ่นนาน ปลายสายถึงเพิ่งจะกดรับ
ซ่างกวนเหิงแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร“เสี่ยวหน่วน ในเมื่อเธออยากจะไปดูเขตทดลองตอนกลางคืน งั้นก็ให้เป็นไปตามความปรารถนาของเธอนะ ให้ฉันไปรับพวกเธอดีไหม”
“ที่จริงฉันก็ไม่ได้อยากไปเท่าไหร่หรอกค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับ
“สถานที่มืดๆ ทึบๆ เหมือนรูหนูแบบนั้นไม่ควรมีอยู่ด้วยซ้ำ แต่ฉันดันเป็นคนขี้สงสัยเป็นพิเศษ ก็เลยอดไม่ได้ที่จะอยากไปเห็นกับตา”
“ในเมื่อประธานซ่างกวนอุตส่าห์เชิญชวนด้วยตัวเองขนาดนี้ ก็คงต้องไปดูสักหน่อยแล้วกันค่ะ เอาไว้หลังอาหารเย็นแล้วกันนะคะ เจ็ดโมงค่อยมารับพวกเรา”
ซ่างกวนเหิงโกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว ทันทีที่ซ่งอวี้หน่วนวางสาย เขาก็กระแทกหูโทรศัพท์ลงบนโต๊ะอย่างแรง
อีกด้านหนึ่ง ซ่งอวี้หน่วนกับจงเส้าชิงกำลังมอบหยกก้อนหนึ่งให้กับผู้เฒ่าหลิ่ว
ผู้เฒ่าหลิ่วคาดไม่ถึงว่าของที่ได้รับจะเป็นหยกที่เจียระไนเปิดหน้าต่างเอาไว้แล้ว ตรงช่องที่เปิดออกเผยให้เห็นเนื้อหยกสีเขียวมรกตเป็นประกายวาววับ เมื่อพินิจดูใกล้ๆ ก็ยิ่งดูฉ่ำวาวราวกับจะไหลเยิ้มออกมาได้
ของขวัญล้ำค่าขนาดนี้ทำให้ผู้เฒ่าหลิ่วรู้สึกละอายใจที่จะรับไว้ ในขณะเดียวกัน เขาก็ตระหนักถึงความสามารถอันน่าทึ่งของซ่งอวี้หน่วนได้อย่างแจ่มชัด หยกชิ้นนี้มูลค่ามหาศาล เขาจะรับไว้โดยไม่ตอบแทนอะไรเลยได้อย่างไร
ซ่งอวี้หน่วนจึงบอกกับเขาว่างานประมูลที่กำลังจะจัดขึ้นยังต้องรบกวนคุณปู่หลิ่วช่วยดูแลอีกมาก ไหนจะเรื่องคณะการแสดงที่ท่านช่วยจัดการให้เป็นอย่างดีอีก คงต้องลำบากท่านไปไม่น้อย แค่คำขอบคุณคงไม่พอ อีกอย่าง ตอนนี้เราก็เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องเกรงใจกันไปมาหรอก
ในที่สุดผู้เฒ่าหลิ่วก็ยอมรับของขวัญชิ้นนั้นไว้ด้วยความยินดี เขารู้ดีว่าวันข้างหน้ายังอีกยาวไกล แม้ตัวเองจะอายุมากแล้ว แต่หากเด็กๆ ยังต้องการความช่วยเหลือ เขาก็พร้อมจะยื่นมือเข้าช่วยไปอีกสักสิบปีแปดปี
จากนั้นผู้เฒ่าหลิ่วก็เอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้า เขาอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในไหวพริบปฏิภาณและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอันยอดเยี่ยมของซ่งอวี้หน่วน พร้อมกันนั้นก็ได้กล่าวถึงความขัดแย้งกับตระกูลของลิ่วเย่
เขาอธิบายว่าเรื่องไร้สาระแบบนี้ไม่ใช่ฝีมือของลิ่วเย่แน่นอน แต่น่าจะเป็นติงเหลียงที่ทำอะไรโดยไม่มีหลักการ
ส่วนการแสดงในคืนมะรืนนี้ ผู้เฒ่าหลิ่วบอกว่าเขาได้เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว แต่ก็ยังอดกังวลไม่ได้ว่าอาจจะมีบางคนไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่อาจมีผู้ไม่หวังดีแฝงตัวตามมาด้วย
ดังนั้น เขาจึงจะเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยตัดสินใจว่าจะไม่เพียงแค่เชิญเพื่อนจากสถานีตำรวจมาช่วยดูแลความเรียบร้อย แต่จะเชิญผู้เฒ่าจวงมาด้วย
เมื่อเซี่ยโป๋เหวินได้ยินว่าซ่างกวนเหิงมาถึงแล้วและกำลังรออยู่ที่แผนกต้อนรับ คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาเร็วถึงเพียงนี้ ช่างดูร้อนรนเสียเหลือเกิน
ห้องพักของเสี่ยวหน่วนอยู่ชั้นบน ตอนแรกเขาคิดจะเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้หลานสาว แต่คิดอีกทีก็เห็นว่าไม่จำเป็น เขาเชื่อว่าครั้งนี้คงไม่มีอันตรายอะไร อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนมีหน้ามีตาในสังคมอยู่บ้าง ซ่างกวนเหิงคงไม่กล้าทำอะไรผลีผลามกับเขาง่ายๆ แน่
บางทีเรื่องราวอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาวาดภาพไว้ แต่หากของสิ่งนั้นอยู่ในมือของซ่างกวนเหิงจริงๆ ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็คงถึงคราวต้องแตกหักอย่างแน่นอน
ทั้งหนี้แค้นเก่าและใหม่ คงไม่มีทางที่เขาและซ่างกวนเหิงจะกลับมาดีกันได้ดังเดิม แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ทั้งหมดนี้ก็คือเวรกรรมของเขาเอง
เซี่ยโป๋เหวินตัดสินใจล้มเลิกความคิดที่จะเอ่ยเรื่องนี้กับซ่งอวี้หน่วน
เมื่อเขาเดินลงมาถึงชั้นล่าง คนขับรถก็เปิดประตูออกพอดี สายตาของเขาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นซ่งอวี้หน่วนและเซี่ยซินตงนั่งอยู่ข้างในเรียบร้อยแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนโบกไม้โบกมือทักทายอย่างร่าเริง “อ้าว คุณตา บังเอิญจังเลยค่ะ!”
ความคิดของเซี่ยโป๋เหวินว่างเปล่าไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะเหลือบไปเห็นรอยยิ้มฝืดเฝื่อนของซ่างกวนเหิงจนแทบอยากจะปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดังๆ
“คุณตาคะ พวกเรากำลังจะไปเที่ยวชมสถานที่ที่น้าตงเคยอยู่ตอนเด็กๆ ถ้าคุณตาอยากไปด้วยกันก็ได้นะคะ แต่ถ้าไม่อยากไปก็กลับขึ้นห้องไปได้เลย” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยชวนแกมบังคับ
เซี่ยโป๋เหวินจะกลับขึ้นไปได้อย่างไร ในเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เขาก็ต้องตามไปด้วย แม้ว่าปลายทางและผลลัพธ์ที่รออยู่อาจจะไม่น่าอภิรมย์นักก็ตาม
ซ่างกวนเหิงเลือกที่นั่งด้านหลังคนขับ เขาเป็นคนกลัวตาย จึงไม่ยอมนั่งเบาะหน้าข้างคนขับเด็ดขาด เพราะได้ยินมาว่าตำแหน่งนั้นอันตรายที่สุด
รถคันนี้เป็นรถตู้ขนาดเจ็ดที่นั่ง ซึ่งถือว่ากว้างขวางพอสมควร แต่สำหรับซ่างกวนเหิงแล้ว เขากลับรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง มันอบอวลไปด้วยความอึดอัดและหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก
รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างราบรื่น ไม่นานก็แทรกตัวเข้าไปอยู่ในกระแสจราจรยามค่ำคืน แสงไฟนีออนหลากสีสันจากตึกสูงระฟ้าสาดส่องสะท้อนกันไปมา ทำให้ท้องถนนดูราวกับเป็นธารดาราพร่างพรายบนฟากฟ้า
ทิวทัศน์ยามราตรีงดงามจับใจถึงเพียงนี้ แต่ดูเหมือนจะมีเพียงซ่งอวี้หน่วนคนเดียวเท่านั้นที่มีแก่ใจชื่นชม เธอยังส่งเสียงอุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจเป็นระยะ ไม่รู้ว่ารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ หรือเพียงแค่แกล้งทำ
ระหว่างทาง ซ่งอวี้หน่วนก็เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “ประธานซ่างกวนคะ ก่อนที่คุณจะมา ประธานจงโทรศัพท์มาหาด้วยค่ะ เขาอยากให้นายน้อยรองจงกลับบ้าน เพราะพรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยง แต่จงเส้าชิงปฏิเสธไป”
“ประธานจงเลยอ้างว่าเพิ่งเจอตู้เซฟของคุณนายไห่ในห้องใต้ดิน อยากให้เขากลับไปดู แล้วยังชวนฉันไปด้วยอีก คุณว่าตาแก่เจ้าเล่ห์คนนั้นตั้งใจจะให้ฉันไปเป็นตัวตลกในงานเลี้ยงใช่ไหมคะ”
ซ่างกวนเหิงนิ่ง“…”
‘ไม่ต้องสงสัย เขาตั้งใจจะทำแบบนั้นอยู่แล้ว!’
“เสี่ยวหน่วน งานเลี้ยงที่เจตนาไม่ดีก็อย่าไปเลย” เซี่ยโป๋เหวินเตือน
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ แล้วหันไปถาม “คุณตาเซี่ยคะ แล้วคุณตาคิดว่าถ้าหนูไป หนูจะขายหน้าไหมคะ”
“ไม่มีทาง!” เซี่ยโป๋เหวินตอบกลับทันควัน
เซี่ยซินตงยิ้มบางๆ “เสี่ยวหน่วน อย่าไปเลย พรุ่งนี้น้าจะพาไปซื้อของดีกว่า”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะคิกคัก ก่อนจะหันไปทวงคำตอบจากคนที่นั่งเงียบ “ประธานซ่างกวนคะ อย่าเอาแต่นั่งเฉยสิคะ คุณยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลยนะ”
ซ่างกวนเหิงอยากจะบ้าตายเพราะเด็กสาวคนนี้เต็มทนแล้ว เขากัดฟันตอบ “เป็นงานเลี้ยงของตระกูลจง ฉันจะไปรู้เรื่องได้ยังไง” ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเยาะหยัน
“อีกอย่าง มันก็แค่งานเลี้ยงที่มีคนใหญ่คนโตมารวมตัวกันก็เท่านั้น เด็กสาวเก่งกาจอย่างซ่งอวี้หน่วนคงไม่กลัวอยู่แล้ว ใช่ไหมล่ะ”
“คุณพูดถูกค่ะ!” ซ่งอวี้หน่วนตบมือฉาดใหญ่ ดวงตาและรอยยิ้มเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“ขนาดงานเลี้ยงลูกท้อสวรรค์ฉันยังเคยไปมาแล้ว แล้วจะไปกลัวอะไรกับแค่งานเลี้ยงเล็กๆ ของมนุษย์ล่ะคะ”
คำตอบของเธอทำเอาซ่างกวนเหิงถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองจนไอโขลกอยู่พักใหญ่ เขามองหน้าเธออย่างเหลือเชื่อ นังเด็กนี่ กล้าคุยโวโอ้อวดดีจริงนะ
ทางด้านเซี่ยซินตงกลับพยักหน้าเห็นพ้อง “นั่นสินะ”
ซ่างกวนเหิงได้แต่ด่าทอความขี้โม้ของเธออยู่ในใจ หลังจากที่รถเลี้ยวลดคดเคี้ยวอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็มาถึงทางเข้าลับแห่งหนึ่ง
ทั้งหมดลงจากรถเพื่อไปต่อลิฟต์ลงไปยังชั้นใต้ดิน จากนั้นก็เปลี่ยนไปขึ้นรถอีกคันที่จอดรออยู่ เส้นทางหลังจากนี้มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ราวกับป้อมปราการเหล็กกล้า
ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถก็จอดสนิทอยู่หน้าห้องที่มืดทึบห้องหนึ่ง
ซ่งอวี้หน่วนกวาดสายตามองไปโดยรอบ พลันสังเกตเห็นว่ารอบตัวของซ่างกวนเหิงมีบอดี้การ์ดปรากฏขึ้นกว่าสิบคน ทั้งยังสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวอีกหลายสายที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืด…
[จบบท]